ใบเกิดของสตรีมีราคา!
พาดหัวข่าวบนจดหมายข่าวของสำนักข่าวนกกระจิบวันนี้กลายเป็นหัวข้อสนทนาทุกกลุ่ม ทุกโต๊ะ ทุกร้านผู้คนล้วนสนใจถามไถ่กันว่าในสกุลของตนมีสตรีที่ยังไม่แต่งงานเกิดวันที่เก้าเดือนเก้าบ้างหรือไม่?
“ข้าล่ะอยากมีใบเกิดเสียจริงแค่เอามายื่นก็ได้เงินใช้เปล่าถึงห้าร้อยอีแปะแล้วนี่หากไม่ใช่ว่าสกุลจินของคุณชายจินวั่งซูเป็นผู้ออกประกาศเองล่ะก็ข้าก็คงไม่เชื่อถือหรอกนะ”
“เจ้าต้องเอาใบเกิดจริงมาแสดงนี่ล่ะทำอย่างไรจึงจะมีล่ะ คนที่เกิดวันที่เก้าเดือนเก้าใช่ว่าจะมีเยอะเสียเมื่อไหร่?”
ท่ามกลางเสียงไถ่ถามแนะนำวุ่นวายในเมืองหลวงครอบครัวทั้งหลายต่างเห็นแก่เงินห้าร้อยอีแปะรีบเอาใบเกิดของบุตรสาวที่ยังไม่แต่งงานของตนมาแสดงยังสำนักข่าวนกกระจิบ
เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีมากกว่าร้อยใบที่เป็นใบเกิดปลอมจึงถูกคัดตกไปซ้ำยังถูกปรับเงินที่คิดทุจริตอีกหนึ่งตำลึงทำให้เงินที่จ่ายออกไปดูเหมือนจะน้อยกว่าเงินค่าปรับ
ไป๋ซิงซวี่กับไป๋สวินสองพี่น้องฝาแฝดผู้เข้ามารับงานเป็นรองหัวหน้าสำนักข่าวพร้อมกันมองเงินค่าปรับที่ใส่ไว้ในเข่งไม้ไผ่แล้วก็หัวเราะ
“คุณชายจินนี่ท่านทำการค้าอยู่หรือ? แม้แต่ตามหาว่าที่เจ้าสาวท่านก็ยังจะได้กำไรอีก”
“ข้าตั้งใจที่ไหนกันเงินก็เตรียมมาพร้อมแล้ว เป็นพวกเขาที่โลภมากเองกติกาข้าก็เขียนไว้อย่างชัดเจนที่หน้าประตูสำนักงานหากไม่ยอมเสียค่าปรับข้าก็ให้มือปราบข้างหน้าลากตัวไปสำนักมือปราบก็สิ้นเรื่อง”
“ใบเกิดจริงมีไม่ถึงสองร้อยใบแต่ที่น่าหนักใจคือมีทั้งเด็กแรกเกิดไปจนถึงอายุยี่สิบปีแต่นอกเหนือจากนั้นก็เป็นหญิงรับใช้ที่เคยเป็นสาวใช้อุ่นเตียงในเรือนหรือไม่ก็นักบวชหญิง”
จินวั่งซูรับเอาสมุดบันทึกที่ลงรายละเอียดของสตรีที่ถูกตรวจสอบแล้วว่ายื่นใบเกิดจริงมาเปิดดูเขาจดจำเวลาตกฟากของว่าที่เจ้าสาวได้อย่างแม่นยำแต่ไม่ว่าจะดูซ้ำอีกกี่ครั้งก็พบว่าไม่มีผู้ใดเกิดในเวลาที่กำหนดเอาไว้เลย
เมื่อยื่นสมุดบันทึกให้กับคหบดีจินได้ดูคนทั้งสามจึงถอนหายใจออกมาแทบจะพร้อมกัน
“ผ่านไปครึ่งเดือนแล้วพิธีกรรมอื่นใดที่ซินแสหยวนว่า พวกเราก็ทำจนครบถ้วน เหลือเพียงการหาตัวเจ้าสาวนี่ล่ะขอรับที่ไม่อาจจะทำได้”
คหบดีจินเห็นว่าวิธีนี้อาจจะไม่ได้ผลจึงได้ย้อนกลับไปหาซินแสหยวนอีกครั้ง “หากไม่ใช่วันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากอย่างที่ท่านว่ายังมีวิธีอื่นอีกหรือไม่?”
ซินแสหยวนขอตัวไปค้นดูตำราในตู้ด้านหลังอยู่เกือบครึ่งชั่วยามจึงกลับออกมาด้วยสีหน้าแช่มชื่น
“ยังมีอีกวิธีหนึ่งการพิสูจน์ด้วยคาถาผู้ปราบพยัคฆ์”
ณ บ้านเช่าสุดตรอกสามย่านจี้ฮุย
เสี่ยวหยี่ที่อ่านเห็นประกาศของสกุลจินก็รีบชี้ให้กงเชาดู
“ศิษย์พี่รองนี่มันวันเกิดของข้า”
“จริงหรือ?เจ้าจำได้แน่นะ”
ครั้นคิดขึ้นมาเด็กหญิงก็หน้าสลด“ถึงจะจำได้แม่นแต่ข้าก็ไม่มีใบเกิดไปยืนยันอยู่ดี น่าเสียดายเงินตั้งห้าร้อยอีแปะเท่ากับได้เปล่าเสียด้วย”
“เจ้าอ่านข้างล่างหรือยัง?มีคนเอาใบเกิดปลอมไปแจ้ง แทนที่จะได้เงินห้าร้อยอีแปะมาใช้กลับถูกปรับเป็นเงินหนึ่งตำลึง ไม่เช่นนั้นต้องติดคุกหนึ่งเดือนคุณชายจินจึงประกาศเอาเงินค่าปรับทั้งหมดไปซื้อของแจกคนยากไร้ที่ชานเมืองช่างเป็นเศรษฐีใจดีเสียจริง”
“ข้าไปถามคนในเมืองหลวงหลายคนพวกเขาบอกว่าคหบดีจินเป็นผู้มีเมตตามากนะเจ้าคะ”
“ยังมีต่อๆตอนนี้สกุลจินเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกิดวันที่เก้าเดือนเก้าแม้ไม่มีใบเกิดก็สามารถเข้ารับการทดสอบได้หากว่าผ่านการทดสอบจะมีโอกาสได้แต่งงานกับคุณชายสกุลจินแต่เพียงในนามหนึ่งปีโดยค่าจ้างหนึ่งหมื่นตำลึง”
“หา! จ้างแต่งงานในนามหรือเจ้าคะ?ดีจริง...แต่เหตุใดต้องจ้างด้วยเล่า? คุณชายสกุลจินมีกันอยู่หลายคนมิใช่หรือ?แล้วจะว่าจ้างให้แต่งกับผู้ใด?”
“นั่นสิ! ดูมีลับลมคมในชอบกล”
นักพรตจูเหมิงกับซูเยว่เพิ่งกลับจากไปทำธุระข้างนอกยามนี้กลุ่มนักพรตเทพไปรับงานนอกกับสำนักมือปราบเมืองหลวงในการวางแผนจับคนร้ายคดีฆาตกรรมหลายคดีบางคดีนักพรตจูเหมิงก็มองเห็นวิญญาณ บางคดีก็มองไปเห็นในส่วนที่ติดต่อวิญญาณไม่ได้ก็อาศัยวิธีหลอกล่อให้คนร้ายหวาดกลัวจนยอมสารภาพออกมาเอง
ยามนี้อาจารย์ของพวกนางถูกสำนักมือปราบนำไปแอบอ้างหลอกลวงชาวบ้านเสียเองในกรณีที่ไม่อาจจะจับกุมคนร้ายได้
“ท่านอาจารย์กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ?จับคนร้ายได้หรือไม่?”
“ยังเลยคดีนี้ข้ามองไม่เห็นวิญญาณของเขา เบาะแสก็น้อยนิดพรุ่งนี้พวกเขาสองคนไปดูด้วยกันหน่อยนะ” จูเหมิงหันมามองหน้าเสี่ยวหยีกับกงเชา
“เจ้าค่ะ/ขอรับ”
หลังจากที่หัวหน้ามือปราบโหยวอีรู้ว่านักพรตจูเหมิงเป็นผู้หาตัวคนร้ายคดีคุณชายสือได้จึงได้ข่มขู่นักพรตนอกรีตให้ไปช่วยเขาหาตัวร้ายในคดีฆาตกรรมหญิงคณิการายหนึ่งไม่เช่นนั้นจะรื้อฟื้นเรื่องที่เขาหลอกขายเครื่องรางหน้าวัดหยกสวรรค์มาจับกุม
นักพรตจูเหมิงเกรงว่าเจ้าทุกข์จะมารวมตัวกันอีกครั้งจึงได้ยินยอมไปช่วยงานสำนักมือปราบเคราะห์ดีวิญญาณหญิงคณิกายังอยู่ใกล้บริเวณที่เสียชีวิตและเห็นคนร้ายอย่างชัดเจนจึงได้ชี้เบาะแสได้อย่างรวดเร็วคนร้ายรายนั้นแท้จริงก็คือบุรุษที่เคยมาติดพันแล้วต้องการให้นางหนีตามไปด้วยแต่นางปฏิเสธเขาจึงได้หลอกล่อนางไปฆ่า
คดีต่อมาอีกสองคดีแม้จะมองไม่เห็นวิญญาณแต่ก็ใช้คาถาเรียกลมเรียกฝนและแท่นพิธีหลอกให้คนร้ายที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงยอมสารภาพผิดเองเพราะกลัวผีทั้งสองคดีนั้นล้วนเป็นการฆ่าเพื่อชิงทรัพย์
เมื่อเห็นว่าตนเองกลายเป็นผู้ช่วยของหัวหน้ามือปราบโหยวอีแล้ว หลายครานักพรตจูเหมิงก็ออกไปกับซูเยว่ปล่อยให้กงเชากับเสี่ยวหยี่ทำความสะอาด ซักผ้าและเตรียมอาหารรอ
“ตกลงว่าเงินไปช่วยมือปราบหาตัวฆาตกรก็มากพอที่ข้าจะไม่ต้องไปติดต่อคนที่อยากจะติดต่อวิญญาณเองเช่นนี้ก็นับว่าพวกเราพออยู่ได้”
“ท่านอาจารย์ลืมแล้วหรือขอรับว่าเราต้องการเงินสร้างอารามใหม่”
“นอกจากข้าจะมีบุตรสาวงดงามได้สินสอดมากๆ ข้าจึงจะมีปัญญาสร้างอารามได้อีกครั้ง เฮ้อ! ภรรยาข้าก็ยังไม่มีจะเอาบุตรสาวมาจากที่ไหนกัน?”
ด้วยความที่จูเหมิงคิดว่าตนเองตั้งลัทธิใหม่จึงบัญญัติให้นักพรตในลัทธิตนมีภรรยาได้อยากสวมชุดนักพรตเป็นบางคราวก็ได้ซูเยว่กับกงเชาจึงมิได้เคร่งครัดเรื่องการเป็นนักพรตนัก
กงเชาหัวเราะคิกคักชี้ไปยังเด็กหญิงที่กำลังนั่งหยิบขนมจากจานใส่ปาก“นี่อย่างไรขอรับ? คนที่จะทำให้เราได้สินสอดมากๆ”
“เสี่ยวหยี่เพิ่งอายุสิบสองจะไปแต่งงานได้อย่างไรกัน?”
***************************
