ตอนที่ 14: เสียงในโสตประสาท และทุ่งกระดูกกลลวง
ฝุ่นควันและกลิ่นเขม่าจากการะเิบนดาดฟ้าชั้นแปดของโรงพยาบาลร้างค่อยๆ ถูกลมมิติอันเกรี้ยวกราดพัดสลายไป แสงสีแดงฉานจากดวงจันทร์ทั้งสามดวงสาดสะท้อนใบดาบพลาสม่าที่บัดนี้ค่อยๆ ดับแสงลงเหลือเพียงฝักโลหะในมือของน้ำมนต์ เขานั่งขัดสมาธิลงกับพื้นปูนแตกลายงาเพื่อตั้งสมาธิประคองลมปราณ อาการาเ็ที่ข้อศอกและกระดูกแขนซ้ายจากการรับแรงกระแทกของพญากริฟฟินทมิฬยังคงส่งกระแสความเ็ปแหลมคมพุ่งเข้าสู่สมองเป็ระยะ
โมนาคุกเข่าลงข้างกายเขา เธอใช้ผ้าเช็ดหน้าที่เหลืออยู่เพียงชิ้นเดียวช่วยซับเืที่มุมปากให้น้ำมนต์ด้วยความเบามือ "นายฝืนตัวเองเกินไปแล้วน้ำมนต์... ดาบเลเซอร์นั่นมันสูบพลังสมาธินายไปมากขนาดนี้เลยเหรอ?"
น้ำมนต์ขยับริมฝีปากที่แห้งผาก ฝืนยิ้มบางๆ ให้เธอ เขาไม่ได้อ้าปากพูดคำใดออกไป แต่กลับหลับตาลงและส่งความคิดดิ่งลึกเข้าไปในมโนสำนึกของตัวเอง
‘เอเต้... ร่างกายฉันช้ำขนาดนี้ พอจะมีวิธีเดินพลังอาคมสมานกระดูกโดยไม่ต้องใช้มานาเพิ่มไหม?’ น้ำมนต์ถามผ่านกระแสความคิด เสียงในใจของเขาถูกส่งตรงเข้าสู่ระบบประมวลผลที่เชื่อมกับเส้นประสาทสมองโดยตรง
‘แหมๆ ... พึ่งจะเอาชนะนกเหล็กมาได้แป๊บเดียว ก็กะจะโชว์เซียนต่อเลยนะเ้าโฮสต์หน้าจืด!’ เสียงของเอเต้ดังกังวานขึ้นก้องอยู่ในหัวของน้ำมนต์เพียงผู้เดียว มันเป็น้ำเสียงสังเคราะห์ที่กวนประสาทและมีเสียงคลื่นไฟฟ้าแทรกเบาๆ ‘ฟังนะ... ระบบเซลล์นายตอนนี้าเ็ระดับสาม ถ้านายไม่ใช้อาคมสายขาวดึงกระแสเืมารวมที่ข้อศอก แขนซ้ายนายได้ฝ่อไปข้างแน่! แล้วก็เลิกทำหน้าบึ้งคุยกับข้าในใจได้แล้ว ยัยหนูเทควนโด้นั่นมองนายตาปริบๆ คิดว่านายสมองกระทบกระเทือนจนกลายเป็บ้าไปแล้วนั่นน่ะ!’
น้ำมนต์สะดุ้งเล็กน้อย เขาผงะลืมตาขึ้นมาทันที ก็พบว่าโมนากำลังยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ั์ตาสีทองของเธอจ้องมองเขาด้วยความสงสัยและปนความกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด
"น้ำมนต์? นายเป็อะไรไปน่ะ? นั่งขมวดคิ้ว อ้าปากค้าง แล้วก็ทำหน้าเหยเกอยู่คนเดียวมาครึ่งนาทีแล้วนะ... นายไหวจริงหรือเปล่า?" โมนาเอียงคอถาม มือเรียวใต้ถุงมือนาโนยื่นมาแตะที่หน้าผากของเขา
"เอ่อ... เปล่าครับโมนา" น้ำมนต์กระอมกระแออ่าง แก้เขินด้วยการยกมือขวาขึ้นเกาหัว "ผมแค่... คุยกับเอเต้อยู่ในหัวน่ะครับ พลังของเอเต้ฝังอยู่ในประสาทของผม เวลาคุยกันมันเลยส่งเป็ความคิดเข้าสมองโดยตรง คนอื่นเลยไม่ได้ยิน"
โมนาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ แม้จะยังรู้สึกแปลกๆ ที่เห็นเพื่อนร่วมชั้นยืนคุยกับอากาศก็ตาม "อย่างนี้นี่เอง... มิน่าล่ะ ฉันถึงได้ยินแค่ตอนที่เ้าลูกบอลนั่นส่งเสียงแหลมๆ ออกมาจากตัวนาย"
‘บอกยัยหนูนั่นด้วยว่าข้าไม่ใช่ลูกบอลธรรมดา!’ เสียงเอเต้โวยวายขึ้นในหัวน้ำมนต์ ‘เอาล่ะ เลิกจีบกันได้แล้ว! ปัญหากระทบไหล่มาถึงแล้วนู่น ดูข้างล่างสิ!’
จู่ๆ เอเต้ก็ทำการ 'เปิดโหมดขยายสัญญาณเสียง' ปล่อยคลื่นเสียงสังเคราะห์ก้องกังวานออกอากาศมาจากกลางหน้าอกของน้ำมนต์ คราวนี้ทั้งน้ำมนต์และโมนาได้ยินเสียงเดียวกันชัดแจ๋ว
"ยัยหนูเทควนโด้! แล้วก็เ้าหน้าจืด! มองลงไปที่ทิศใต้ของตึกซะ! พวกแกพักผ่อนมากเกินไปแล้ว!" เสียงของเอเต้ดังออกอากาศฟังดูเหมือนเสียงลำโพงไฮเทคที่แหบแห้งนิดๆ
น้ำมนต์และโมนาพาร่างกายที่บอบช้ำเดินไปที่ขอบดาดฟ้า เมื่อมองลอดหมอกควันสีเทาลงไปเบื้องล่าง ทั้งคู่ถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความสยดสยอง
พื้นที่เบื้องล่างที่เคยเป็ถนนคอนกรีตของเมืองหลวง บัดนี้กลับเปลี่ยนสภาพกลายเป็ 'ทุ่งกระดูกกลลวง' ดินแดนรกร้างกว้างใหญ่ไพศาลที่เต็มไปด้วยโครงกระดูกขนาดมหึมาของสัตว์อสูรยุคโบราณนับพันตัว กระดูกบางชิ้นสูงใหญ่เท่าตึกสามชั้น แทรกซึมด้วยซากเสาไฟโฮโลแกรมที่พังทลาย และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ แสงหมอกสี紫 (ม่วง) จางๆ ที่ลอยปกคลุมเหนือทุ่งกระดูกนั้น มันคือ 'หมอกพิษย่อยสลายิญญา' ที่จะค่อยๆ กัดกร่อนตบะและพลังอาคมของผู้ที่ก้าวล่วงเข้าไป
และท่ามกลางทุ่งกระดูกนั้น... เงาร่างของสัตว์อสูรประเภทแมงป่องั์ขนาดเท่ารถบรรทุก มีเกราะเป็เปลือกกระดูกขาวโพลน ั์ตาสีน้ำเงินเรืองแสงนับสิบดวง กำลังไต่ยั้วเยี้ยล้อมรอบทางออกจากอาคารโรงพยาบาลไว้ทั้งหมด!