จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 167 บทเรียนหลังการต่อสู้

                “ท่านพี่ ไฉนจึงไม่ให้พี่ไป๋เข้ามาด้วยเขา...”

                “ยังจะพูดอีกรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วเข้าเถอะ”เสี่ยวฟางนำเสื้อผ้าสะอาดชุดใหม่ยื่นให้แก่เส้าหลิง ก่อนจะบ่นว่า “ใครใช้ให้เจ้าพาคนแปลกหน้ากลับมาบ้านด้วย?บิดาก็ไม่อยู่ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจะทำอย่างไร?”

                เส้าหลิงขยับปากโต้เถียง“ข้าบอกแล้วว่าพี่ไป๋ไม่ใช่คนเลวร้าย ไฉนท่านพี่ยังจะระแวงเขาอยู่อีก? ข้าจะบอกให้พี่ไป๋ฝีมือร้ายกาจ สามารถต่อสู้กับพยัคฆ์ด้วยมือเปล่าจนมันต้องหลบหนีไปฝีมือยังเก่งกาจกว่าพี่จู้จื่อเสียอีก!”

                เสี่ยวฟางตกตะลึงกำลังคิดหาคำพูดทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านหลังบ้าน สีหน้านางก็เปลี่ยนเป็นยินดีก่อนจะกล่าวว่า“บิดากลับมาแล้ว! ดีเลย พวกเราออกไปหาพวกท่านกันเถอะ”

                ไป๋หยุนเฟยเองก็พบว่ามีกลุ่มคนเดินลงมาจากบนเขาคนกลุ่มนี้แต่งกายเช่นนายพราน ในมือมีสามง่าม ธนูและลูกศร บางคนถือกระต่ายป่าบางคนก็ถือไก่ป่าหรือไม่ก็สัตว์ที่ล่ามาได้ทั้งหมดกำลังพูดคุยยิ้มแย้มเดินเข้ามาทางหมู่บ้าน

                ขณะไป๋หยุนเฟยลังเลว่าจะเข้าไปทักทายดีหรือไม่ก็เห็นเส้าหลิงที่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินตามเสี่ยวฟางออกมายามนี้สีหน้าเสี่ยวฟางปราศจากความหวาดระแวงอีกมิหนำซ้ำยังพยักหน้าให้แก่ไป๋หยุนเฟยจากนั้นจึงเดินเข้าหากลุ่มคนที่กำลังเดินกลับมา

                “พี่ไป๋ บิดาข้ากลับมาแล้วท่านรอสักครู่ ข้าจะไปบอกกับพวกเขาก่อน” เส้าหลิงกล่าวจบก็วิ่งตามพี่สาวไป

                ……

                หลังจากได้พูดคุยกันบิดาของเส้าหลิงและคนอื่นๆในหมู่บ้านก็ให้การต้อนรับไป๋หยุนเฟยอย่างอบอุ่นอาจบางทีเป็นเพราะคำพูดที่เปิดเผยจริงใจของไป๋หยุนเฟยจึงทำให้ได้รับการยอมรับจากทุกคนแม้แต่เสี่ยวฟางเองก็ยังมีความรู้สึกที่ดีต่อไป๋หยุนเฟยมากขึ้นกว่าเดิม

                จะมีก็เพียงผู้ที่ชื่อ จู้จื่อซึ่งเป็นชายหนุ่มร่างกำยำที่พอได้ยินว่าไป๋หยุนเฟยจะนอนค้างที่บ้านเส้าหลิงก็แสดงท่าทีเป็นศัตรูออกมาเรื่องนี้สร้างความงุนงงไม่เข้าใจแก่ไป๋หยุนเฟยว่าเกิดอะไรขึ้น

                ครอบครัวเส้าหลิงมีด้วยกันห้าคนเส้าหลิงเอง พี่สาวนามว่าเสี่ยวฟาง บิดามารดาและท่านย่าท่านย่าของเส้าหลิงเจ็บป่วยนอนติดเตียง ส่วนมารดาออกไปด้านนอกเพื่อเก็บสมุนไพรคาดว่าอีกไม่นานจะกลับมาค่ำนี้ครอบครัวเส้าหลิงทำอาหารเพื่อต้อนรับไป๋หยุนเฟยระหว่างมื้อค่ำเส้าหลิงพร่ำพรรณนาถึงความเก่งกาจของไป๋หยุนเฟยที่ต่อสู้กับพยัคฆ์ด้วยมือเปล่าราวกับเป็นผู้ต่อสู้ด้วยตนเอง--- ที่จริงยามนั้นมันแตกตื่นจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง แม้แต่ไป๋หยุนเฟยลงมืออย่างไรก็ยังดูไม่ชัดตาด้วยซ้ำ

                ค่ำคืนนั้นปรากฏฝนตกหนักยิ่งทำให้ไป๋หยุนเฟยรู้สึกว่าตนเองโชคดีนักที่หาที่พักได้แน่นอนว่าเหตุผลที่มันติดตามเส้าหลิงมาส่วนหนึ่งก็เพราะอ่อนล้าจากการจากการต้องค้างแรมในป่ามาหลายวันบวกกับที่วันนี้ผ่านการต่อสู้และถูกไล่ล่าก็ยิ่งทำให้ไป๋หยุนเฟยต้องการที่จะพักผ่อนให้เต็มที่--- และที่สำคัญยังต้องการถามทางอีกด้วย... 

                ในห้องนอนของเส้าหลิงปูที่นอนเพิ่มขึ้นอีกชุดไป๋หยุนเฟยรอกระทั่งเส้าหลิงหลับไปแล้วจึงลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิตรวจสอบภายในร่างตนอีกครั้งกระทั่งแน่ใจว่าขจัดพิษแมงป่องออกจากร่างได้หมดจึงเริ่มนึกย้อนถึงการต่อสู้กับแมงป่องยักษ์เมื่อตอนกลางวันเพื่อเรียนรู้ข้อผิดพลาดเป็นบทเรียน

                “อย่าได้ถูกรูปลักษณ์ภายนอกของศัตรูหลอกลวงแม้ว่าศัตรูจะมีลักษณะเช่นแม่งป่องก็อย่าได้คิดว่ามันเป็นแม่งป่องจริงๆ ---เพราะมันอาจจะเป็นแมงป่องที่มีปีกเช่นเดียวกับแมลงปอก็ได้...”นี่เป็นบทเรียนแรกที่ไป๋หยุนเฟยนึกถึง

                “การฝึกปรือสองธาตุร่วมกันไม่ได้หมายความว่าจะมีพลังมากยิ่งขึ้นการควบคุมพลังและต่อสู้ได้หลายรูปแบบก็เป็นเช่นดาบสองคม ซึ่งทำให้มีแนวโน้มที่จะไม่อาจควบคุมทั้งสองธาตุได้อย่างเชี่ยวชาญส่งผลให้ไม่อาจใช้พลังธาตุต่อสู้กับผู้ที่ฝึกเพียงธาตุเดียวในระดับเท่ากันได้...ดูท่าแล้วข้าควรจะคร่ำเคร่งฝึกปรือพลังธาตุไฟเพียงอย่างเดียวหากยังไม่มีพลังที่เข้มแข็งพอก็ยังไม่ควรจะฝึกปรือธาตุที่สองเพิ่ม”

                “ด้วยอาวุธที่ผ่านการอัพเกรดมาทำให้พลังข้ายกระดับขึ้นอีกมากมายนักเจ้าแมงป่องยักษ์นั้นแม้จะฝึกพลังสองธาตุจนแต่ละธาตุอ่อนด้อยลงแต่จะอย่างไรมันก็ยังเป็นอสูรวิญญาณระดับห้าขั้นต้นข้าต้องทุ่มเทใช้อาวุธที่ผ่านการอัพเกรดทั้งมวลจึงจะค่อยช่วงชิงความมีเปรียบมาได้...”

                “แต่ว่าข้าพึงพาอาวุธอัพเกรดมากเกินไปหรือไม่?หากไม่มีอาวุธเหล่านี้ข้าจะอ่อนแอลงหรือไม่?” ยามไป๋หยุนเฟยจับจ้องไปยังปลอกแขนมีดเพลิงบนแขนขวาก็บังเกิดความกังวลขึ้นแต่หลังจากนิ่งเงียบงันไปสักพักมันก็ส่ายหน้าหัวเราะเยาะตนเอง “จะครุ่นคิดให้มากความทำไมมีอาวุธที่ร้ายกาจแล้วไม่ใช้ ยังไม่เรียกว่าโง่เขลาหรอกหรือ?การอัพเกรดก็เป็นความสามารถส่วนหนึ่งของข้าช่วยให้อาวุธมีพลังอันร้ายกาจนับเป็นความสามารถอันเหนือล้ำที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน!แล้วไฉนข้าจะต้องมาวิตกต่อการที่จะพึ่งพาพวกมันด้วยเล่า ช่าง...”

                “อีกอย่างยิ่งข้ามีพลังฝีมือเข้มแข็งขึ้นก็ยิ่งได้พบเจอศัตรูที่แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นแต่อาวุธประจำตัวกลับไม่อาจพัฒนาตามได้ทัน”ไป๋หยุนเฟยถอดเกราะวิญญาณไหมทองออกมาวางไว้ตรงหน้าบนเกราะปรากฏรอยกรีดตัดขวางและตามยาวหลายเส้น บางเส้นกรีดลึกจนแทบจะทะลุจนขาดออก--- ร่องรอยเหล่านี้ได้มาจากการต่อสู้หลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมาของไป๋หยุนเฟย

                “นอกจากนี้คุณสมบัติเพิ่มเติมของเครื่องประดับทั้งหลายนับวันก็ยิ่งเห็นผลน้อยลงทุกทียังดีที่ยังมีคุณสมบัติบางอย่างช่วยเพิ่มพูนพลังวิญญาณตามอัตราส่วน ทำให้ยิ่งพลังเพิ่มขึ้นก็ยิ่งได้รับคุณสมบัติเพิ่มเติมมากขึ้นตามไปด้วย...”

                เครื่องประดับที่ดีที่สุดของไป๋หยุนเฟยนั้นเป็นเครื่องประดับ‘ชั้นดี’ระดับ +10 ซึ่งช่วยเพิ่มคุณลักษณะเพิ่มเติมได้ถึงหกสิบแต้มแม้ว่าประโยชน์ของมันต่อไป๋หยุนเฟยจะไม่มากเท่าแต่ก่อนแล้ว แต่หากสวมใส่ร่วมกันหลายชิ้นก็ยังให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจอยู่

                ยามลูบคลำเกราะวิญญาณไหมทองซึ่งอยู่ร่วมกันมาครึ่งปีไป๋หยุนเฟยก็หวนรำลึกถึงเรื่องราวทั้งหลายที่ผ่านมาทีแรกนั้นเพื่อที่จะเพิ่มพูนพลังฝีมือจึงบุกเข้าไปยังภูไม้ดำ จนได้พบกับหลี่เฉิงเฟิงได้ต่อสู้กับผู้ฝึกปรือวิญญาณด่านปัจเจกวิญญาณและวีรชนวิญญาณกระทั่งล้มล้างค่ายไม้ดำได้สำเร็จซึ่งผู้ฝึกปรือวิญญาณที่ผ่านมาทั้งหลายนั้นด้วยความสามารถของไป๋หยุนเฟยในยามนี้เพียงกระดิกนิ้วก็สังหารได้อย่างง่ายดายแต่ครั้งนั้นกลับต้องต่อสู้อย่างยากเย็นไม่ง่ายดายเลยแม้แต่น้อย...

                โดยไม่ทันรู้ตัวยามนี้ก็ผ่านไปครึ่งปีแล้วโดยไม่ทันรู้ตัวยามนี้มันไม่ได้เป็นเด็กหนุ่มอ่อนแอไร้กำลังเช่นตอนแรกอีกแล้ว

                 ……

                ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเท่าใดไป๋หยุนเฟยก็ถูกเสียงละเมอของเส้าหลิงปลุกให้สะดุ้งตื่นจากภวังค์ครุ่นคิดมันส่ายหน้าเบาๆระงับอารมณ์ความรู้สึกลงจากนั้นจึงนำเกราะวิญญาณไหมทองขึ้นมาเช็ดรอบหนึ่งก่อนจะสวมกลับลงไปดังเดิม ---มันยังไม่อาจหักใจอัพเกรดเกราะวิญญาณไหมทองเพิ่มขึ้นได้เนื่องเพราะเกราะชิ้นนี้เป็นเครื่องป้องกันเพียงชิ้นเดียวที่ไป๋หยุนเฟยมีอยู่หากว่าอัพเกรดผิดพลาดจนสลายไปก็ไม่มีสิ่งใดจะมาทดแทนได้แล้วยามนี้จึงได้แต่รอคอยให้มีสิ่งที่จะมาทดแทนได้ก่อนค่อยลงมืออัพเกรด

                “อัพเกรดตามกิจวัตรแล้วค่อยพักผ่อนเถอะพักค้างแรมในหมู่บ้านนี้สักสองวันแล้วค่อยเดินทางต่อไปยังมณฑลผิงชวนก็แล้วกัน”

                คำว่าอัพเกรดตามกิจวัตรของมันหมายถึงก่อนนอนทุกวันไป๋หยุนเฟยจะต้องทำการอัพเกรดสิ่งของหลายชิ้นหรือบางวันก็สิบกว่าชิ้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในแต่ละวัน หากโชคไม่ดีก็จะหยุดแต่หากวันใดโชคดีก็จะอัพเกรดต่อไปอีกหลายชิ้น

                ……

                ผ่านไปราวชั่วน้ำเดือดสองครั้ง

                “อัพเกรดสำเร็จ”

              “ระดับไอเทม: ชั้นสูง”

              “ระดับการอัพเกรด: +10”

              “คุณลักษณะเพิ่มเติม: พละกำลัง +58”

              “ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10: เพิ่มพละกำลังขึ้นอีก 112 แต้ม”

              “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 29 แต้ม”

                ไป๋หยุนเฟยมองดูแหวนมรกตในมือพร้อมกับพยักหน้าด้วยความพอใจ“ฮ่า ฮ่า ดีมาก คิดไม่ถึงว่าการอัพเกรดในครั้งนี้จะได้รับเครื่องประดับ +10มาถึงสามชิ้น แม้ว่าผลกระทบเพิ่มเติมจะไม่มีอะไรพิเศษแต่ก็ยังนับว่าเป็นเรื่องดีอยู่ไม่น้อย”

                “อืม?ไม่ทันรู้ตัวก็อัพเกรดจนหมดสิ้นแล้ว?” ไป๋หยุนเฟยเก็บแหวนเข้าไว้ขณะที่เตรียมจะอัพเกรดเพิ่มอีกก็พบว่าในแหวนช่องมิตินั้นไม่หลงเหลือเครื่องประดับที่ยังไม่อัพเกรดอยู่อีกแล้ว

                “เฮ้อ!สิ้นเปลืองสิ่งของไม่น้อยเลย...” ไป๋หยุนเฟยส่ายหน้าขณะที่กำลังเก็บของเตรียมจะนอนลงก็ฉุกคิดขึ้นก่อนจะพลิกฝ่ามือแล้วในมือก็ปรากฏของสิ่งหนึ่งขึ้น

                สิ่งนั้นเป็นของที่มันชอบสวมไว้บนศีรษะยามเดินทางนั่นก็คือ หมวกฟางเก่าระดับ +8

                ฉวยโอกาสที่‘โชค’ในวันนี้ดูจะไม่เลวนัก ลองอัพเกรดดูอีกชิ้นก็แล้วกัน

                “อัพเกรด”

                “อัพเกรดสำเร็จ”

                “อัพเกรด...”

                “อัพเกรดสำเร็จ”

                “...”

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน