บทที่ 56
(ปฏิบัติการครึ่งบกครึ่งน้ำบนน่านฟ้าเดียวกัน3) ณ เกาะแห่งหนึ่ง ฐานที่มั่นของกองโจรสลัดอันดามัน“เฮ้ยๆ ทำไมไอ้เจ้าพวกนั้นมันยังมาไม่ถึงกันอีก นี่มันก็จะหกโมงเย็นอยู่แล้ว... แกน่ะไปดูที่ท่าเรือซิ” โมลโก้ หัวหน้ากองโจรกล่าวออกมาอย่างหัวเสีย เขานั่งอยู่ที่บังลังค์รอมานานกว่าชั่วโมงแล้ว ทำไมมันยังไม่มีใครมา ของขวัญสักชิ้นก็ยังไม่ได้จากพวกมันเลย เขาจึงสั่งให้ลูกน้องออกไปดู ไม่แน่ว่าพวกมันต้องการที่เซอร์ไพส์เขาทีเดียวแต่แล้วเจ้านั่นมันหายไปแล้วหายลับไปเลย จนตอนนี้มันก็ยังไม่กลับมา มันทำให้โมลโก้เริ่มสงสัยและทนไม่ไหวแล้วในตอนนี้ เขาลุกขึ้นจากบังลังค์ของตัวเอง แล้วเดินออกไปข้างนอก แล้วเขาก็พบกับลูกน้องของเขาเกือบทุกๆคนบนเกาะแห่งนี้แต่สิ่งที่เขาได้เห็นมันทำให้เขาโมโหเป็นอย่างมาก ลูกน้องต่างก็ถูกไม้เสียบในท่ายืนกันหลายคน เลือดของพวกเขาไหลออกมาเป็นทาง บางคนก็เหลือเพียงแค่หัวเท่านั้น ภาพทุกมุมมองตอนนี้มันเต็มไปด้วยศพ และก็ศพ แต่ในขณะนั้นเองก็มีเสียงของชายชุดดำทั้งตัวที่ดังออกมาจากที่ไม่ไกลมากนัก“นายจะรีบออกมาทำไมล่ะ โมลโก้ ฉันยังจัดเตรียมสถานที่ยังไม่เสร็จเลย” แน่นอนว่ามันเป็นเสียงของดิออนที่กล่าวออกมา พร้อมกับยกร่างกายของลูกน้องคนล่าสุดที่วิ่งออกมาจากห้องนั้น ขึ้นสู่ยอดเสา“หึหึ... ข้าไม่รู้หรอกนะว่าแกเป็นใคร แต่แกจะต้องชดใช้กับสิ่งที่แกได้ทำลงไป” ลงจากจบประโยคคำพูดนี้ไป ท้องฟ้ามันก็เริ่มที่จะแปรเปลี่ยน ท้องฟ้าเริ่มที่จะมืดลงๆ สายฟ้าส่องประกายไปทั่วทั้งเกาะ และที่สำคัญพลังงานในตัวของโมลโก้เริ่มที่ทะลักออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด“แกจะต้อง.. ชดใช้.. เคล็ดลับวิชา ซ็อตไฟฟ้าแสนโวลต์...” โมลโก้ตะโกนออกมาเสียงดัง ก่อนที่จะสายฟ้าเป็นสายๆเริ่มออกมาจากแก้มทั้งสองข้างของเขา จากนั้นสายฟ้าก็จะค่อยๆมารวมไว้ที่ตัว ก่อนที่จะทำท่าเหมือนเบ่งพลังงานสายฟ้าเหล่านี้ให้พุ่งไปยังเป้าหมายปังงงงงง!!! เสียงกระสุนสไนเปอร์ที่ถูกถอดที่เก็บเสียงออกแล้วก็ดังขึ้นกังวานไปทั่วท้องฟ้า ควันของปากกระบอกปืนของมือสไนเปอร์ยังคงลอยอยู่ไม่จางหายไป พร้อมกับร่างของโมลโก้ที่ล้มลงหงายตึงหลังไปกับพื้น เสียงสุดท้ายที่ดังออกมาจากปากของเขา“ลาง..ไม่..ดี..อีก..แล้ว” แล้วเขาก็ปลิวไปไกลในจักรวาล พร้อมกับมีแสงกระกายของดวงดาวส่องสว่างวิ้งมาหนึ่งครั้ง (เห้ยๆคนละเรื่อง) แล้วเขาสิ้นใจไป ดิออนที่ได้เห็นยังงั้น ก็อดที่จะบ่นกับลูกทีมไม่ได้ว่า“พวกเจ้าจะรีบไปไหนเล่า.. ข้ายังไม่ได้เห็นพลังของเจ้านั่นเลยสักกะนิดเดียว” ดิออนหันไปกล่าว“โถ่ว.. ท่านดิออนขอรับ พวกข้าเองก็อยากจะกลับไปพักผ่อนแล้วนะครับ” หลายๆคนก็พยักหน้าเห็นด้วยตามๆกันไป ถึงพวกเขาจะอยู่คนละสถานะกัน ในเวลาเล่นๆพวกเขาจะเหมือนพี่ๆน้องๆกันมากกว่า แต่ถ้าเวลางานพวกเขาจะจริงจังมาก ดิออนที่ได้เห็นดังนั้นก็ส่ายหน้าเบาๆก่อนที่จะเอ่ยขึ้นว่า“ภารกิจครึ่งน้ำครึ่งบกบนน่านฟ้าเดียวกัน ของหน่วยฉลามขาว สำเร็จแล้ว... เข้าไปยึดเอาสมบัติของพวกมันกัน” แล้วเสียงเฮก็ดังลั่น พวกเขาทั้ง 12 คนต่างเขาไปเก็บสมบัติมากมาย ยังโชคดีที่ดิออนมีแหวนมิติที่ใช้สำหรับการเก็บของ ทรัพย์ที่ได้มากมันสามารถทำเงินกับพวกเขาได้ราวเกือบ 1.5 หมื่นเหรียญทอง ซึ่งมันก็เยอะมาก ดิออนได้แจ้งไปยังท่านผู้นำสูงสุดด้วยตัวเองซึ่งฌอนได้บอกแก่พวกเขาว่าพวกเจ้าสามารถเก็บเข้าหน่วยของตัวเองได้ 2ใน10 ให้ศูนย์เพื่อใช้ในส่วนของการพัฒนาอย่างอื่นอีก 3ใน10 ให้กับสมาคมเพื่อใช้งานมันในส่วนต่างๆ 2ใน10 ส่วนอีก 3ใน10 ที่เหลือจะต้องนำกลับมาให้กับฌอน เพราะอุปกรณ์หลายๆอย่างที่สนับสนุนออกไป มันมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากเมื่อทุกหน่วยรู้ว่าพวกเขาได้รับส่วนแบ่งที่มากกว่าเดิม มันก็ทำให้พวกเขาดีใจไม่น้อยเลยทีเดียว จากเดิมที่ได้แต่เงินเดือนเพียงเท่านั้น แต่ตอนนี้มันคือโบนัส ดิออนก็รายงานกับทางศูนย์ว่ากำลังจะเดินทางกลับ หลังจากไปแจ้งความสำเร็จให้เจ้าของภารกิจได้รับทราบ.. ในตอนเช้าวันเดียวกันนั้นเอง (ในตอนนี้คือที่กราเซียคุยกับมอแกนตอนกลางคืน เป็นเวลาเดียวกันกับปฏิบัติการของหน่วยฉลามขาวเริ่มทำภารกิจ ตั้งแต่กลางคืนเลยจนมาถึงเย็นวันนี้.. เนื้อเรื่องจะเริ่มจากเช้าของอีกวัน)“เช็คอาวุธ และอุปกรณ์สื่อสารให้ดี พวกเราจะเริ่มบุกตีกองกำลังทิศเหนือแล้ว” เสียงของกราเซียได้ดังขึ้นมาเสียงดังฟังชัด ทุกๆคนในหน่วยต่างๆก็ได้ยินกันในช่องสัญญาณวิทยุเป็นอย่างดี“ทราบ!!” เหล่าลูกน้องตอบกลับอย่างรวดเร็ว จากนั้นพวกเขาเดินเข้าไปในป่าอย่างกับหน่วยซิลที่โดนฝึกมาอย่างดี พวกเขาก็ต่างระวังหน้าระวังหลังให้กันและกัน ปืนกล MT5 ของพวกเขาชี้ออกไปทางด้านนอกของกลุ่มทุกทิศทุกทาง และไม่นานผู้นำกลุ่มด้านหน้าสุดก็ส่งสัญญาณบอกให้หยุด และย่อตัวลงสัญญาณมือถูกใช้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะมีคำสั่งที่ต้องเก็บศัตรูตรงหน้าอย่างเงียบที่สุด หน่วยหมาป่าค่อยๆถือมีดออกมาทีละคนสองคน พวกเขาต่างย่อตัวไปตามทางอย่างช้าๆ ศัตรูตรงหน้ามันมีมากถึง 20 คน และดูเหมือนว่าจะเป็นแค่หน่วยลาดตระเวนเท่านั้น และแน่นอนว่ามันไม่ใช่ปัญหาของหน่วยหมาป่าขาวเลยแม้แต่น้อย เมื่อจัดการเสร็จพวกเขาก็เดินทางมุ่งหน้าตรงไปยังค่ายทหารทางเหนือต่อทันทีเมื่อถึงตัวค่ายแล้วนั้นเอง สไนเปอร์มือหนึ่งประจำทีมก็แจ้งมาว่ามีทหารประจำการเข้มข้นมาก บนกำแพงที่ประกอบต่อกันของไม้ไผ่มีจำนวนกว่า 50 คน และจากที่รู้พวกเขาที่รับข้อมูลจากการสอบสวนของหน่วยลาดตระเวนข้างนอกที่พวกเขาจัดการไปแล้ว หลายสิบกลุ่ม ภายในค่ายตอนนี้มีอยู่อีกเกือบๆพันคนกราเซียที่ไม่อยากเสียเวลามากนัก เขาจัดการสั่งทุกอย่างด้วยตัวเอง โดยให้สไนเปอร์คอยเก็บพวกที่คิดว่ามันเป็นภัย หรือ จัดการรับมือได้ยากกว่าคนอื่น และสุดท้ายคือคนที่หลบหนี และที่เหลือให้เก็บให้ได้มากที่สุด เราจะทำการยั่วยุด้วยระเบิด แล้วให้พวกมันออกมาหาเองที่ชายป่าเมื่อพูดจบเขาก็โยนระเบิดที่พึ่งจะปลดสลักมือออกไป เขาโยนมันไปยังกลางๆของค่ายนั้น แล้วไม่นาน ก็เกิดเสียงของระเบิดที่ดังออกมาตู้มมมม สนั่นไปทั่วทั้งค่าย จากนั้นเสียงของปืนสไนเปอร์ก็ดังขึ้น พวกเขาไม่จำเป็นเลยที่จะต้องเก็บเสียงใดๆ และแน่นอนว่ามันเป็นการเปลี่ยนแผนของกราเซียหลังจากได้ระเบิดมือมา เขาจะต้องทำให้หน่วยหมาป่าขาวนี้ดังไปทั่วอาณาจักร“เห้ย พวกเรา มันอยู่ตรงนั้น ไปเร็ว” เมื่อทหารหน้าป้อมที่เห็นดังนั้น เขาก็ชี้ไปทางชายป่าทันที แต่สองวินาทีต่อมา เขาคนนั้นก็ล้มลงไป กองโจรบางคนยังไม่ทันได้ทำอะไรล้มแล้ว หน่วยหมาป่า ยืนย่อ และยิงไปเรื่อยๆ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น คุณภาพในการใช้กระสุนก็ยังไม่ตกเลยแม้แต่น้อย 1 นัดเท่ากับ 1 ศพพวกเขาค่อยๆเดินหน้าไปเรื่อยๆ กราเซียเองก็เริ่มกล่าวเดินไปเหมือนกัน พวกเขาสนุก และสะใจเป็นอย่างมาก การที่จ่อชี้ปืนนี้ไปที่ใคร นั่นมันก็เท่ากับตายไปแล้ว นี่ซินะ นิ้วสั่งตาย เพียงแค่คลิกเดียว พวกเจ้าก็ตายไปแล้ว เขาหัวเราะออกมา แล้วสั่งบุกเข้าไปข้างหน้าเรื่อยๆอย่างช้าไม่นานเกิน 10 นาที ทั้งค่ายเขตเหนือนี้ก็มีแต่ศพกองสูง หลายกอง ตามป่าเองก็มีหลายศพเช่นกันและมันเป็นฝีมือของมือสไนเปอร์ หัวหน้าค่ายที่ยังพอมีสติอยู่นั้นก็กระอักเลือดออกมา แต่เขาก็ทำได้เท่านั้น กราเซียหยิบปืนพกออกมาก่อนจะยิงที่หัวของชายคนนั้นอีกนัดหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า“แกนี่ก็อึดดีจริงๆ แต่อย่าถือโทษโกธรกันเลย มันเป็นงานที่ข้าจะต้องทำ ไม่ได้มีความแค้นใดๆกับพวกเจ้าเป็นการส่วนตัวเลยแม้แต่น้อย” หลังจากค่อยๆเก็บกวาดสิ่งของต่างๆ พวกเขาก็เดินทางไปยังเมืองเขตตะวันตก และเขตตะวันออก โดยแบ่งเป็นสองกลุ่มๆละ 6 คนพวกเขาเก็บงานกันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เพียงแค่ 30 นาที ทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าก็ราบเป็นพณาสูรแล้ว กองไฟหลากหลายกองลอยขึ้นไปในอากาศ และแน่นอนว่าที่ฐานที่มั่นเองก็เริ่มที่จะสังเหตุเห็นมันเข้าให้แล้ว กลุ่มผู้นำโจรผ้าแดง 3 คนที่กำลังประชุมกันอยู่“ท่านพี่ใหญ่คิดว่า เราควรจะเริ่มเดินทางเคลื่อนกำลังพล เพื่อยึดเมืองเขตเหนือเมื่อไหร่ดีขอรับ” ซัน ในหนึ่งสามผู้นำกองโจรผ้าแดงเอ่ยออกมา“น้องสาม เจ้านี่ก็ทำเป็นใจร้อนไปได้ ข้าคิดว่าพรุ่งนี้พวกเราจะเข้ายึดครองเมืองเขตเหนือได้แล้วในช่วงเย็น.. ตอนนี้สายลับของเรากำลังสืบเหตุผลที่เจ้าเฒ่าเสนาบดีคนนั้นมาอยู่.. แต่ใครจะสนกันล่ะ มาก็ดีแล้ว เราจะได้มีตัวประกันเยอะๆ ฮ่า” อี้ ผู้ที่เป็นพี่ใหญ่กล่าวออกมาพร้อมกับหัวเราะอย่างบ้าคลั่งน้องสองที่ชื่อ เอ้อ ได้แต่ส่ายหัวให้กับความไม่รอบครอบของเหล่าพี่น้องของเขา เขาพยายามแล้วที่จะคอยเบรกเรื่องของการโจมตีมาตลอด แต่ว่าในตอนนี้มันคงจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะว่าคนของพวกเขามีมากพอแล้ว และด้วยพลังอย่างใหม่ของน้องสามมันจะช่วยเหลือได้มากในสงครามในครั้งนี้“ดีขอรับพี่ใหญ่....” แต่เขาที่กำลังจะพูดต่อก็มีทหารโจรวิ่งเขามารายงานกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างผิดปกติ ซันมีอารมณ์หงุดหงิดที่มีคนมาขัดจังหวะของเขา เขาชักดาบที่อยู่ข้างเอวของตัวเองออกมา แล้วมาจ่อที่คอของทหารโจรคนนั้น“ใจเย็นๆน้องสาม ถ้าหากมันเอาข่าวที่ไม่สำคัญมาให้เรามันจะกล้าเข้ามาขัดเจ้าหรือไง ฟังมันก่อน” และแน่นอนว่า เอ้อ พี่รองเป็นคนห้ามน้องสามเอาไว้ ซันที่ได้ยินก็ยังไม่ได้เก็บดาบลงไป เขาพูดออกมาอย่างดุดันว่า“เจ้ารู้ซินะว่าหากมันไม่สำคัญเจ้าหัวขาดอย่างแน่นอน” ซันกล่าวออกมา โจรลูกน้องคนนั้นถึงกลับสั่นกลัวแล้วกล่าวออกมา“คือว่า...ข้าได้พบเห็นควันดำที่ลอยออกมาจากทางค่ายรอบนอกของเราลอยขึ้นมาหลายจุดขอรับ ข้าคิดว่านั่นอาจจะเป็นศัตรูก็เป็นได้ขอรับ” เขากลัวเสียงสั่นๆ เมื่อพี่ใหญ่ผู้นำสูงสุดได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นมายืนแล้วทุบโต๊ะออกมาเสียงดัง“เจ้าจิ้งจอกเฒ่านั่น มันกล้าบุกลงมืออย่างนั้นรึ.. เจ้าเอ้อ ทำไมมันไม่เห็นเหมือนที่เจ้าบอกกับข้าเลยว่า เจ้าเฒ่านั่นไม่ได้นำกองทัพมาด้วย แล้วนี่มันอะไรกันนนน” เขาพูดออกมาอย่างเดือดดาล“ใจเย็นก่อนพี่ใหญ่ ให้ข้าสอบถามมันก่อนสักนิด” เอ้อกล่าวออกมาอย่างใจเย็นที่สุด แต่มันไม่เหมือนกับน้องสามที่กำลังอาการสั่นๆด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ลงสนามรบ เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ทำความเคารพพี่ๆของเขาแล้วเดินออกไปเพื่อจัดทัพในทันที พี่รองที่เห็นอย่างนั้น ก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนจะสอบถามไปยังโจรลูกน้องคนนั้นว่า“แล้วเจ้าได้ส่งคนไปตรวจสอบบางแล้วหรือยัง” เอ้อถามออกไป“ข้าน้อยส่งไปหลายหน่วยย่อย ตั้งแต่เห็นกองไฟกองแรกแล้วขอรับ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีหน่วยไหนกลับมารายงานเลยสักหน่วยขอรับ ท่านเอ้อ” เมื่อพี่สองได้ยินก็ถามต่อ“แล้วกองไฟมันตรงกับค่ายไหนบ้าง แล้วตอนนี้มันมีกี่ค่ายแล้วที่มีควันลอยออกมา” เอ้อถาม“เออ..ตอนแรกมันเริ่มมาจากค่ายทางเหนือขอรับ แล้วจากที่ข้าสังเกตมันจะเกิดควันลอยจากทางซ้ายกับทางขวาของค่ายทางเหนือพร้อมๆกันขอรับ.. ส่วนที่ท่านได้ถามว่าตอนนี้มัน..เออ..เหลือที่ทิศใต้ที่ยังไม่มีสัญญาณนี้ลอยมาขอรับ” (อารมณ์ประมาณว่าเริ่มจากค่ายทางทิศเหนือ และหลังจากนั้นก็เป็นค่ายตะวันตกเฉียงเหนือ(ทีม1) ค่ายตะวันออกเฉียงเหนือ(ทีม2) ไล่ลงมาเรื่อยๆจนมาบรรจบที่ค่ายทิศใต้ ต่อไปก็บุกค่ายหลวงตรงๆ)ไม่นานเกินรอ ทหารโจรอีกนายก็วิ่งเข้ามากระซิบข้างๆหูของโจรลูกน้องคนนี้“เออ.. ตอนนี้ที่ทิศใต้มีควันลอยขึ้นมาแล้วขอรับ ท่านเอ้อ” เมื่อพี่ใหญ่ และพี่รองได้ยิน มันแปลไปได้อย่างเดียวเลยว่า พวกเขากำลังถูกล้อมจากคนจำนวนมากแล้ว พี่ใหญ่ที่เห็นท่าไม่ดีก็รีบสั่งให้คนไปกักตัวน้องสามเอาไว้ก่อน แต่มันก็ดูเหมือนว่าจะไม่ทันเสียแล้ว น้องสามได้จากไปจากค่ายแล้ว“เตรียมปิดประตูค่าย เช็ค และเตรียมกำลังพลของเราให้พร้อม ข้าเชื่อว่าในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้จะเกิดสงครามที่เราเลี่ยงไม่ได้” พี่สองกล่าวออกมาเสียงดัง เขามองหน้าไปยังพี่ใหญ่ของเขา และก็รู้ตัวว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป พี่ใหญ่เป็นคนนำทัพ ส่วนตัวของเขาคือเสนาธิการ ในขณะเดียวกันนั้นเอง ณ ค่ายทางทิศใต้ ที่พวกหมาป่าขาวมารวมตัวกันอีกครั้ง และตอนนี้มันก็เย็นมากแล้วด้วย กราเซียที่เห็นว่าทุกคนเหนื่อย เขาจึงคิดว่าจะให้พวกเขาได้พักผ่อนกันสักหน่อย พรุ่งนี้ค่อยตีค่ายหลวงก็ยังได้ เขาจึงสั่งให้ทุกคนเตรียมอุปกรณ์อาวุธให้พร้อม สู้ตลอดเวลา ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดการปะทะกันเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน“หลังจากเคลียร์พื้นที่ตรงนี้เสร็จแล้ว พวกเจ้าก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน พรุ่งนี้เช้าเราจะเริ่มโจมตีค่ายหลวงต่อ” แต่เมื่อพวกเขาเคลียร์พื้นที่เสร็จแล้วจริงๆ กลับพบว่ามีเสียงของม้าหลายร้อยหลายพันตัววิ่งเข้ามาหาพวกเขา และแน่นอนว่าพวกเขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา