แผ่นดินมังกรคล้ายกระเพื่อมคราหนึ่ง หลังเหตุการณ์บ้านเมืองแปรเปลี่ยน กิจการที่ซบเซามานานอย่างสำนักคุ้มกันภัยเริ่มกลับมาครึกครื้นอีกครา เหล่าโจรน้อยใหญ่ กระจายตัวไปตั้งกลุ่มกันเอง พวกเดนตายจากเมืองไกลก็กล้าเข้ามารุกคืบแย่งชิงพื้นที่ปล้นชิงกันอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย เส้นทางที่เคยปลอดภัยกลับกลายเป็นอันตราย
“คนไม่พอแล้วโว้ย! คนไม่พอแล้วโว้ย!” เสียงตวาดจากชายวัยกลางคนร่างอ้วน ดังออกมาจากสำนักคุ้มกันภัย มันคือหลี่ซี เจ้าสำนัก“คุ้มกันฟ้า”
“สำนักท่านใหญ่โตเพียงนี้ คนไม่พอได้อย่างไร! สินค้าในรถม้าล้วนเป็นของมีค่า หากเดินทางโดยไร้ผู้คุ้มกันในยามที่โจรป่าชุกชุมเช่นนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการนำคอไปพาดแท่นประหาร”
เป็น“จางฟู่” พ่อค้าร่างผอมที่เร่งรีบออกเดินทาง มันตระเวนมาสามสำนัก ยังไม่ได้ผู้คุ้มกัน หากช้ากว่านี้ สินค้าคงไปไม่ทันนัดหมาย
ทั้งสองโต้เถียงกันอยู่ครู่ใหญ่ จางฟู่จำต้องล้วงถุงเงินที่เจ้านายให้มา จ่ายออกให้หลี่ซีอย่างลำบากใจ
“เงินส่วนนี้ไม่รวมกับค่าจ้าง นี่เป็นค่าน้ำใจหากท่านดึงคนมาช่วยเรา”
เมื่อตำลึงเงินถูกวางบนโต๊ะ หลี่ซีกลายเป็นนอบน้อม มันหายลับเข้าไปหลังห้องโถงครู่หนึ่ง ก่อนกลับมาพร้อมทหารคุ้มกันหกนาย ที่เสื้อผ้ายังไม่เรียบร้อย เหมือนถูกจับใส่อย่างเร่งรีบเมื่อสักครู่
“นี่เป็นทหารข้างกายเรา ที่คราแรกเราไม่อยากให้เพราะข้างกายข้าจะไร้คนคุ้มกัน แต่เห็นนายท่านจางเร่งรีบถึงเพียงนี้ เราจะให้เป็นกรณีพิเศษ”
จางฟู่สำรวจมองเหล่าทหารคุ้มกัน พลันคิดในใจ
“ ทหารข้างกายมารดาใด รูปร่างผอมบางดั่งคนไม่เคยฝึกยุทธ์”
แต่เวลาบีบคั้น หากฟ้ามืดลงระหว่างเดินทางย่อมอันตรายกว่าเดิมหลายเท่าตัว จางฟู่ถอนหายใจยาวจนหนวดเคราสั่นพริ้ว มันจำต้องโบกมือเรียกทหารคุ้มกันทั้งหกนายให้เดินตามมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองทิศใต้ ที่นั่นมีกองคาราวานสินค้าขนาดกลางจอดสงบนิ่งรออยู่ บนม้าจูงรถสัมภาระ มีชายรูปร่างกำยำนั่งรอไว้ก่อนแล้ว ผู้นี้รูปร่างใหญ่โต ผิวตัวหยาบกร้าน อายุราว 40 ปีปลายๆ เป็น“ซีเกียง” พ่อค้าผู้นำกองคาราวาน จางฟู่ผงกหัวให้ซีเกียงคราหนึ่ง ก่อนหันไปตวาดสั่ง
“สายกว่านี้ไม่ได้แล้ว พวกเจ้าไปประจำตำแหน่งท้ายขบวน!” พลางรีบกระโดดขึ้นนั่งบนรถม้าคันหน้าสุด เสียงแส้สะบัดดัง เพียะ! กระตุ้นให้ม้าลากจูงเริ่มออกเดิน กงล้อไม้บดเบียดไปกับพื้นถนนหินส่งเสียงครืดคราด ขบวนสินค้าที่มีทั้งผ้าแพร เครื่องเทศ และของป่า เริ่มเคลื่อนตัวผ่านพ้นเขตเมืองเล็ก ทิ้งความวุ่นวายของตลาดไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าสู่เส้นทางสายเปลี่ยวที่ถูกโอบล้อมด้วยแมกไม้
เวลาผ่านไปยิ่งนานเส้นทางยิ่งเปลี่ยว เสียงพูดคุยครึกครื้นค่อยๆทยอยหายไป มีเพียงเสียงกระดิ่งผูกคอม้าที่ดังกรุ๊งกริ๊งเป็นจังหวะ ซีเกียงเหลียวมองเหล่าทหารคุ้มกันที่หัวท้ายขบวนด้วยความทุลักทุเล นายทหารที่นำอยู่เบื้องหน้าถึงกับเอามือบีบนวดก้นตลอดทาง ดูอย่างไรก็ไม่ใช่ผู้ที่จะฝากชีวิตไว้ได้ในยามคับขัน
“จางฟู่ ทำไมทหารคุ้มกันเราจึงเป็นลิงผอมเช่นนี้“
จางฟู่เกิดสีหน้าสำนึกผิด กล่าวว่า
“ข้าตระเวนหาไปทั่วเมือง สำนักคุ้มกันแห่งใดล้วนไม่มีคนว่าง จำต้องนำพวกมันมา”
จางฟู่ตอบเสียงอ่อย ซีเกียงมองไปที่นายทหารเบื้องหน้า ใจหนึ่งก็อยากสับมือมันทิ้ง อีกใจหนึ่งก็เกิดความเวทนา
“ทั้งหมด หยุดพัก ให้เวลาพัก*หนึ่งเค่อ!..แล้วจะไม่มีการพักอีก ต่อไปจะเป็นการเดินทางรวดเดียวจนถึงที่หมาย”
หลังสิ้นคำสั่งของซีเกียง เหล่าทหารคุ้มกันโห่ร้องด้วยความดีใจ มีบางนายทิ้งอาวุธ วิ่งเข้าไปถ่ายหนักในป่าอย่างเร่งรีบ คนที่เหลือต่างพักผ่อนตามอัธยาศัย
“อ๊ากกก”
ยังไม่ทันหายเหนื่อย เสียงหวีดร้องดังออกป่าจากป่าที่นายทหารผู้หนึ่งเข้าไป “ข้าเหยียบๆศพคนๆ!” เสียงร้องแทบไม่เป็นภาษาแต่พอจับใจความได้
คำว่า“ข้าเหยียบศพคน” ทำให้เหล่าพ่อค้าที่มีประสบการณ์คลายใจลง ยังดีที่ไม่ใช่การถูกโจรป่าโจมตี
ซีเกียงที่นั่งพักอยู่ดีดตัวลุกขึ้นยืน มือคว้าดาบข้างกายโดยสัญชาตญาณ ส่วนจางฟู่รีบกวักมือเรียกเหล่าทหารคุ้มกันที่ยืนทำตัวไม่ถูกให้เดินตามไปอย่างเกรงๆ เมื่อแหวกพุ่มหนามเข้าไป กลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่คละคลุ้งกับกลิ่นดินโคลนก็เตะจมูกทันที เบื้องหน้าพวกเขาพบเห็นซากศพหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่ในป่า มองไปร่างนี้เหมือนผ่านมาหลายเรื่องราวนัก ทั้งคราบเลือดแห้งที่เต็มตัว เสื้อผ้าขาดโทรม มือข้างหนึ่งกระดุกหัก มืออีกข้างเนื้อหลุดวิ่น ซีเกียงใช้เท้าเขียพลิกศพดูว่าเป็นผู้ใด พอเห็นใบหน้าก็รู้สึกคุ้นตา พอตั้งใจพินิจดูหัวใจมันเริ่มเต้นรัวดั่งกลองศึก
“ซูหมิง!! น้องหมิงข้า!”
มันตะโกนลั่น จางฟู่ตกใจไม่แพ้กัน มันรีบนั่งคว้าชีพจรมาตรวจดู
“ท่านซีเกียง น้องหมิงยังไม่ตาย!” เพื่อความแน่ใจ จางฟู่ก้มหน้าลงทาบอกฟังเสียงหัวใจ
“มันยังไม่ตายจริงๆ..!” ทั้งสองเฮลั่น ต่างรีบเตรียมพาร่างซูหมิงขึ้นรถสัมภาระกันเป็นพัลวัน ทั้งยาต้ม ทั้งผ้าชุบน้ำถูกจัดเตรียมอย่างเร่งรีบ เวลาพักถูกยืดออก ซีเกียงประคองร่างที่บอบช้ำของซูหมิงขึ้นไปบนรถม้าคันสุดท้าย พื้นรถที่เคยเต็มไปด้วยม้วนผ้าถูกปูทับด้วยฟางหนาและผ้าห่มผืนเก่า เพื่อรองรับร่างที่แทบจะแหลกสลายของเด็กหนุ่ม
“พวกเจ้าหกคน! กลับไปประจำตำแหน่ง เดี๋ยวนี้!”
ซีเกียงตวาดสั่งทหารคุ้มกันเสียงเข้ม แววตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด “จางฟู่... ออกเดินทางต่อทันที ห้ามหยุดพักจนกว่าจะข้ามพ้นเขตป่านี้!”
จางฟู่รีบกุลีกุจอขึ้นประจำที่นั่งคนขับ เสียงแส้สะบัดดัง เพียะ! พร้อมกับขบวนรถที่เริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง ทว่าครานี้จังหวะการเดินรถกลับดูเร่งรีบและเงียบเชียบกว่าเดิม
ภายในรถม้าคันหลัง ซีเกียงนั่งคุกเข่าอยู่ข้างกายซูหมิง มือที่หยาบกร้านสั่นใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นค่อยๆ ซับคราบเลือดและดินโคลนออกจากใบหน้าซีดเซียว เขามองดูบาดแผลที่มือซึ่งเนื้อหลุดวิ่นจนเห็นกระดูกแล้วก็ได้แต่ขบกรามแน่น
“ชีวิตเจ้าจะบัดซบได้อีกเพียงใด ห้าปีก่อนข้าพบเจ้านอนซมอยู่ข้างทางในสภาพปางตาย มาวันนี้สภาพเจ้าดั่งคนตายไปแล้ว”
ท่ามกลางความมืดมิดและความเหน็บหนาวไร้ก้นบึ้ง สติของซูหมิงคล้ายล่องลอยอยู่ในม่านหมอกสีขาว ความเจ็บปวดที่รุมเร้ากลับมลายหายไป แทนที่ด้วยสัมผัสอันอ่อนโยนที่หน้าผาก ผ้าชุบน้ำอุ่นๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิป่าที่คุ้นเคยโชยมาแตะจมูก
“หยินชิง..”
ซูหมิงพึมพำเสียงแผ่วในลำคอ ในนิมิตนั้นเขามองเห็นแผ่นหลังที่คุ้นตา หญิงสาวในชุดผ้าป่านสีซีดกำลังนั่งส่งยิ้มให้เขาอยู่บนผืนหญ้าสีเขียวชอุ่ม แสงแดดรำไรส่องกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความงดงามของนาง
ซูหมิงพยายามจะเอื้อมมือไปคว้าชายเสื้อของนาง แต่ฝ่ามือนั้นกลับหนักอึ้งดั่งถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน หญิงสาวคนนั้นไม่ได้ตอบอะไร นางเพียงแต่ใช้มือลูบหัวเขาเบาๆ แล้วค่อยๆ เลือนหายไปในม่านหมอก พร้อมกับความอบอุ่นที่เริ่มกลายเป็นความร้อนรุ่ม
กึก!
แรงกระแทกจากล้อรถม้าที่ตกหลุมอย่างแรงกระชากสติที่ขาดห้วงให้กลับคืนมา ซูหมิงสะดุ้งสุดตัวก่อนจะสำลักเอาลิ่มเลือดออกมาคำหนึ่ง ความเจ็บปวดดั่งไฟเผาลามเลียไปทั่วร่างจนเขาต้องขบกรามแน่นจนแทบแตก ชายหนุ่มลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพตรงหน้าไม่ใช้ท้องฟ้าสีทองที่สาดลงลำธารใส แต่เป็นเพดานรถม้าที่บุด้วยผ้าเก่าๆ และมีแสงตะเกียงสั่นระริกตามจังหวะการโคลงเคลง สัมผัสที่เขาคิดว่าเป็นมืออันอ่อนนุ่มของหยินชิง แท้จริงแล้วคือมือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นของชายวัยกลางคน
“ฟื้นแล้วหรือ?เจ้าวัวถึก”
เสียงทุ้มต่ำของซีเกียงดังขึ้นข้างหู ใบหน้าที่เคร่งขรึมแสนคุ้นเคยปรากฏที่เบื้องหน้า ในมือยังถือเศษผ้าเปื้อนเลือดที่เพิ่งใช้
“ทะ..ท่านอาเกียง“
ซูหมิงเค้นเสียงออกอย่างยากลำบาก ซูหมิงไม่เข้าใจ อาเกียงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หรือมันยังคงฝันไม่จบสิ้น ซีเกียงเห็นหน้าโง่งมของชายหนุ่มก็คล้ายอ่านความคิดมันออก “ข้าพบเจ้าสภาพเป็นตายเท่ากันอยู่ในป่า จึงเก็บเจ้าขึ้นมา… ฮ่าฮ่าฮ่า นี่หากไม่ใช่ชะตาจะเรียกว่าอย่างไร“
ซูหมิงนึกย้อนไปห้าปีก่อน ตอนที่มันหนีจากการฝึกลมหายใจของเฒ่าประหลาดมาได้ ตัวซูหมิงที่ยังเยาว์วัยแทบตายตกอย่างไร้ค่า ระหว่างที่มันหมดสติอยู่ข้างทาง กับมีกองคาราวานพ่อค้าผ่านทางมา และนั่นคือ ซีเกียง ซูหมิงจึงผันตัวเป็นพ่อค้าตั้งแต่วันนั้น
.
.
“ข้าไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณท่านอย่างไร“
ซีเกียงส่ายหัวเบาๆ
“นึกถึงเมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนเจ้าขอแยกตัวกับคาราวานข้า ประกาศใหญ่โตว่าจะไปเป็นนายอำเภอ ฮ่าฮ่าฮ่า”
อา…ซูหมิงพลันย้อนนึกไป หน้ามันกลายเป็นแดงก่ำ สมัยที่ซูหมิงอยู่กับซีเกียง มันมักทะเลาะกับ“ฉิงเอ้อ” เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับมัน
บ่อยนัก ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดจากสหายกลายเป็นคู่กัด มันสองคนทะเลาะกันได้ไม่เว้นวัน แม้ซูหมิงไม่เคยต่อยตีชนะฉิงเอ้อ แต่มันใช้ความถึกทนเข้าสู้ จนครั้งหนึ่งทะเลาะกันสามวันสามคืนไม่ดีกัน ต่างคนต่างท้ากันว่าใครจะเป็นนายอำเภอก่อน
ซูหมิงสุดท้ายกลายมาเป็นพ่อค้าเช่นเดิมเพียงหน้าอับอายไม่กล้าขอกลับไปหาซีเกียง ต้องแร่ร่อนไปกับพ่อค้ากองอื่นๆ พอนึกย้อนไปช่วงเวลาเหล่านั้นมีความสุขยิ่ง
ทว่าเพียงแค่เขาขยับยิ้มกว้างกว่าเดิมเล็กน้อย บาดแผลและกระดูกก็ประท้วงด้วยความเจ็บปวด ดึงสติสู่หมิงกลับมาสู่ปัจจบัน
“ท่านอาเกียง ตอนนี้เรากำลังไปที่ใด” ซูหมิงเค้นถามถึงจุดมุ่งหมาย
“เรากำลังเดินทางไปฉินตั้ว สินค้าเต็มสามคันรถนี่ช่วยให้พวกเราไม่ต้องออกไปเสี่ยงเดินทางได้อีกพักใหญ่ คาดว่าอีกไม่เกินสองชั่วยามคงถึงที่หมาย”
ซีเกียงตอบพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงอาทิตย์ใกล้พ้นขอบฟ้าไปทุกครา การเดินทางต้องช้าลงเนื่องจากในขบวนมีคนเจ็บ สีหน้าซีเกียงเริ่มเคร่งเครียด ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เห้อ..การจากไปของฉีซิ่นหาทำให้เหล่าโจรเรียบร้อยขึ้น มีแต่พวกมันแก่งแย่งช่วงชิงผืนป่า บุกปล้นตามอำเภอใจ ทุกฝีเก้าที่ออกจากตัวเมืองนับว่าอันตรายยิ่ง”
ซูหมิงเมื่อได้ยินชื่อของอาจารย์ก็เกิดความรู้สึกยากจะบรรยาย ตัวมันนับตั้งแต่พาฉีซิ่นหนีออกจากฉินตั้ว ผ่านมานานนับอาทิตย์ที่มันไม่รู้เรื่องราวโลกภายนอกเลย ซีเกียง บุรุษร่างใหญ่ผู้มีพระคุณตรงหน้า ผู้เดินทางไปทั่วแดน ถือเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดี
“แล้วทางการไม่ส่งคนไปกวาดล้างกองโจรบ้างหรือไร?”
ซีเกียงเลิกคิ้วหันกลับมามองซูหมิง “โฮ่! น้องหมิงของเราบัดนี้เริ่มสนใจการเมืองแล้ว หรือเจ้าเป็นนายอำเภอแล้วจริงๆ ฮ่าฮ่า!”……“ข้าควรถามเจ้ามากกว่า เจ้าไปโดนใครทุบตีมาถึงบาดเจ็บถึงเพียงนี้”
ซูหมิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาที่เคยสว่างไสวหม่นแสงลงคล้ายมีความลับหนักอึ้งกดทับไว้ มันอ้าปากพยายามจะเรียบเรียงคำบอกเล่าถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่ผ่านมา ทว่ายังไม่ทันที่คำพูดแรกจะหลุดจากลำคอ...
“กึก! เอี๊ยดดด!”
ขบวนรถม้าหยุดชะงักลงอย่างกะทันหันจนร่างของซูหมิงเกือบถลาตกจากกองฟาง ดีที่ซีเกียงคว้าไหล่เขาไว้ทัน แรงกระชากนั้นส่งผลให้ซูหมิงต้องสูดปากด้วยความเจ็บปวด
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น!” ซีเกียงตวาดถามเสียงดังลั่น พลางแหวกม่านหน้าต่างรถม้าออกไปดู
“ท่านซีเกียง! ข้างหน้ามีเรื่องเล็กน้อย!” เสียงของจางฟู่ตะโกนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“มีขบวนคาราวานอีกชุดจอดขวางทางอยู่ดูเหมือนล้อเกวียนของพวกมันจะหักพังกลางถนนหินพอดี!”
ซีเกียงขมวดคิ้วแน่น มันรู้ดีว่าในเส้นทางสายเปลี่ยวที่โจรชุกชุมเช่นนี้ การมีสิ่งกีดขวางอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่สัญญาณที่ดีนัก เขาหันมาสำทับซูหมิงเสียงค่อย
“นอนอยู่นี่ ห้ามขยับเด็ดขาด”
ระหว่างที่ด้านนอกกำลังวุ่นวาย จิตของซูหมิงกลับนิ่งสงบ ตึก!…ตึก…ตึก เป็นเสียงฝีเท้าของพวกคนที่ขวางทาง หนักแน่นและเป็นจังหวะ ท่วงท่าการลงน้ำหนักสม่ำเสมอเช่นนี้ไม่ใช่ลักษณะของพ่อค้าที่เหนื่อยล้าจากการแบกหามสินค้า แต่มันคือเสียงของคนที่ฝึกปรือหรือทหารที่เจนจัดในการรบ ซูหมิงพยายามอย่างมากในการดันกายขึ้น ใจมันตกวูบอีกครั้ง เสียงร่างมนุษย์อีกสามคนพุ่งแหวกอากาศมาจากท้ายขบวน. . .