บัลลังก์นี้ ข้าขอพิชิต

    ตอนที่31

    แผ่นดินมังกรคล้ายกระเพื่อมคราหนึ่ง หลังเหตุการณ์บ้านเมืองแปรเปลี่ยน  กิจการที่ซบเซามานานอย่างสำนักคุ้มกันภัยเริ่มกลับมาครึกครื้นอีกครา   เหล่าโจรน้อยใหญ่ กระจายตัวไปตั้งกลุ่มกันเอง  พวกเดนตายจากเมืองไกลก็กล้าเข้ามารุกคืบแย่งชิงพื้นที่ปล้นชิงกันอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย  เส้นทางที่เคยปลอดภัยกลับกลายเป็นอันตราย    


    “คนไม่พอแล้วโว้ย! คนไม่พอแล้วโว้ย!”  เสียงตวาดจากชายวัยกลางคนร่างอ้วน  ดังออกมาจากสำนักคุ้มกันภัย  มันคือหลี่ซี เจ้าสำนัก“คุ้มกันฟ้า”   


    “สำนักท่านใหญ่โตเพียงนี้ คนไม่พอได้อย่างไร! สินค้าในรถม้าล้วนเป็นของมีค่า หากเดินทางโดยไร้ผู้คุ้มกันในยามที่โจรป่าชุกชุมเช่นนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการนำคอไปพาดแท่นประหาร”


    เป็น“จางฟู่”  พ่อค้าร่างผอมที่เร่งรีบออกเดินทาง  มันตระเวนมาสามสำนัก ยังไม่ได้ผู้คุ้มกัน  หากช้ากว่านี้ สินค้าคงไปไม่ทันนัดหมาย  

     ทั้งสองโต้เถียงกันอยู่ครู่ใหญ่ จางฟู่จำต้องล้วงถุงเงินที่เจ้านายให้มา  จ่ายออกให้หลี่ซีอย่างลำบากใจ

      “เงินส่วนนี้ไม่รวมกับค่าจ้าง นี่เป็นค่าน้ำใจหากท่านดึงคนมาช่วยเรา”   


    เมื่อตำลึงเงินถูกวางบนโต๊ะ  หลี่ซีกลายเป็นนอบน้อม  มันหายลับเข้าไปหลังห้องโถงครู่หนึ่ง  ก่อนกลับมาพร้อมทหารคุ้มกันหกนาย ที่เสื้อผ้ายังไม่เรียบร้อย เหมือนถูกจับใส่อย่างเร่งรีบเมื่อสักครู่ 


    “นี่เป็นทหารข้างกายเรา  ที่คราแรกเราไม่อยากให้เพราะข้างกายข้าจะไร้คนคุ้มกัน     แต่เห็นนายท่านจางเร่งรีบถึงเพียงนี้ เราจะให้เป็นกรณีพิเศษ”    


     จางฟู่สำรวจมองเหล่าทหารคุ้มกัน พลันคิดในใจ

    “ ทหารข้างกายมารดาใด  รูปร่างผอมบางดั่งคนไม่เคยฝึกยุทธ์”  


    แต่เวลาบีบคั้น หากฟ้ามืดลงระหว่างเดินทางย่อมอันตรายกว่าเดิมหลายเท่าตัว  จางฟู่ถอนหายใจยาวจนหนวดเคราสั่นพริ้ว มันจำต้องโบกมือเรียกทหารคุ้มกันทั้งหกนายให้เดินตามมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองทิศใต้ ที่นั่นมีกองคาราวานสินค้าขนาดกลางจอดสงบนิ่งรออยู่ บนม้าจูงรถสัมภาระ มีชายรูปร่างกำยำนั่งรอไว้ก่อนแล้ว ผู้นี้รูปร่างใหญ่โต ผิวตัวหยาบกร้าน อายุราว 40 ปีปลายๆ เป็น“ซีเกียง” พ่อค้าผู้นำกองคาราวาน จางฟู่ผงกหัวให้ซีเกียงคราหนึ่ง ก่อนหันไปตวาดสั่ง


    “สายกว่านี้ไม่ได้แล้ว พวกเจ้าไปประจำตำแหน่งท้ายขบวน!” พลางรีบกระโดดขึ้นนั่งบนรถม้าคันหน้าสุด เสียงแส้สะบัดดัง เพียะ! กระตุ้นให้ม้าลากจูงเริ่มออกเดิน กงล้อไม้บดเบียดไปกับพื้นถนนหินส่งเสียงครืดคราด ขบวนสินค้าที่มีทั้งผ้าแพร เครื่องเทศ และของป่า เริ่มเคลื่อนตัวผ่านพ้นเขตเมืองเล็ก ทิ้งความวุ่นวายของตลาดไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าสู่เส้นทางสายเปลี่ยวที่ถูกโอบล้อมด้วยแมกไม้  


      เวลาผ่านไปยิ่งนานเส้นทางยิ่งเปลี่ยว เสียงพูดคุยครึกครื้นค่อยๆทยอยหายไป  มีเพียงเสียงกระดิ่งผูกคอม้าที่ดังกรุ๊งกริ๊งเป็นจังหวะ  ซีเกียงเหลียวมองเหล่าทหารคุ้มกันที่หัวท้ายขบวนด้วยความทุลักทุเล  นายทหารที่นำอยู่เบื้องหน้าถึงกับเอามือบีบนวดก้นตลอดทาง  ดูอย่างไรก็ไม่ใช่ผู้ที่จะฝากชีวิตไว้ได้ในยามคับขัน 


      “จางฟู่ ทำไมทหารคุ้มกันเราจึงเป็นลิงผอมเช่นนี้“      



    จางฟู่เกิดสีหน้าสำนึกผิด กล่าวว่า

    “ข้าตระเวนหาไปทั่วเมือง สำนักคุ้มกันแห่งใดล้วนไม่มีคนว่าง จำต้องนำพวกมันมา”


    จางฟู่ตอบเสียงอ่อย  ซีเกียงมองไปที่นายทหารเบื้องหน้า ใจหนึ่งก็อยากสับมือมันทิ้ง อีกใจหนึ่งก็เกิดความเวทนา 



       “ทั้งหมด หยุดพัก ให้เวลาพัก*หนึ่งเค่อ!..แล้วจะไม่มีการพักอีก ต่อไปจะเป็นการเดินทางรวดเดียวจนถึงที่หมาย” 

     หลังสิ้นคำสั่งของซีเกียง เหล่าทหารคุ้มกันโห่ร้องด้วยความดีใจ  มีบางนายทิ้งอาวุธ วิ่งเข้าไปถ่ายหนักในป่าอย่างเร่งรีบ   คนที่เหลือต่างพักผ่อนตามอัธยาศัย 


    “อ๊ากกก”  


    ยังไม่ทันหายเหนื่อย เสียงหวีดร้องดังออกป่าจากป่าที่นายทหารผู้หนึ่งเข้าไป   “ข้าเหยียบๆศพคนๆ!” เสียงร้องแทบไม่เป็นภาษาแต่พอจับใจความได้  

     คำว่า“ข้าเหยียบศพคน”  ทำให้เหล่าพ่อค้าที่มีประสบการณ์คลายใจลง ยังดีที่ไม่ใช่การถูกโจรป่าโจมตี  


      ซีเกียงที่นั่งพักอยู่ดีดตัวลุกขึ้นยืน มือคว้าดาบข้างกายโดยสัญชาตญาณ ส่วนจางฟู่รีบกวักมือเรียกเหล่าทหารคุ้มกันที่ยืนทำตัวไม่ถูกให้เดินตามไปอย่างเกรงๆ  เมื่อแหวกพุ่มหนามเข้าไป กลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่คละคลุ้งกับกลิ่นดินโคลนก็เตะจมูกทันที เบื้องหน้าพวกเขาพบเห็นซากศพหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่ในป่า มองไปร่างนี้เหมือนผ่านมาหลายเรื่องราวนัก ทั้งคราบเลือดแห้งที่เต็มตัว  เสื้อผ้าขาดโทรม มือข้างหนึ่งกระดุกหัก มืออีกข้างเนื้อหลุดวิ่น  ซีเกียงใช้เท้าเขียพลิกศพดูว่าเป็นผู้ใด  พอเห็นใบหน้าก็รู้สึกคุ้นตา  พอตั้งใจพินิจดูหัวใจมันเริ่มเต้นรัวดั่งกลองศึก

    “ซูหมิง!!  น้องหมิงข้า!”

      มันตะโกนลั่น จางฟู่ตกใจไม่แพ้กัน   มันรีบนั่งคว้าชีพจรมาตรวจดู

      “ท่านซีเกียง น้องหมิงยังไม่ตาย!”  เพื่อความแน่ใจ จางฟู่ก้มหน้าลงทาบอกฟังเสียงหัวใจ

      “มันยังไม่ตายจริงๆ..!”  ทั้งสองเฮลั่น ต่างรีบเตรียมพาร่างซูหมิงขึ้นรถสัมภาระกันเป็นพัลวัน  ทั้งยาต้ม ทั้งผ้าชุบน้ำถูกจัดเตรียมอย่างเร่งรีบ  เวลาพักถูกยืดออก ซีเกียงประคองร่างที่บอบช้ำของซูหมิงขึ้นไปบนรถม้าคันสุดท้าย พื้นรถที่เคยเต็มไปด้วยม้วนผ้าถูกปูทับด้วยฟางหนาและผ้าห่มผืนเก่า เพื่อรองรับร่างที่แทบจะแหลกสลายของเด็กหนุ่ม


    “พวกเจ้าหกคน! กลับไปประจำตำแหน่ง เดี๋ยวนี้!”

    ซีเกียงตวาดสั่งทหารคุ้มกันเสียงเข้ม แววตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด “จางฟู่... ออกเดินทางต่อทันที ห้ามหยุดพักจนกว่าจะข้ามพ้นเขตป่านี้!”


    จางฟู่รีบกุลีกุจอขึ้นประจำที่นั่งคนขับ เสียงแส้สะบัดดัง เพียะ! พร้อมกับขบวนรถที่เริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง ทว่าครานี้จังหวะการเดินรถกลับดูเร่งรีบและเงียบเชียบกว่าเดิม


    ภายในรถม้าคันหลัง  ซีเกียงนั่งคุกเข่าอยู่ข้างกายซูหมิง มือที่หยาบกร้านสั่นใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นค่อยๆ ซับคราบเลือดและดินโคลนออกจากใบหน้าซีดเซียว เขามองดูบาดแผลที่มือซึ่งเนื้อหลุดวิ่นจนเห็นกระดูกแล้วก็ได้แต่ขบกรามแน่น

    “ชีวิตเจ้าจะบัดซบได้อีกเพียงใด  ห้าปีก่อนข้าพบเจ้านอนซมอยู่ข้างทางในสภาพปางตาย  มาวันนี้สภาพเจ้าดั่งคนตายไปแล้ว”



    ท่ามกลางความมืดมิดและความเหน็บหนาวไร้ก้นบึ้ง สติของซูหมิงคล้ายล่องลอยอยู่ในม่านหมอกสีขาว ความเจ็บปวดที่รุมเร้ากลับมลายหายไป แทนที่ด้วยสัมผัสอันอ่อนโยนที่หน้าผาก ผ้าชุบน้ำอุ่นๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิป่าที่คุ้นเคยโชยมาแตะจมูก


    “หยินชิง..”


    ซูหมิงพึมพำเสียงแผ่วในลำคอ ในนิมิตนั้นเขามองเห็นแผ่นหลังที่คุ้นตา หญิงสาวในชุดผ้าป่านสีซีดกำลังนั่งส่งยิ้มให้เขาอยู่บนผืนหญ้าสีเขียวชอุ่ม แสงแดดรำไรส่องกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความงดงามของนาง 


    ซูหมิงพยายามจะเอื้อมมือไปคว้าชายเสื้อของนาง แต่ฝ่ามือนั้นกลับหนักอึ้งดั่งถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน หญิงสาวคนนั้นไม่ได้ตอบอะไร นางเพียงแต่ใช้มือลูบหัวเขาเบาๆ แล้วค่อยๆ เลือนหายไปในม่านหมอก พร้อมกับความอบอุ่นที่เริ่มกลายเป็นความร้อนรุ่ม

    กึก!

    แรงกระแทกจากล้อรถม้าที่ตกหลุมอย่างแรงกระชากสติที่ขาดห้วงให้กลับคืนมา ซูหมิงสะดุ้งสุดตัวก่อนจะสำลักเอาลิ่มเลือดออกมาคำหนึ่ง ความเจ็บปวดดั่งไฟเผาลามเลียไปทั่วร่างจนเขาต้องขบกรามแน่นจนแทบแตก  ชายหนุ่มลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพตรงหน้าไม่ใช้ท้องฟ้าสีทองที่สาดลงลำธารใส แต่เป็นเพดานรถม้าที่บุด้วยผ้าเก่าๆ และมีแสงตะเกียงสั่นระริกตามจังหวะการโคลงเคลง สัมผัสที่เขาคิดว่าเป็นมืออันอ่อนนุ่มของหยินชิง แท้จริงแล้วคือมือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นของชายวัยกลางคน


    “ฟื้นแล้วหรือ?เจ้าวัวถึก”

    เสียงทุ้มต่ำของซีเกียงดังขึ้นข้างหู ใบหน้าที่เคร่งขรึมแสนคุ้นเคยปรากฏที่เบื้องหน้า ในมือยังถือเศษผ้าเปื้อนเลือดที่เพิ่งใช้  



    “ทะ..ท่านอาเกียง“

    ซูหมิงเค้นเสียงออกอย่างยากลำบาก ซูหมิงไม่เข้าใจ อาเกียงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หรือมันยังคงฝันไม่จบสิ้น     ซีเกียงเห็นหน้าโง่งมของชายหนุ่มก็คล้ายอ่านความคิดมันออก  “ข้าพบเจ้าสภาพเป็นตายเท่ากันอยู่ในป่า  จึงเก็บเจ้าขึ้นมา… ฮ่าฮ่าฮ่า นี่หากไม่ใช่ชะตาจะเรียกว่าอย่างไร“    


    ซูหมิงนึกย้อนไปห้าปีก่อน  ตอนที่มันหนีจากการฝึกลมหายใจของเฒ่าประหลาดมาได้  ตัวซูหมิงที่ยังเยาว์วัยแทบตายตกอย่างไร้ค่า  ระหว่างที่มันหมดสติอยู่ข้างทาง กับมีกองคาราวานพ่อค้าผ่านทางมา และนั่นคือ ซีเกียง ซูหมิงจึงผันตัวเป็นพ่อค้าตั้งแต่วันนั้น

    .

    .


    “ข้าไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณท่านอย่างไร“    


    ซีเกียงส่ายหัวเบาๆ  


    “นึกถึงเมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนเจ้าขอแยกตัวกับคาราวานข้า ประกาศใหญ่โตว่าจะไปเป็นนายอำเภอ ฮ่าฮ่าฮ่า”     


     อา…ซูหมิงพลันย้อนนึกไป หน้ามันกลายเป็นแดงก่ำ  สมัยที่ซูหมิงอยู่กับซีเกียง มันมักทะเลาะกับ“ฉิงเอ้อ” เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับมัน   


    บ่อยนัก ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดจากสหายกลายเป็นคู่กัด  มันสองคนทะเลาะกันได้ไม่เว้นวัน  แม้ซูหมิงไม่เคยต่อยตีชนะฉิงเอ้อ แต่มันใช้ความถึกทนเข้าสู้  จนครั้งหนึ่งทะเลาะกันสามวันสามคืนไม่ดีกัน  ต่างคนต่างท้ากันว่าใครจะเป็นนายอำเภอก่อน


    ซูหมิงสุดท้ายกลายมาเป็นพ่อค้าเช่นเดิมเพียงหน้าอับอายไม่กล้าขอกลับไปหาซีเกียง ต้องแร่ร่อนไปกับพ่อค้ากองอื่นๆ    พอนึกย้อนไปช่วงเวลาเหล่านั้นมีความสุขยิ่ง   

    ทว่าเพียงแค่เขาขยับยิ้มกว้างกว่าเดิมเล็กน้อย บาดแผลและกระดูกก็ประท้วงด้วยความเจ็บปวด ดึงสติสู่หมิงกลับมาสู่ปัจจบัน


      “ท่านอาเกียง ตอนนี้เรากำลังไปที่ใด” ซูหมิงเค้นถามถึงจุดมุ่งหมาย


     “เรากำลังเดินทางไปฉินตั้ว สินค้าเต็มสามคันรถนี่ช่วยให้พวกเราไม่ต้องออกไปเสี่ยงเดินทางได้อีกพักใหญ่ คาดว่าอีกไม่เกินสองชั่วยามคงถึงที่หมาย”

      ซีเกียงตอบพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงอาทิตย์ใกล้พ้นขอบฟ้าไปทุกครา การเดินทางต้องช้าลงเนื่องจากในขบวนมีคนเจ็บ  สีหน้าซีเกียงเริ่มเคร่งเครียด   ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่


     “เห้อ..การจากไปของฉีซิ่นหาทำให้เหล่าโจรเรียบร้อยขึ้น  มีแต่พวกมันแก่งแย่งช่วงชิงผืนป่า บุกปล้นตามอำเภอใจ ทุกฝีเก้าที่ออกจากตัวเมืองนับว่าอันตรายยิ่ง”     

     ซูหมิงเมื่อได้ยินชื่อของอาจารย์ก็เกิดความรู้สึกยากจะบรรยาย  ตัวมันนับตั้งแต่พาฉีซิ่นหนีออกจากฉินตั้ว ผ่านมานานนับอาทิตย์ที่มันไม่รู้เรื่องราวโลกภายนอกเลย  ซีเกียง บุรุษร่างใหญ่ผู้มีพระคุณตรงหน้า ผู้เดินทางไปทั่วแดน ถือเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดี 


      “แล้วทางการไม่ส่งคนไปกวาดล้างกองโจรบ้างหรือไร?”      

     ซีเกียงเลิกคิ้วหันกลับมามองซูหมิง “โฮ่! น้องหมิงของเราบัดนี้เริ่มสนใจการเมืองแล้ว หรือเจ้าเป็นนายอำเภอแล้วจริงๆ ฮ่าฮ่า!”……“ข้าควรถามเจ้ามากกว่า  เจ้าไปโดนใครทุบตีมาถึงบาดเจ็บถึงเพียงนี้”  


    ซูหมิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาที่เคยสว่างไสวหม่นแสงลงคล้ายมีความลับหนักอึ้งกดทับไว้ มันอ้าปากพยายามจะเรียบเรียงคำบอกเล่าถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่ผ่านมา ทว่ายังไม่ทันที่คำพูดแรกจะหลุดจากลำคอ...

    “กึก! เอี๊ยดดด!”

    ขบวนรถม้าหยุดชะงักลงอย่างกะทันหันจนร่างของซูหมิงเกือบถลาตกจากกองฟาง ดีที่ซีเกียงคว้าไหล่เขาไว้ทัน แรงกระชากนั้นส่งผลให้ซูหมิงต้องสูดปากด้วยความเจ็บปวด

    “เกิดเรื่องอะไรขึ้น!” ซีเกียงตวาดถามเสียงดังลั่น พลางแหวกม่านหน้าต่างรถม้าออกไปดู

    “ท่านซีเกียง! ข้างหน้ามีเรื่องเล็กน้อย!” เสียงของจางฟู่ตะโกนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน

    “มีขบวนคาราวานอีกชุดจอดขวางทางอยู่ดูเหมือนล้อเกวียนของพวกมันจะหักพังกลางถนนหินพอดี!” 


     ซีเกียงขมวดคิ้วแน่น มันรู้ดีว่าในเส้นทางสายเปลี่ยวที่โจรชุกชุมเช่นนี้ การมีสิ่งกีดขวางอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่สัญญาณที่ดีนัก เขาหันมาสำทับซูหมิงเสียงค่อย

    “นอนอยู่นี่ ห้ามขยับเด็ดขาด”   


    ระหว่างที่ด้านนอกกำลังวุ่นวาย  จิตของซูหมิงกลับนิ่งสงบ  ตึก!…ตึก…ตึก  เป็นเสียงฝีเท้าของพวกคนที่ขวางทาง หนักแน่นและเป็นจังหวะ ท่วงท่าการลงน้ำหนักสม่ำเสมอเช่นนี้ไม่ใช่ลักษณะของพ่อค้าที่เหนื่อยล้าจากการแบกหามสินค้า แต่มันคือเสียงของคนที่ฝึกปรือหรือทหารที่เจนจัดในการรบ   ซูหมิงพยายามอย่างมากในการดันกายขึ้น   ใจมันตกวูบอีกครั้ง เสียงร่างมนุษย์อีกสามคนพุ่งแหวกอากาศมาจากท้ายขบวน. . .



    คล้ายกับเรื่องบัลลังก์นี้ ข้าขอพิชิต ที่คุณอ่าน

    จอมหมัดราชันย์

    จอมหมัดราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    123K 157
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    142K 432
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    215K 948
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258