ตอนที่ 12 จวนเ้ากรมบ้านท่านตา (1)
ตระกูลเจี่ยนสืบทอดธรรมเนียมปฏิบัติจากรุ่นสู่รุ่นมาั้แ่อดีต พวกเขาขึ้นชื่อเื่รักษาระเบียบพิธีการเป็ที่สุด แม้จะไม่ใช่ตระกูลขุนนางผู้สถาปนาราชวงศ์ที่มีคุณงามความดีโดดเด่นเหนือใคร แต่ก็เป็ตระกูลบัณฑิตที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน จึงให้ความสำคัญต่อมารยาทยิ่งนัก เื่นี้เมื่อชาติก่อนเหยียนจื่อม่อได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้งกับตัวเองแล้ว
ป้ายอักษรทองหนาหนักแผ่นนั้นมองเห็นได้ั้แ่ลงจากรถ เหยียนจื่อม่อแหงนหน้ามองพลันคลี่ยิ้มบาง อันที่จริงนางไม่ได้เกี่ยวข้องกับตระกูลเจี่ยนมากนัก เมื่อชาติก่อนไม่ว่าจะเป็ยามไร้อำนาจหรือยามเป็ที่โปรดปรานหกตำหนัก คนตระกูลเจี่ยนล้วนเลี่ยงนางราวกับเป็อสรพิษหรือสัตว์ร้ายทีเดียว
...พวกเขาไม่ชอบที่นางเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่ในราชสำนัก เป็ดั่งสาวงามผู้นำเภทภัยมาสู่ราชบัลลังก์ ทว่านางไม่จำเป็ต้องชอบพวกเสแสร้งทำตัวสูงส่งเหล่านี้ไม่ใช่หรือ
คนตระกูลเหยียนยังไม่ทันเข้าประตู หญิงรับใช้สูงวัยผู้หนึ่งก็ออกมาต้อนรับก่อนแล้ว นางทำความเคารพเจี่ยนซื่อก่อนจะกวาดสายตาผ่านร่างเหยียนจื่อม่อเล็กน้อย คนโดนมองเพียงก้มศีรษะและปล่อยสองมือลงอย่างสำรวมโดยไม่ทำอะไรอีก
เมื่อผ่านประตูฉุยฮวา[1]เข้ามา สตรีสูงศักดิ์ซึ่งเกล้าผมด้วยปิ่นลวดลายเมฆานางหนึ่งก็เดินเข้ามาหาทันที อีกฝ่ายดูอายุราวสามสิบกว่าปี อยู่ใน่วัยที่ไม่ห่างจากเจี่ยนซื่อมากนัก ทว่าท่าทางมีสง่าราศีตลอดจนบุคลิกสูงส่งเฉพาะตัวที่แผ่ออกมาทั่วกายกลับดูไม่ธรรมดาแม้แต่น้อย
“อวิ้นพิง เ้ากลับมาแล้ว! ท่านแม่รอจนเริ่มร้อนใจหน่อยๆ แล้วนะ!”
“สะใภ้สี่ ถึงกับให้ท่านต้องมาต้อนรับด้วยตัวเองเช่นนี้ ข้านี่ไม่ไหวเลยจริงๆ”
เจี่ยนซื่อกล่าวเสียงเบาแล้วเข้าไปกุมมือสตรีสูงศักดิ์ผู้นั้นไว้ ขณะที่อีกฝ่ายยิ้มรับด้วยความยินดี เห็นชัดว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองสนิทสนมกลมเกลียวกันยิ่ง
“น้าสะใภ้สี่ ไม่รู้จักหลิงเอ๋อร์แล้วหรือเ้าคะ”
เมื่อเห็นเหยียนจื่อหลิงก้าวเข้าไปคารวะสตรีสูงศักดิ์ เหยียนจื่อม่อก็ทำตามโดยเลียนแบบท่าทางโค้งคำนับของนาง แม้ว่ามือไม้จะดูเก้งก้างไปบ้าง แต่ไม่ได้ผิดเพี้ยนมากนัก จุดนี้ทำให้เจี่ยนซื่อค่อนข้างพอใจทีเดียว
...นางมาจวนตระกูลเจี่ยนคราวนี้ เื่ที่กังวลที่สุดคือบุตรสาวจะทำตัวไม่เหมาะสมจนได้รับความอับอาย ทว่าตอนนี้ดูเหมือนตนจะกังวลเกินไปเอง ในเวลาสั้นๆ บุตรสาวทำได้ถึงขั้นนี้นับว่าไม่ง่ายแล้ว
ฮูหยินสี่ตระกูลเจี่ยนเป็คนในราชวงศ์จึงมีนิสัยละเอียดอ่อนและมีบุคลิกสง่างามเฉพาะตัว มิฉะนั้นตอนนั้นคงไม่อาจแต่งเข้าตระกูลเจี่ยนได้ “นี่คงเป็ม่อเอ๋อร์กระมัง! วันหน้าต้องมาหากันบ่อยๆ แล้ว เด็กสาววัยดอกไม้ตูมเช่นนี้อย่าได้หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน ประเดี๋ยวจะล้มป่วยเอาได้”
เหยียนจื่อม่อย่อมไม่นำคำพูดของนางมาคิดจริงจัง แม้ว่าจะฟังดูจริงใจแต่ออกจะกระตือรือร้นไปเสียหน่อย ในทางกลับกันจึงดูเสแสร้งเกินงามอยู่บ้าง เพียงแต่นางอ่อนาุโกว่า ยามนี้ได้แค่ก้มหน้ายิ้มน้อยๆ แสดงท่าทีเขินอายไปอย่างนั้น
“สะใภ้สี่อย่าได้เอาใจนางเกินไปนักเลย นางหน้าบางจะแย่”
เจี่ยนซื่อพูดพลางดึงมือเหยียนจื่อม่อเข้ามาใกล้ ฮูหยินสี่จึงยิ้มๆ ก่อนจะหันไปคุยเื่อื่นกับนางแทน ซึ่งไม่พ้นเื่เทศกาลปีใหม่กับเื่สัพเพเหระภายในเรือน
บิดามารดาของเจี่ยนซื่อยังมีชีวิตอยู่ ทว่าท่านเ้ากรมกำลังต้อนรับแขกอยู่เรือนหน้า นางจึงไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าที่เรือนของอีกฝ่ายก่อน โดยมีบ่าวเฒ่าและสาวใช้ทั้งหลายติดตามไปด้วย
ฮูหยินผู้เฒ่าฉินซื่อเป็คนมีหน้าตาอ่อนโยนใจดี เมื่อนางเห็นเหยียนจื่อม่อ ดวงตาพลันฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย แม้จะยังรู้สึกไม่แน่ใจนัก ทว่าใบหน้านั้นเหมือนบุตรสาวของตนมากจริงๆ โดยเฉพาะปิ่นหยกซึ่งประดับอยู่บนมวยผม ทำให้อดนึกถึงภาพของบุตรสาวตอนยังไม่ออกเรือนไม่ได้
“เ้าคือม่อเอ๋อร์กระมัง!”
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฮูหยินผู้เฒ่าฉินซื่อถึงลุกจากเก้าอี้ ก่อนจะมายืนอยู่ตรงหน้าเหยียนจื่อม่อ นางค่อยๆ ยื่นมือออกไป ท่าทางราวกับจะประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้น
แม้ว่าเหยียนจื่อม่อจะรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ไม่ได้แสดงออก นางจำได้ว่าชาติก่อนฮูหยินผู้เฒ่าอาจรักเอ็นดูนางก็จริง ทว่ากลับไม่ได้แสดงออกต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ ยามนี้เกิดอะไรขึ้นกันล่ะนี่
เชิงอรรถ
^ โครงสร้างเรือนสมัยโบราณของจีน แบ่งเป็นเขตเรือนหน้ากับเรือนหลัง ประตูฉุยฮวาเป็นประตูเข้าเรือนหลังอันเป็นเขตที่พักของสตรี