ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 84 ภายในสามปี ฉันจะสังหารไอ้แก่คนนี้ให้ดู!

            การได้เห็นกับตาว่าเขาฆ่าจ้าวมู่เสวี่ยแล้วยังรับลูกของเธอมาเลี้ยงดูข้างกายเหมือนลูกในไส้จนเติบโตแต่เพราะไม่อาจก้าวข้ามความรู้สึกผิดในใจได้จึงทำได้เพียงปฏิบัติกับเด็กคนนั้นในฐานะศิษย์เอกสืบทอดวิชาเท่านั้น

            เจียงจืออวี๋ไม่ใช่ว่าไม่เคยคิดจะแก้แค้นให้จ้าวมู่เสวี่ยแต่กว่าที่เธอจะเปลี่ยนมาฝึกวิถียุทธ์พลังเลือดจนมีกำลังพอจะล้างแค้นได้หวังเหมิ่งก็ตายไปเสียแล้ว

            เมื่อความแค้นไม่มีที่ให้สะสางนานวันเข้าเรื่องนี้จึงกลายเป็นจิตมารในใจของเจียงจืออวี๋

            “เจ้าตัวเล็กนั่นเป็นเด็กดีมากเลยนะ”

            “ไม่ค่อยก่อเรื่อง แถมพรสวรรค์ในการฝึกฝนยังสูงมากด้วย”

            “เธอเข้าใจโลกมากกว่าเด็กวัยเดียวกันบางครั้งกลับจากโรงเรียนยังแอบเก็บดอกไม้ข้างทางมาฝากฉันเลย”

            ไป๋ฉางเซิงไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่าแต่น้อยครั้งนักที่เขาจะได้เห็นความอ่อนโยนแบบแม่คนปรากฏบนใบหน้าของเจียงจืออวี๋ทั้งที่ตอนนี้เธอดูเยาว์วัยมากก็ตาม

            หลังจากได้รับรู้ต้นสายปลายเหตุจากปากของเธอไป๋ฉางเซิงก็พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมก่อนหน้านี้เธอถึงเสียการควบคุมถึงขั้นเปิดฉากโจมตีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจด้วยท่าไม้ตายตั้งแต่เริ่ม

            เพราะรักจึงอยากปกป้องแม้การลงมือช่วยจะดูไร้สติไปบ้าง แต่มันก็สมเหตุสมผลในแง่ของความรู้สึก

            อารมณ์ของมนุษย์นั้นซับซ้อนและยากจะควบคุมเสมอ

            เรื่องนี้ต่อให้ชาติก่อนเจียงจืออวี๋จะเป็นถึงจักรพรรดินี เธอก็ไม่อาจละเว้นกฎเกณฑ์นี้ได้

            และเหตุการณ์นี้ก็พิสูจน์ให้เห็นอย่างหนึ่งว่า‘เจ้าตัวเล็ก’ ที่เธอพูดถึงคือจุดอ่อนที่ใครก็ห้ามแตะต้อง

            “แต่ทำแบบนี้ ไอ้หวังเหมิ่งนั่นคงจะจองเวรเธอไปด้วยอีกคนแล้วล่ะ”

            ไป๋ฉางเซิงไม่ได้วิจารณ์ว่าสิ่งที่เธอทำถูกหรือผิดเพราะหากไม่เคยผ่านความทุกข์แบบเขา ก็อย่าริอ่านไปสอนให้ใครเมตตา

            แต่ความจริงคือหวังเหมิ่งยังอยู่ตรงนั้นและเขาก็เป็นตัวตนที่พวกเธอในตอนนี้ยังต่อกรไม่ได้ โหวแห่งยุทธ์ระดับสูงน่ะถ้าคิดจะปองร้ายขึ้นมาจริงๆ ต่อให้คณบดีเฉียนจะคุ้มกันเธอตลอดเวลาแต่หากพลาดพลั้งเพียงนิด ด้วยพลังรบของเขากับเธอตอนนี้ย่อมไม่มีทางต้านทานได้เลย

            “แบบนั้นแหละดีที่สุดแล้ว”

            เจียงจืออวี๋พึมพำออกมาแววตาไหววูบคล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่าง

            ทว่าไป๋ฉางเซิงกลับสัมผัสได้ถึงความพลุ่งพล่านในใจของเธอ

            “จะไปกลัวทำไมล่ะ ก็แค่โหวแห่งยุทธ์ระดับสูงไม่ใช่เหรอ?”

            “มาหาเรื่องเราก็ดี จะได้ช่วยแบ่งเบาแรงกดดันจากตาแก่กับเด็กคนนั้นด้วย”

            “ภายในสามปี ฉันจะสังหารไอ้แก่คนนี้ให้ดู!”

            ไป๋ฉางเซิงเองก็ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงมีความคิดแบบนี้หรือทำไมถึงยอมบ้าไปกับเจียงจืออวี๋

            อาจเป็นเพราะวิญญาณที่ถักทอเข้าด้วยกันหรืออาจเป็นเพราะระบบที่มอบความมั่นใจให้เขาอย่างเต็มเปี่ยม

            ในความเป็นจริงโหวแห่งยุทธ์ระดับสูงสำหรับเขาในตอนนี้ก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อมขนาดนั้น

            ไม่ว่าจะเป็นเขาหรือเจียงจืออวี๋การก้าวข้ามระดับโหวแห่งยุทธ์ไปนั้นเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้นต่างกันแค่ว่าจะช้าหรือเร็ว

            ทว่าคำพูดนี้กลับทำให้เจียงจืออวี๋ต้องเหลียวมองเขาด้วยความแปลกใจเธอคงคาดไม่ถึงว่าไป๋ฉางเซิงจะเอ่ยประโยคนี้ออกมา

            ทั้งคนและงูสบตากันเจียงจืออวี๋ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่จู่ๆ เธอก็แย้มยิ้มออกมา

            จะว่าไปตั้งแต่ทั้งคู่พบกันมา ไป๋ฉางเซิงแทบไม่เคยเห็นเจียงจืออวี๋ยิ้มจริงๆ จังๆ เลย

            และรอยยิ้มในครั้งนี้ดูจะต่างจากครั้งก่อนๆ

            มันแฝงไปด้วยความปล่อยวางและดูเบาสบายขึ้นอย่างประหลาด

            ............

            เช้าตรู่วันถัดมายามที่ขอบฟ้าเพิ่งเริ่มปรากฏแสงรำไรทุกคนก็มารวมตัวกันที่ลานกว้างในเมืองผู้ฝึกยุทธ์

            และเป็นครั้งแรกที่เหล่านักศึกษาจากสิบมหาวิทยาลัยสายต่อสู้ชั้นนำได้เผชิญหน้ากันอย่างครบถ้วน

            บนใบหน้าที่ยังมีความเยาว์วัยนั้นต่างเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังและเจตจำนงที่จะคว้าชัยในเส้นทางข้างหน้า

            เป็นระยะๆที่สายตาหลายคู่มักจะเหลือบมองไปยังกลุ่มนักศึกษาสุ่ยมู่และหยุดค้างอยู่ที่ร่างของเด็กสาวผมหางม้าคนนั้นนานเป็นพิเศษ

            เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตระดับโลกแต่มันก็ไม่ได้เล็กจนคนมองข้ามอย่างน้อยมันก็แพร่กระจายไปทั่วในหมู่นักศึกษาเหล่านี้แล้ว

            แม้ไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังแต่ชื่อของ ‘เจียงจืออวี๋’ ก็ได้ประทับลงในใจของทุกคนอย่างลึกซึ้ง

            ช่วยไม่ได้ที่เธอจะดูโดดเด่นเพราะคนที่อยู่ที่นี่เกือบทั้งหมดคือนักศึกษาปีสองหรือปีสามการที่เฟรชชี่ปีหนึ่งอย่างเจียงจืออวี๋มายืนปะปนอยู่ด้วยจึงดูขัดตาและน่าสนใจไม่น้อย

            ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อประกอบกับทักษะยุทธ์ระดับนภาเพียงท่าเดียวที่เกือบจะคร่าชีวิตนักศึกษาจากนครปีศาจไปได้แล้วรูปลักษณ์ที่งดงามเหนือใครของเธอจึงกลายเป็นจุดเด่นที่ถูกมองข้ามไปโดยปริยาย

            เหล่านักศึกษาไม่ได้รอนานนักคณบดีเฉียนก็เอ่ยปากสั่งให้เริ่มออกเดินทาง

            ในที่แห่งนี้เขาแข็งแกร่งที่สุดอีกทั้งสถานะของสุ่ยมู่ก็สูงส่งเหนือใครทุกคนจึงเคารพและเชื่อฟังคำสั่งของเขาอย่างไม่มีข้อกังขา

            ที่น่าสังเกตคือวันนี้หวังเหมิ่งไม่ได้ดูน่าเกรงขามเหมือนเมื่อวานบนใบหน้าของเขามีรอยแผลใหม่เพิ่มขึ้นมา ดูปราดเดียวก็รู้ว่าถูกสัตว์อสูรทำร้าย

            มีคณบดีจากมหาวิทยาลัยอื่นที่ไม่รู้เรื่องเผลอไผลเข้าไปถามด้วยความห่วงใยแต่กลับถูกหวังเหมิ่งปัดรำคาญโดยอ้างว่าเมื่อคืนแอบไปฝึกฝนที่ทุ่งร้างมา

            พูดจบหวังเหมิ่งก็เหลือบมองคณบดีเฉียนแวบหนึ่ง

            เขามั่นใจเหลือเกินว่าไอ้สัตว์อสูรที่บุกเข้าไปในห้องเขาตอนกลางดึกเมื่อคืนต้องเป็น‘ซวนหนีหยกทมิฬ’ ของตาแก่คนนี้แน่ๆแต่ในเมื่อไม่มีหลักฐาน เขาจึงต้องจำใจกลืนเลือดรับกรรมนี้ไปเงียบๆ!

            ส่วนคณบดีเฉียนกลับทำสีหน้าเรียบเฉยพลางเร่งให้นักศึกษาของสุ่ยมู่รีบขึ้นรถออกเดินทาง

            “กฎเกณฑ์ของแดนเร้นลับแห่งนี้สมบูรณ์เกินไปพวกเราไม่สามารถเข้าไปคุ้มกันพวกเธอข้างในได้”

            “เข้าไปแล้วต้องระวังความปลอดภัยของตัวเองให้ดี”

            “ทางที่ดีควรจับกลุ่มสองสามคน อย่าแยกตัวไปทำอะไรคนเดียว”

            “ถ้ามีคนจากมหาวิทยาลัยอื่นมาหาเรื่องหรือแย่งชิงสมุนไพรวิญญาณให้ใช้กำไลต่อสู้บันทึกภาพไว้”

            “รอออกมาเมื่อไหร่ ฉันจะไปคิดบัญชีกับพวกมันทีละคนเอง ”

            ในฐานะคณบดีของมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งแห่งเทียนเฉาคำพูดของคณบดีเฉียนนั้นดุดันเฉียบขาดและสองประโยคสุดท้ายนั้นเห็นได้ชัดว่าตั้งใจบอกเจียงจืออวี๋โดยเฉพาะ

            เจียงจืออวี๋ไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ

            ทว่าคำพูดของคณบดีเฉียนก็เป็นแค่การย้ำเตือนเท่านั้น

            ด้วยความแข็งแกร่งของเจียงจืออวี๋ในระดับเดียวกันตราบใดที่ไม่ใช่พวกที่ก้าวเข้าสู่ระดับแม่ทัพยุทธ์ไปแล้วผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามทั่วไป ต่อให้เป็นระดับสามระดับสูง ก็ยากจะต้านทานเธอได้เกินยี่สิบกระบวนท่า

            และถ้าเจียงจืออวี๋เกิดมีเจตจำนงสังหารขึ้นมาจริงๆการเผด็จศึกก็จะยิ่งรวดเร็วกว่านั้นหลายเท่า

            ดังนั้นแทนที่จะห่วงว่าเจียงจืออวี๋จะถูกปองร้ายสู้มาลุ้นดีกว่าว่าถ้าพวกนครปีศาจกล้ายื่นมือมาหาเรื่องจริงๆตอนจบเรื่องพวกนั้นจะหาทางลงยังไง

            รถหุ้มเกราะแล่นผ่านทุ่งร้างไปนานกว่าสองชั่วโมงเป็นระยะทางกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบกิโลเมตร

            โชคดีที่ยังมีถนนที่สร้างไว้ตั้งแต่ก่อนยุคมหาวิบัติทำให้ประหยัดเวลาและลดอุปสรรคไปได้มาก

            เมื่อทัศนียภาพเบื้องหน้าเปิดกว้างทุกคนก็ได้เห็นวงรัศมีแสงสีสันตระการตาที่อยู่ไม่ไกล

            มันเป็นวงแสงรูปวงรีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสิบห้าเมตรลอยเด่นอยู่เหนือพื้นดินประมาณสามเมตร

            มองด้วยตาเปล่าไม่อาจเห็นสิ่งที่อยู่อีกฟากฝั่งได้แต่ทุกคนรู้ดีว่ามันคือประตูที่เชื่อมต่อกับอีกโลกหนึ่ง

            จะว่าไปแดนเร้นลับเหล่านี้ปรากฏขึ้นพร้อมๆ กับยุคพลังฟื้นฟู

            ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีการค้นพบแดนเร้นลับทั่วโลกไปแล้วทั้งสิ้น 1,382 แห่งเฉพาะในเทียนเฉาเพียงอาณาจักรเดียวก็มีถึง 221 แห่ง

            และยังมีแดนเร้นลับใหม่ๆทยอยผุดขึ้นและถูกค้นพบตามกาลเวลาที่ล่วงเลยไป

            ซึ่งแดนเร้นลับแต่ละแห่งย่อมมีความหมายและคุณค่าที่แตกต่างกัน

            จากการสำรวจที่ผ่านมาแดนเร้นลับถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ

            แดนเร้นลับพลังปราณแดนเร้นลับสืบทอด แดนเร้นลับแตกสลาย และแดนเร้นลับทรัพยากร

            และที่พวกเขากำลังจะก้าวเข้าไปในวันนี้ก็คือ‘แดนเร้นลับทรัพยากร’ นั่นเอง!

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน