เรื่องฝีมืออันเยว่ย่อมเชื่อเป็นธรรมดา อีกอย่าง อาหารที่นางเคยกินนั้น เกรงว่าในราชวงศ์ต้าโจวแห่งนี้ไม่มีใครเคยกินมาก่อนแน่นอน
หากว่ากันจริง ๆ ฝีมือของนางอย่าว่าแต่สิบปี ต่อให้กินไปจนถึงสามสิบปีก็ทำได้สบาย ๆ
ร้านอาหารยุคสมัยนี้สามารถทำเงินได้มาก ถึงจะต้องการผลประโยชน์ห้าส่วน ก็นับได้ว่าสมเหตุสมผล
“ข้ารู้ว่าเจ้ามีความสามารถบางอย่างจริง แต่ผลประโยชน์ห้าส่วนนี้ออกจะ…”
“ข้าให้เวลาเจ้าตรึกตรองสามวัน หากรอครึ่งเดือน เกรงว่าข้าคงเปิดร้านอาหารเองเสียก่อนแล้ว อ้อจริงด้วย หากตอนนั้นข้าเบียดบังครอบครัวของเจ้าจนอยู่ไม่ได้ ก็อย่ามาร้องไห้อ้อนวอนให้ข้าหาทางรอดให้ก็แล้วกัน”
อันเยว่โบกมือ ซูจือฉือกำลังจะเข็นอันเยว่ออกไป แต่กลับถูกชูชิงเฟิงจับรถเข็นของอันเยว่ไว้เสียก่อน
“เดี๋ยว”
ชูชิงเฟิงขมวดคิ้ว นางนึกไม่ถึงว่าฝีมือและความคิดบางอย่างของอันเยว่จะมีค่าถึงห้าส่วน เมื่อคำนวณจากผลประกอบการของหอจู้เหอในตอนนี้ ผลประโยชน์ห้าส่วนถือว่าไม่น้อยทีเดียว
“เหตุใดถึงแน่ใจว่าหากเจ้าเปิดร้านอาหาร ร้านของข้าต้องปิดกิจการ?”
อาศัยแค่อาหารสามอย่างนี้ไม่มีทางหรอก
อันเยว่อดหัวเราะไม่ได้ จะพิสูจน์อย่างไรล่ะ หรือว่าต้องให้นางบอกรายการอาหารในสมองออกมาก่อนหนึ่งรอบ?
แบบนี้ไม่เท่ากับมอบแรงบันดาลใจให้นางเปล่า ๆ หรอกหรือ แค่ฟังชื่อรายการอาหารก็เดาวิธีทำได้แล้ว เช่นนี้ลูกคิดรางแก้วของอันเยว่ก็ทำงานแย่น่ะสิ
“ภรรยาของข้าไม่เคยทำอาหารซ้ำสักมื้อตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา”
ซูจือฉือเอ่ยขึ้นช้า ๆ น้ำเสียงสบาย ๆ ของเขากลับมีน้ำหนักพอ ๆ กับเงินจำนวนมาก และกดทับร่างของชูชิงเฟิง
ในรายการอาหารของหอจู้เหอ เมื่อรวมกันแล้วมีอาหารเพียงสิบกว่าอย่าง ถึงแม้จะไม่เปลี่ยนทุกวัน แต่ก็สามารถกินครบทุกอย่างภายในไม่เกินสิบวัน
สามสิบวัน หากอาหารสามมื้อไม่ซ้ำกันละก็…
“อาหารเช้าก็ไม่ซ้ำเช่นกัน”
ซูจือฉือยิ้มเล็กน้อยและพยักหน้าเบา ๆ ตลอดหนึ่งเดือนนี้อันเยว่ทำให้พวกเขาตกใจมากจริง ๆ นึกไม่ถึงว่านางจะเป็นพวกคมในฝัก
ก็แค่อาหารเช้าไม่ซ้ำกันเป็นเวลาสามสิบวัน ทว่าอาหารเช้าของหอจู้เหอมีเพียงสามสี่อย่างนี่สิ
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว หอจู้เหอไม่นับว่าเป็นอะไรได้เลย หากปล่อยให้อันเยว่เปิดร้านอาหารในเมืองฮวาตูจริง เกรงว่าร้านอาหารอื่น ๆ คงไม่รอด
“สามสิบวัน…”
“นี่แค่เริ่มต้น อีกสามสิบวันข้างหน้าข้ายังคงรับรองว่ามันจะไม่ซ้ำ และนี่เป็นการคำนวณขั้นต่ำ”
อันเยว่เผยสีหน้าลำพองใจออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก นางเอนกายพิงเก้าอี้แล้วยิ้มมองดูชูชิงเฟิงที่ทำอะไรไม่ถูก
หากนางมีความสามารถแบบนั้นจริง เช่นนั้นนางก็ไม่นับได้ว่าเป็นอะไรจริง ๆ
หอจู้เหอย่อมกลายเป็นที่ขบขัน!
“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่พวกเจ้าพูดเป็นความจริงหรือเท็จ?”
“แน่นอนว่าต้องลงนามสัญญา มิเช่นนั้น ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าทำเงินได้เท่าไหร่?”
“นี่…”
“ข้าสามารถให้เจ้าลองดูสิบวัน เพียงสิบวันเจ้าก็น่าจะรู้แล้วว่าข้าสร้างผลกระทบขนาดนั้นได้จริงหรือไม่”
อันเยว่มองท่าทางมึนงงของชูชิงเฟิง นางอาจไม่รู้ว่าเหตุใดอันเยว่ถึงพูดแบบนั้น แต่อันเยว่ยังคงพูดต่อ “ข้าให้เวลาเจ้าตรึกตรองสามวัน เมื่อเจ้าคิดได้แล้วสามารถติดต่อข้าได้ทุกเมื่อ”
พูดจบอันเยว่มองไปที่ซูจือฉือ ซูจือฉือเดินไปหยิบกระดาษกับพู่กันจุ่มหมึกในทันที ขณะที่เขากำลังจะเขียนตัวอักษร จู่ ๆ ประตูก็ถูกถีบเปิดออกจากด้านนอก
คนงานสองคนที่ประตูทางเข้าดึงอีกฝ่ายไว้แต่ไม่สำเร็จ ได้แต่มองชูชิงเฟิงด้วยสีหน้าจนปัญญา
“อันเยว่!”
“เจ้าคิดจะทำอะไร? หรือว่าเจ้าต้องการขายจือฉืออีกแล้ว? หนำซ้ำยังให้เขาเขียนสัญญาขายร่างกายด้วยตัวเองด้วย?”
เซียวสิงเยี่ยนก้าวมาข้างหน้าอย่างรวดเร็วแล้วคว้าข้อมือซูจือฉือ เพราะกลัวซูจือฉือจะทำการขายร่างกายตัวเอง
“พวกเจ้าสองคนมาได้อย่างไร?”
“สองคนนี้คือ…”
ชูชิงเฟิงไม่เคยเจอบุรุษที่กล้าหาญขนาดนี้มาก่อน ยามนี้นางตกใจจนนิ้วมือเริ่มสั่น
“ต้องขออภัยจริง ๆ สองคนนี้คือสามีใหญ่และสามีคนที่สามของข้า ข้าก็ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดเขาถึงมาหาข้าที่นี่ เรายังคุยกันไม่จบ ข้ายังไม่ได้เขียน…”
อันเยว่พูดจบก็กำลังจะไปหยิบกระดาษ ทว่า นางยังไม่ทันได้แตะกระดาษก็ถูกเซียวสิงเยี่ยนแย่งไปฉีกเป็นชิ้น ๆ และโยนใส่อันเยว่
“ไยเจ้าถึงไร้คุณธรรมได้ขนาดนี้? หากไม่ได้จือฉือดูแลเจ้าในช่วงนี้ เจ้าจะสบายแบบนี้รึ?”
“เนรคุณชั่วช้า”
มิสู้ให้กู่หยางเงียบจะดีกว่า เพียงเขาเอ่ยปากก็ทำให้อันเยว่เสียหน้าแล้ว
“ก่อนหน้านี้ขายจือฉือครั้งหนึ่งยังไม่พอ นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะขายเขาอีกหน หากบอกว่าก่อนหน้านี้เจ้าไม่มีเงินถึงได้ขายเขา แม้ว่ามันจะไร้มนุษยธรรม แต่อย่างน้อยก็ถือว่ามีเหตุผล ยามนี้เจ้ามีเงินแล้ว เหตุใดยังต้องขายเขาอีก?”
“อันที่จริง ข้า…”
“เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ข้าไม่อยากฟังข้ออ้างของเจ้า!”
เจ้าบ้านี่เป็นอะไรของเขา?
อันที่จริง เมื่อลองคิดให้ดี ที่จริงแล้วบางครั้งเวลาที่สตรีโกรธก็ไม่ต่างอะไรกับบุรุษผู้นี้
“เจ้าจนคำพูดแล้วใช่หรือไม่?”
“…”
อันเยว่ลูบคลำหน้าผากตัวเองเล็กน้อย เห็นอยู่ว่าเจ้าไม่ให้ข้าพูด ยามนี้กลับโทษที่ข้าไม่พูดเสียอย่างนั้น?
“ฮูหยิน…”
“จือฉือ เจ้าออกไปกับพวกเขาก่อน ข้ายังมีเรื่องต้องคุยกับเถ้าแก่ชูอีกสองคำ”
“ได้”
หลังจากพยักหน้าน้อย ๆ ก็ถูกเซียวสิงเยี่ยนลากออกไปแทบจะในทันที อันเยว่หัวเราะอย่างช่วยไม่ได้
“ขออภัยด้วย เป็นที่ขบขันของทุกคนแล้ว”
ไม่เคยมีสามีบ้านไหนที่สามารถโวยวายภรรยาซึ่งหน้าเช่นนี้ อีกอย่าง คราวนี้ยังทำต่อหน้าคนนอก ไม่ไว้หน้าอันเยว่เลยสักนิด
“นี่เป็นที่อยู่ของบ้านข้า หากเจ้าคิดได้แล้วก็ไปหาข้าที่บ้านได้เลย”
เมื่อพูดสิ่งที่ควรพูดไปหมดแล้ว อันเยว่จึงโบกมือให้คนงานข้างนอก “รบกวนช่วยเข็นข้าออกไปที”
เมื่อถูกเข็นออกมาจากหอจู้เหอและเห็นรถม้าซึ่งจอดอยู่ข้างทาง อันเยว่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก หากเซียวสิงเยี่ยนไล่รถม้ากลับเพราะโกรธ นางซึ่งต้องการกลับบ้าน กว่าจะถึงคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองชั่วยาม ฝ่ามือของนางคงพองแน่ ๆ
อันเยว่เคาะประตูรถม้า ซูจือฉือลงจากรถเพื่อประคองอันเยว่ขึ้นไป และให้นางนั่งลงด้านใน
“คิดว่าเจ้าจะเปลี่ยนแปลงแล้วเสียอีก ดูเหมือนว่าสันดานเดิมยากจะเปลี่ยนจริง ๆ!”
“เซียวสิงเยี่ยน เจ้าพอได้แล้ว!”
อันเยว่สะกดอารมณ์เสมอมา เดิมทีนางคือนักโทษที่ทำผิดซ้ำซาก จึงเป็นธรรมดาที่จะถูกคนสงสัย
แต่ไม่ให้นางได้อธิบายนี่ออกจะมากเกินไปแล้วจริง ๆ
“ข้าไม่ได้คิดจะขายจือฉือสักหน่อย เมื่อครู่จือฉือแค่ต้องการเขียนที่อยู่บ้านเราให้กับชูชิงเฟิง พวกเจ้าก็เข้ามาต่อว่าใส่หน้าข้าฉอด ๆ เสียแล้ว แบบนี้ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?”
“เขียนที่อยู่หรือ?”
“ว่าไงนะ”
เซียวสิงเยี่ยนและกู่หยางมองหน้ากัน ไม่มีใครเชื่อว่าอันเยว่จะปล่อยโอกาสดี ๆ ขนาดนี้ไปง่าย ๆ ได้อย่างไร?
“ใช่ เขียนที่อยู่ แต่พวกเจ้ากลับไม่ฟังข้าอธิบาย แบบนี้ข้าจะสู้หน้าคนอื่นได้อย่างไร? วันนี้กลับไปต้องเปิดประชุม!”
“ประชุม?”
ในขณะนี้ซูจือฉือขึ้นมาบนรถ เขาได้ยินทุกอย่างที่ทุกคนคุยกันเมื่อครู่ ยามนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาเจิดจรัสอย่างมาก และคิดว่าในที่สุดครอบครัวก็น่าสนใจขึ้นบ้างแล้ว