เช้าวัดถัดมา หลิวอี้ยังไม่อาจลืมความรู้สึกต่อหญิงสาวผู้นั้นได้ มันทำให้เขาไม่มีสมาธิปรุงโอสถ จึงต้องขอบิดาไปดูแลหน้าร้านขายยาแทน ทำให้หลิวฟงแปลกใจเป็อย่างมาก พอสอบถามออกไปหลิวอี้เพียงถอนหายใจ พร้อมบ่นออกมาว่าตัวเขานั้นขี้ขลาดเกินไป แล้วก็เดินออกไปที่ร้านขายยาปล่อยให้พ่อของเขายืนมึนงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับบุตรชาย แต่ไม่ถึงอึดใจหลิวฟงก็หัวเราะออกมาก่อนจะส่ายหัวให้กับความรู้สึกของบุตรชาย ที่เขาพอจะเข้าใจอาการดี
หลิวอี้และหลิวหนานช่วยกันดูแลร้านขายยา โดยมีญาติพี่น้องในตระกูลช่วยอีกแรง แต่ถึงอย่างนั้นหลิวอี้ก็เลือกไปยืนขายของด้วยตัวเอง เพียงหวังเล็ก ๆ ว่า หญิงสาวที่เขาได้พบเจอในเมื่อวันวาน จะกลายมาเป็ลูกค้าของเขาบ้างก็ยังดี ขอเพียงได้พบอีกครั้งมันก็ทำให้เขาพอใจแล้ว เพราะครั้งนี้เขาจะใช้ความกล้าทั้งหมดเพื่อถามชื่อของนาง การค้าขายของหลิวอี้ยังเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่ได้จับจองลำดับการซื้อไว้แล้ว โดยแผ่นป้ายไม้แกะสลักเหล่านี้ จะถูกแจกจ่ายให้หลังเทียงวัน หากใคร้าซื้อสินค้าให้มาร้องขอรับพวกมันไว้ได้ โดยมีการแจกแผ่นไม้ให้จับจองก่อนเวลาเกินไปถึง 3 วัน วันละ 500 ลำดับ บ่อยครั้งแค่เพียงแผ่นไม้แกะสลักของทางร้าน ก็ยังถูกนำไปสร้างรายได้ให้ผู้คนมากมาย ที่ออกแรงมาจับจองแผ่นไม้แล้วนำไปขายต่อผู้อื่น ซึ่งทางร้านก็ทราบดี แต่ถือว่าเรืองเหล่านี้มันเป็ไปตามอุปสงค์และอุปทาน จึงเห็นว่าไม่ใช่เื่อันสำคัญอันใดที่ต้องเข้าไปจัดการ
“หมายเลข 13 เชิญที่ช่องสั่งสินค้า 1 หมายเลข 14 เชิญที่ช่องสั่งสินค้า 2” เสียงเด็กชายวัย 10 ปี เอ่ยขานเสียงดังฟังชัด ซึ่งก็คือเสียงของหลิวหนาน น้องชายของหลิวอี้นั่นเอง ไม่นานก็มีลูกค้าถือแผ่นป้ายไม้แกะสลักลายหมายเลขตามที่เรียกขานโดยมีสัญลักษณ์ตามลวดลายประจำวันของร้านมาวางแสดงเป็หลักฐาน
“ข้า้า สุราอิงเถา สือหลิว เถาจึ อย่างละ 10 ขวด เม็ดโอสถบ่มเพาะปราณพิภพขั้นปลาย 20 เม็ด ระดับภูผาขั้นต้น 10 เม็ด และเม็ดโอสถทะลวงระดับภูผา 5 เม็ด”
เสียงชายหนุ่มเ้าของแผ่นป้ายหมายเลข 13 กล่าวเสียงดังราว้าบอกให้ผู้คนรอบข้างรับรู้ว่าตัวเขานั้นได้สั่งซื้อสินค้าจำนวนมากเพียงใด ทั้งที่เขาสามารถส่งกระดาษรายการสั่งซื้อให้คนในร้านก็เพียงพอแล้ว ที่เขาทำเช่นนี้เพราะก่อนหน้าเขาสังเกตเห็นว่าหลายคนสั่งข้าวของเพียงเล็กน้อยราวกับคนยากคนจน มันทำให้เขาดูถูกบุคคลเ่าั้ พร้อมกับ้าประกาศศักดาให้ผู้คนรับรู้ว่าต้นสังกัดของเขานั้นใหญ่โตเพียงใด โดยหารู้ไม่ว่าสายตาเ่าั้ต่างดูถูกและส่ายศีรษะไปมาทันทีที่เ้าของหมายเลข 13 กล่าวจบ ไม่นานเสียงสุภาพลุ่มลึกประกอบด้วยมารยาที่ดีงามหลายส่วนของชายหนุ่มวัย 15 ปี ได้กล่าวออกมา
“เรียนท่านจอมยุทธ ท่านอาจจะยังไม่ทราบ ทางร้านของเราได้ตั้งกฎการซื้อสิ้นค้าไว้หลายเดือนก่อน โดยมีข้อกำหนดไว้ว่า สุราอิงเถา สือหลิว สามารถซื้อได้ครั้งละไม่เกิน 2 ขวด ส่วนเถาจึ นั้นสามารถซื้อได้เพียงขวดเดียว เพราะด้วยจำนวนสินค้าที่จำกัดจึงต้องกระจายสินค้าให้เพียงพอกับลูกค้าท่านอื่น หลังว่าคุณชายจะเข้าใจ”
ทันทีที่หลิวอี้พูดจบ เสียงหัวเราะขำขันของผู้คนรอบด้านก็ดังเข้าหูชายเ้าของหมายเลข 13 มันสร้างความอับอายต่อเขาหลายส่วนก่อนจะเปลี่ยนเป็ความเคืองโกรธจากผู้คนรอบด้าน แทนที่เขาจะลงกับคนอื่นแต่เขาเลือกที่จะระบายใส่ชายหนุ่มที่พูดบอกกล่าวเขาด้วยคำสุภาพแทน ราวกับว่าหลิวอี้เป็คนหักหน้าของเขาโดยไม่ระอายแก่ใจ
“เ้ามันจะมากไปแล้ว ข้าเสียเงินซื้อแผ่นป้ายนี้มาถึง 3 ตำลึง หากข้าซื้อของได้เล็กน้อยเช่นนี้มันไม่เกินเลยไปหน่อยหรือไง" ชายหนุ่มหมายเลข 13 ตะคอกใส่หลิวอี้ด้วยอารมณ์ แต่ถึงแบบนั้นหลิวอี้เพียงตอบกลับด้วยโทนเสียงเช่นเดิม
“เรียนคุณชาย แผ่นป้ายเหล่านี้ พวกเราแจกจ่ายโดยไม่มีมูลค่าทุกวันหลังเที่ยง เพียงคุณชายมาจับจองก็สามารถรับพวกมันได้ โดยไม่ต้องเสียสักตำลึง ดังนั้นแล้วข้อกำหนดของร้านเราถือเป็ที่สุด หวังว่าคุณชายจะเข้าใจ” ด้วยคำตอบของหลิวอี้มันทำให้ชายหนุ่มหมายเลข 13 ดูโง่เง่าเข้าไปอีก แต่เสียงหญิงสาวคนหนึ่งที่ลอยมาจากฝูงชน กลับทำให้ความอดทนของเขาขาดสะบัด
“ตัวโง่งมเช่นนี้ ยังมีอยู่อีกหรือ…” ถึงชายหนุ่มหมายเลข 13 จะหันกลับไปมองผู้คน แต่เขาก็ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็เสียงผู้ใด ความอับอายที่เกิดขึ้นยิ่งทวีเพิ่มขึ้น เขาจึงหันไปบันดาลโทสะกับชายหนุ่มวัย 15 ผู้ขายสินค้าแทน
“เ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือผู้ใด ข้าเยี่ยิ แห่งสำนักอีกาทอง หากเ้าไม่อยากตายก็จงขายสินค้าตามที่ข้ากล่าวออกไป” พร้อมกับชักกระบี่ออกมาข่มขู่ จริงอยู่ที่สังคมยุคนี้พลังอำนาจคือที่สุด ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้อ่อนแอย่อมเป็เหยื่อของคนที่แข็งแกร่งกว่า
“ท่านจอมยุทธ ถึงท่านจะข่มขู่ข้าไป แต่สำนักของท่านจะกลายเป็ขี้ปากชาวบ้านไปทั่ว ท่านพอใจแล้วหรือ ท่านโปรดไตร่ตรอง” หลิวอี้พยายามสงบอารมณ์เตือนอีกฝ่าย
“อย่ามาปากดีสั่งสอนข้า”
พร้อมกันนี้ด้วยความอับอายไหนเลยเขาจะยอมให้ผู้คนดูถูกอยู่ฝ่ายเดียว หากเขาสามารถทำให้ร้านขายยาเสียหน้าได้ ต่อให้ถูกผู้คนติเตียนก็นับว่าคุ้มค่า เพราะเป็ถึงผู้มีความกล้าที่จะต่อต้านกระแสผู้คน ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้นถึงจะเป็เ้า เขาจึงแท่งกระบี่หวังสร้างาแบนใบหน้าหลิวอี้ ด้วยรูปโฉมของอีกฝ่ายนั้นถึงจะยังไม่เติบโตเต็มวัยก็นับว่ามีความหล่อเหลา จนเยี่ยิเองก็บังเกิดความริษยา สู้ทำให้อีกฝ่ายเสียโฉมไปเลยจะดีกว่า อีกอย่างการมีาแที่หน้านั้นแสดงออกถึงความอ่อนแอที่ปล่อยให้ผู้อื่นย่ำยีได้ มันจะได้เป็ดังหลักฐานฝีมือความสามารถของเขา แต่ถึงอย่างนั้นเยี่ยิก็ต้องประหลาดใจ เพราะหลิวอี้ขยับมือรวดเร็วมากเพียงเสี่ยวลมหายใจ แผ่นป้ายหมายเลข 13 ก็ถูกหลิวอี้ยกขึ้นมาปัดปลายวิถีกระบี่ออกไป จนเยี่ยิต้องรีบชักกระบี่กลับมา
“ท่านช่างไร้อารยชนนัก ข้าไม่คิดต่อสู้ แต่ท่านกับโจมตีโดยไม่บอกกล่าว”
บัดนี้หลิวอี้หมดความอดทนกับลูกค้าคนนี้แล้ว ไหนจะอารมณ์ที่ขุ่นมัวจากวันก่อนลากยาวมาถึงวันนี้ แล้วในเวลานี้กลับต้องมาพบเจอลูกค้านิสัยเสีย ต่อให้เขาค้าขายมานานเกือบ 3 ปี พบเจอลูกค้ามากหน้าหลายตา บ่อยครั้งพบเจอคนพูดไม่รู้ฟัง แต่ครั้งนี้เขาไม่อดทนอีกต่อไป อาจเพราะความเืร้อนของวัย 15 ปี มันทำให้หลิวอี้นึกอยากสั่งสอนเยี่ยิขึ้นมา เพราะโดยปกติแล้วยามเมื่อมีคนมาก่อกวนเช่นนี้ตระกูลหลิวเพียงแสดงป้ายหยกของสมาคมยุทธหกดารา ก็สามารถยุติปัญหาต่าง ๆ ได้แล้ว เพราะร้านยาแห่งนี้เองก็ติด 1 ใน 10 ร้านยาชื่อดัง ทางสมาคมจึงมอบป้ายหยกให้เพื่อเป็เกียรติแก่ร้านค้า และยังใช้ป้ายหยกนี้แสดงอำนาจของสมาคมได้ยามเมื่อพบเจอปัญหา แต่ถึงแบบนั้น
“ในเมื่อท่าน้าแสดงฝีมือ ทำไมพวกเราไม่ออกไปต่อสู้วัดกันไปเลย ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ผู้คนมากมายจะได้เป็สักขีพยานต่อความสามารถของท่าน”
เมื่อหลิวอี้พูดออกมา ก็นับว่าสร้างความประหลาดใจต่อเยี่ยิและผู้คนที่ได้ยิน พวกเขาไม่นึกว่าชายหนุ่มที่ยังไม่เติบโตเต็มตัวเช่นนี้จะเลือกวิธีการเช่นนี้ได้ เพราะในภาพลักษณ์ชาวเมืองหลายคน ต่างคิดว่าหลิวอี้คือคุณชายที่ชอบออกป่าเก็บสมุนไพรไร้วิชายุทธ แต่เมื่อหลายคนมานึกทบทวน คุญชายหลิวท่านนี้ยอมกินดื่มโอสถบ่มเพาะมากกว่าผู้ใด ในเมื่อเขาเป็ผู้ผลิตพวกมันขึ้นมา ในเมื่อมีคนคิดเช่นนี้ได้ย่อมมีผู้คนคิดต่าง เพราะด้วยวิชายุทธแต่ละสำนักนั้นมีเอกลักษณ์และเชิงยุทธที่โดดเด่นแตกต่างกัน ไหนเลยคุณชายที่วัน ๆ เอาแต่ปรุงยาเก็บสมุนไพรจะมีความสามารถต่อสู้กับเยี่ยิซึ่งเป็ศิษย์ของสำนักอีกาทองแห่งแคว้นตี้ ซึ่งเป็ 1 ใน 5 สำนักชื่อดังของแคว้นนั้นได้
"ก็ได้…"
จากนั้นเยี่ยิก็เดินไปยังถนนหน้าร้านขายยา ผู้คนที่ได้ยินต่างถอยห่างเปิดทางจนกลายเป็วง จนเหมือนพวกเขาเข้ามาดูชมการแสดงข้างทาง เมื่อมีการเสนอให้มีการประลองเช่นนี้ จึงนับว่าเป็ที่พอใจต่อเยี่ยินัก มันทำให้ภาพลักษณ์อันธพาลก่อนหน้าของเขา สามารถแปรเปลี่ยนเป็การประลองเชิงยุทธที่มีเกียรติได้ จึงนับว่าดี
“เสี่ยวหนาน นำขาวน้อยมาให้ข้า” หลิวอี้พูดเสียงเรียบไปทางน้องชาย
“ขอรับท่านพี่”
หลิวหนานะโลงจากเก้าอี้ที่เขาไว้ต่อขายืนเรียกลูกค้าไปทางหลังตู้สมุนไพร ก่อนจะนำกระบี่ศิลาขาวออกมา ยามเมื่อกระบี่ถูกส่งถึงมือหลิวอี้ มันถูกชักออกจนเห็นโลหะเนื้อดีที่ถูกดูแลเป็อย่างดี จนสามารถมองเห็นคมที่แวววาว ด้ามจับถูกทำขึ้นจากกรอบหินอ่อนสีขาว มันถูกตรึงบนแก่นเหล็กเนื้อเดียวกับตัวกระบี่ โกร่งกระบี่เองก็ถูกแกะสลักจากหินอ่อนสีเดียวกับด้ามจับและปลอกเก็บหินอ่อนของมัน มีเพียงพู่ห้อยสีแดงเท่านั้นที่โดดเด่นบนปลายด้ามจับ ด้วยลักษณ์เช่นนี้มันจึงมีชื่อเรียกว่ากระบี่ศิลาขาว
ยามเมื่อหลิวอี้ถือกระบี่มายังท้องถนน แสงแดดช่วยทำให้กระบี่ในมือหลิวอี้และชุดสีขาวสะอาดที่เขาสวมใส่ ส่องสะท้อนต่อสายตาผู้คน จนเหมืองจอมยุทธน้อยฝ่ายธรรมะกำลังเผชิญหน้ากับฝ่ายอธรรม ด้วยทั้งรูปลักษณ์และวัยวุฒิ ตลอดจนเครื่องแต่งกาย ผู้คนที่กำลังเฝ้าดูชมการประลองต่างคิดไปในทางเดียวกัน ขนาดเยี่ยิยังอดนึกดูถูกตัวเองไม่ได้ ว่าเขามันเหมือนผู้ร้ายมากกว่าจอมยุทธเสียอีก เมื่อผู้คนต่างพิจารณาชายหนุ่มวัย 25 กับ 15 ปีแล้ว พวกเขาก็นึกเสียใจกับหลิวอี้แห่งตระกูลหลิวนัก เพราะด้วยวัยเพียงเท่านี้ต่อให้กินดื่มอาบแช่สมุนไพรเพียงใด พลังบ่มเพาะก็คงไม่เกินระดับภูผาขั้นกลาง แต่ส่วนของเยี่ยินั้นเขามีพลังถึงระดับภูผาขั้นสูงแล้ว ดูอย่างไรหลิวอี้ก็ไม่อาจจะเอาชนะได้
“ข้าหลิวอี้ แห่งตระกูลหลิว เช่นนั้นพวกเรามาเริ่มกันเถอะ”
หลิวอี้ไม่อยากพูดให้มากความ เขาจึงเปิดปากบอกอีกฝ่ายว่าเริ่มการประลอง พร้อมกับตั้งท่าร่างกระบี่พื้นฐาน ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปทดสอบอีกฝ่าย ด้วยการวาดฟันตรงตามรูปแบบกระบี่ทั่วไป เยี่ยิเพียงตวัดกระบี่ของตนปัดป้องออกไปราวกับปัดแมลงวัน ภาพเหล่านี้ทำให้ผู้ฝึกยุทธหลายคนส่ายหัวทันที เพราะดูอย่างไรหลิวอี้นั้นไม่มีทักษะวิชากระบี่ชั้นสูงเช่นอีกฝ่าย ทำให้เยี่ยินึกสงสารเลยพยายามจบการประลองให้รวดเร็ว
“อีกาจิกเหยื่อ”
เยี่ยิกล่าวชื่อทักษะวิชาของสำนักตน ซึ่งเป็กระบวนท่ารุกศัตรู เขาไม่ปล่อยให้หลิวอี้เปิดโอกาศโจมตีอีกต่อไป เขาขยับตัวเข้าใส่อีกฝ่ายเพื่อลดระยะของคมกระบี่ พร้อมตวัดกระบี่ในมือไปมาด้วยข้อมือเพื่อเร่งจังหวะ ราวกับนกกาพยายามโฉบจิกเหยื่อของมัน ทำให้หลิวอี้ต้องถอยหลังตั้งรับคมกระบี่ จนเหมือนเป็ฝ่ายเสียเปรียบ ซึ่งในสายตาของใครหลายคนเห็นเป็เช่นนั้น แต่ไม่ใช่กับเยี่ยิเพราะทุกครั้งที่เขาลงกระบี่เข้าใส่อีกฝ่าย พละกำลังของเขากับแผวเบาหายไป จนเหมือนไม่อาจสร้างภาระให้หลิวอี้ได้เลย กลับกันเพราะแท้จริงแล้วหลิวอี้เพียงใช้จังหวะเท้าที่ว่องไวกว่าผสานวิชามวยอ่อนตั้งรับผ่านท่าป้องกันกระบี่พื้นฐานเท่านั้น มันจึงช่วยสลายพลังของอีกฝ่ายพร้อมกับถ่ายลงสู่พื้นดินในทุกจังหวะก้าวเท้าแทน หลิวอี้เพียง้าทดสอบว่ามวยอ่อนกับกระบี่นั้นสามารถไปด้วยกันได้หรือไม่ นานเข้าคนที่ยืนลุ้นให้หลิวอี้พลาดก็เริ่มมึนงง ว่าทำไมเยี่ยิถึงฟันอีกฝ่ายไม่เข้าหรือเสียจังหวะสักที จนเยี่ยิจำต้องปรับเปลี่ยนทักษะวิชาใหม่เป็
“อีกาสะบัดหัว”
ท่านี้นั้นรุนแรงและรวดเร็วกว่าท่าก่อนหน้ามาก เพราะวงรัศมีคมกระบี่จะเปิดองศามากขึ้นทำให้แรงพลังสะสมของตัวกระบี่หนักและไวขึ้นตามไปพร้อมกับการเบียงตัวะโสลับไปมา เหมือนอีกาที่พยายามจิกและสะบัดเหยื่อของมัน แต่ถึงแบบนั้นหลิวอี้เพียงแค่เปลี่ยนองศากระบี่ในมือให้ได้ฉากเข้ารับคมกระบี่ของอีกฝ่าย ก่อนจะสลายพลังลงพื้นดินเช่นเดิม ทำให้เยี่ยิถึงกับอารมณ์เสียเมื่อยังเห็นว่าเขานั้นไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้เช่นเดิม
“นี่เ้ากำลังกวนประสาทข้าอยู่หรือ” เยี่ยิพูดขึ้นมา
“ข้าก็แค่ทดลองวิชาป้องกันเท่านั้น นานแล้วที่ข้าไม่ได้ประลองกระบี่กับใคร เมื่อท่านโจมตีมาข้าไหนเลยจะปล่อยโอกาสอันมีค่านี้หลุดลอย” ถึงหลิวอี้พูดไปตามตรง แต่มันเหมือนเปรียบว่าเยี่ยิเป็ดังหินลองเท้าให้หลิวอี้
“เ้าเด็กน้อย”
เมื่อโกรธเยี่ยิที่ไม่ได้ใส่พลังลมปราณเข้าไปก็เริ่มโคจรหลังปราณจากตันเถียรไปทั่วร่างกาย ทำให้ทุกจังหวะของเขาหนักแน่นยิ่งขึ้น จนหลิวอี้ต้องเกรงพลังมากขึ้นจนยากที่จะถ่ายเทพลังทั้งหมดได้ทัน
“เป็อย่างไร เช่นนั้นก็ อีกาสะบัดปีก” เยี่ยิฉวยจังหวะที่หลิวอี้เสียการทรงตัว วาดกระบี่เป็วงกว้างเข้าใส่หลิวอี้จากด้านสีข้าง หมายเข้าจุดบอดลำตัวด้านซ้ายของหลิวอี้ ถึงต่อให้มีปลอกฝักกระบี่ป้องกันก็ต้องาเ็จากกำลังภายในที่แฝงเข้าไปอยู่ดี แต่ใครจะไปคิดว่าคนที่ตั้งรับด้วยท่าพื้นฐานจะปรับเปลี่ยนจังหวะตั้งรับใหม่ด้วยท่าร่างราวร่ายรำอย่างลื่นไหล
“ปักษาผสานปีก”
กระบี่ของเยี่ยิถูกตั้งรับด้วยปลอกและกระบี่ของหลิวอี้จากมุมที่โจมตีอย่างรวดเร็ว มันถูกผสานซ้อนเป็ไม้กางเขนตั้งรับเพื่อลดแรงโจมตี พร้อมกับสามารถสวนกลับการโจมตีอีกฝ่ายด้วยปลอกกระบี่ในมือซ้าย ถึงจะเป็แค่ปลอดกระบี่แต่ก็ถูกสร้างมาจากหิน ไหนเลยจะมีพลังโจมตีต่ำ หากถูกโจมตีย่อมเจ็บตัว แต่เยี่ยิเลือกที่จะดีดตัวถอย เมื่อเสียจังหวะหลิวอี้จึงไม่ปล่อยโอกาสเขาส่วนกลับไปทันที
“วิหคโฉบภมร”
ความเร็วของกระบี่หลิวอี้รวดเร็วยิ่งขึ้นมันตวัดซ้ายตวัดขวาหมายโจมตีใส่บริเวณข้อต่อต่าง ๆ ของอีกฝ่าย ทำให้เยี่ยิต้องเปลี่ยนมาตั้งรับป้องกัน เมื่อเยี่ยิจดจ่อกับสายตาดูหลิวอี้ที่หวังจะโจมตีตรงข้อมือขวาของเขา ทำให้ต้องลดวงกระบี่เพื่อป้องกัน แต่สายตาตัวเองกลับถูกหลิวอี้ล่อหลอกให้เข้าใจผิด เพราะแท้จริงแล้วหลิวอี้ ้าโจมตีด้วยการแท่งใส่สีข้างของเยี่ยิด้วยท่า
“วิหคถลาลม”
หลิวอี้จงใจพูดชื่อท่าทักษะวิชาขึ้นมาหลังจากที่โจมตีอีกฝ่ายแล้ว สร้างความอับอายต่อเยี่อิอย่างมากที่หลงกล ทั้งที่หลิวอี้อ่อนกว่า 10 ปี หลิวอี้ไม่โจมตีซ้ำ แต่ะโถอยหลังไปยืนตรงแนบกระบี่ไว้ด้านหลัง หลายคนต่างเห็นได้ชัดเจนว่าหลิวอี้โจมตีถูกตัวเยี่ยิก่อนคนแรก จึงนับกว่าหลิวอี้เป็ฝ่ายชนะ แต่ไม่รู้ว่าเยี่ยิไปกินใจเสือดีหมีมาหรือไร แทนที่จะยอมรับกลับโจมตีเข้าใส่หลิวอี้อีกครั้ง แต่คราวนี้หลิวอี้ตั้งรับด้วยท่า วิหคร่อนลม มันคือการะโถอยหลังเพื่อลดระยะและแรงอีกฝ่าย พร้อมกับส่วนกระบี่ปัดป้องในวงแคบแล้วโจมตีใส่ข้อมือด้วยความเร็ว แต่หลิวอี้กลับไม่สามารถปลดอาวุธเยี่ยิได้ เพราะในเวลานี้เยี่ยิใช้พลังลมปราณเต็ม 10 ส่วน มันแข็งแกร่งเกินกว่าที่หลิวอี้ใช้แรงธรรมดาผสานวิชายุทธจะต่อกรได้อีกต่อไป เมื่อเท้าของหลิวอี้แตะพื้นเขาก็เบี่ยงตัวดีดออกด้วยวิชาตัวเบา 2 จังหวะเพื่อเปลี่ยนทิศไปด้านหลังของเยี่ยิ มันรวดเร็วมาก ยากที่ผู้ใดจะทำได้เช่นนี้ ในจังหวะนั้นเองหลิวอี้ไม่ได้โจมตีจุดบอดที่ด้านหลัง แต่กลับเลือกะโด้วยด้วยวิชาตัวเบา ทำให้เยี่ยิมีโอกาสใช่วิชาโจมตีมุมสูงของสำนักตน
“อีกาโผบิน”
เขาะโหมายฟันหลิวอี้จากมุมต่ำ แต่ถึงแบบนั้นการะโของหลิวอี้กลับสูงกว่าคนปกติ ทำให้จังหวะที่วาดกวาดกระบี่ของเยี่ยิพลาด กลับกันหลิวอี้ตีรังกาลงมาใน่ที่เยียิตวัดกระบี่อยู่พอดี
“ปักษาดิ่งเมฆา”
ทำให้กระบี่ทั้งสองฟันประสานกันกลางอากาศ หากเป็คนทั่วไป กระบี่ของหลิวอี้ต้องถูกตวัดหลุดมือเพราะพลังของเยี่ยินั้นสูงกว่า แต่ภาพที่ทุกคนเห็นนั้นกลับกัน กระบี่ของเยี่ยิต่างหากที่หลุดมือกระเด็นออกไป ยามเมื่อทั้งสองลงสู่พื้นหลิวอี้รีบพูดออกมาว่า
“ขอบพระคุณท่านเยี่ยิที่ออมมือให้ผู้น้อย ท่านสมเป็จอมยุทธ ถึงขนาดยอมลดพลังลมปราณลงให้เทียบเท่าผู้เยาว์” การพูดของหลิวอี้นับว่าเมตตานัก ทำให้เยี่ยินึกละอายใจขึ้นมา แต่ก่อนที่เยี่ยิจะทันได้พูดอะไรหลิวหนานก็เดินมาส่งของให้หลิวอี้
“ท่านเยี่ยนี่คือของที่ท่านสั่งไว้ นอกจากสุราตามจำนวนสูงสุดที่สามารถซื้อได้แล้วโอสถต่าง ๆ ตรงตามจำนวนที่ท่าน้า” หลิวอี้กำลังจะส่งของให้กับเยี่ยิ โดยที่ลูกค้าเช่นเขาถึงกลับมึนงง เกิดเื่เช่นนี้แล้วแต่ทางร้านยังยอมขายของให้อีก แต่ระหว่างที่เยี่ยิกำลังจะรับห่อสินค้า หลิวอี้ก็พูดขึ้นมาว่า
“ทั้งหมด 138 ตำลึง”
เยี่ยิด้วยความอายจึงรีบจ่ายเงินไป 14 ตำลึงทอง พร้อมกับพูดออกไป
“ที่เหลือไม่ต้องทอน ถือว่าเป็ค่าเสียเวลา” จากนั้นเขารีบเดินจากไป พร้อมกับะโขึ้นมา
“ใครเอากระบี่ของข้าไป”
โปรดติดตามตอนต่อไป…
10 ตำลึงเท่ากับ 1 ตำลึงทองในเื่นี้นะครับ