ขณะที่อันนากำลังนิ่งซึ่งในหัวมีแต่คำว่าอวบก็ได้ยินของเจคพูดขึ้นว่า
“จะว่าไปที่อันนาอวบก็ไม่แปลกล่ะนะก็พักนี้เล่นกินเก่งซะขนาดนั้น”
อันนาหันไปมองเจคไร้อารมณ์ซึ่งทันทีที่เออร์วินได้เห็นสีหน้าของเธอ เขาก็รู้เท่าทันทีว่านี่แหละคือหายนะที่เขาหวาดกลัว เพราะมันเป็นสีหน้าแบบเดียวกับตอนที่พี่สาวกับน้องสาวของเขาแสดงออกมาก่อนที่จะอัดเขา ในขณะที่เออร์วินกลืนน้ำลายลงคอเจคที่ยังไม่รู้ตัวถึงหายนะยังพูดต่อไปว่า
“จะว่าไปอาหารของอาจารย์ก็อร่อยดีนะกินกี่ทีก็ไม่เบื่อเลย ซึ่งพักนี้อันนากับเนียก็ดูแต่เจริญอาหารดีด้วย”
คาทาริน่ารู้สึกแปลกใจกับคำพูดของเจคเพราะเธอไม่เข้าใจคำว่าอาหารของอาจารย์นั้นคืออะไร กลับเป็นอันนาที่ถามว่า
“นี่ฉันดูเจริญอาหารขนาดนั้นเลยเหรอ”
เจคที่ยังไม่รู้สำนึกยิ้มแล้วก็พูดว่า
“ใช่เจริญอาหารมากบางครั้งฉันกินแค่จานเดียวเธอก็ล่อถึง 2 จาน ไม่เรียกว่าจะเจริญอาหารจะเรียกว่าอะไรกินเยอะขนาดนั้นจะอวบก็ไม่แปลก บางทีถ้าปล่อยไว้อีกสักพักอาจจะไม่ใช่แค่อวบก็ได้”
เรียกได้ว่าคนพูดไม่คิดคนที่คิดคือคนฟัง อันนาที่ได้ยินคำพูดของเจคก็ดูเหม่อลอย
“เจริญอาหาร… ล่อไปถึง 2 จาน… อวบ… ฮะฮะฮะ”
ปฏิกิริยาที่อันนาแสดงออกมาทำให้เจคเริ่มรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ ขณะที่เขากำลังสงสัยพวกลูกน้องของเขาก็พากันถอยหลังไปสองก้าวอย่างพร้อมเพรียง จนเจคหันไปมองพวกเขาอย่างไม่เข้าใจ พอหันไปมองจูนก็พบว่าเธอมองมาที่เขาด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะได้ยินอันนาพูดว่า
“นั่นสินะช่วงนี้ฉันเจริญอาหารเกินไปจริงๆ งั้นก็เอาแบบนี้แล้วกันหลังจากนี้ไปอาหารของพวกเรา 3 คนจะถูกลดลงครึ่งหนึ่ง”
“ฮะ?” เจคอุทานออกมาทันทีแม้แต่เนียที่ยังไม่เข้าใจเรื่องราวก็ยังอุทานออกมาเช่นกัน
“เอ๊ะ?”
“ดะเดี๋ยวสิอันนาทำไมอยู่ๆ ถึง…” เจคที่ไม่เข้าใจจึงพยายามถามเธอว่าเพราะอะไร ก็ได้คำตอบมาว่า
“ก็ช่วงนี้ฉันเจริญอาหารเกินไปนี่แถมก็อย่างที่เธอบอกว่าตอนนี้ฉันอวบ” พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านไป โดยมีจูนที่ยังคงมองมาที่เจคด้วยสายตาเย็นชาตามอันนาเข้าไปในบ้าน
เจคที่ยังไม่เข้าใจกับเรื่องราวทั้งหมดจึงหันไปถามเออร์วินเพื่อเขาความช่วยเหลือ
“อาจารย์ครับนี่มันเรื่องอะไรครับ”
ขณะที่เขาคิดว่าเออร์วินจะช่วยเขาได้เหมือนครั้งก่อน แต่คำตอบที่ได้กลับมาคือการส่ายหน้าแล้วตอบว่า
“ทำใจเถอะครับครั้งนี้ผมคงช่วยคุณไม่ได้เพราะผมเองก็ยังไม่รู้ว่านี่มันเรื่องอะไร”
“ฮะ?” เจคอุทานออกมาอีกรอบก็จะได้ยินเออร์วินพูดพร้อมกับรอยยิ้มอีกว่า
“เดี๋ยวคุณก็ชินไปเองแหละครับเพราะถึงยังไงผู้หญิงก็เป็นเผ่าพันธุ์ที่ไร้เหตุผลอยู่ดี”
จบคำของเออร์วินเขาก็รู้สึกสันหลังวาบทันทีรับรู้ได้ถึงสายตาเย็นชามากมายที่มองมาที่เขา พอเขาเริ่มกวาดสายตามองไปก็พบสายตาที่เย็นชาเขา เรเวน เดซี่ อาบิเกล แล้วก็เนีย ในขณะที่คาทาริน่ากลับใช้สายตาแปลกๆ มองมาที่เขา ทั้งที่ตอนนี้อากาศก็ไม่ร้อนแต่อยู่ๆ เหงื่อก็ผุดขึ้นเต็มแผ่นหลัง
“เอ่อทุกคนมีอะไรหรือครับ” เออร์วินถามออกไปกลับเป็นถูกเธอเหล่านั้นพูดกลับมาว่า
“ไอ้ปีศาจพวกเราไร้เหตุผลขนาดนั้นเลยหรอ” เริ่มจากเนียที่ยืนเท้าสะเอวพูดด้วยความไม่พอใจ
“เออร์วินพวกเราไม่ได้ไร้เหตุผลแบบนั้นหรอกนะคะ” อาบิเกลที่สลัดทิ้งความขี้อายพูดออกมาทันที
“พวกเราไม่ได้ไร้เหตุผลแบบนั้นเลยสักนิดนะเพคะ” เป็นเดซี่ที่พูดขึ้น
ส่วนเรเวนที่ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่สายตาที่เธอมองมาก็บ่งบอกได้ว่าเธอเองก็เห็นด้วยกับทั้ง 3 คน ส่วนคาทาริน่านั้นเธอมองมาที่เขาก่อนจะพูดว่า
“นี่เธอคิดว่าพวกเรามันไร้เหตุผลขนาดนั้นเลยเหรอ”
เออร์วินนิ่งไปทันทีเขาหันไปมองเจคหวังจะขอความช่วยเหลือ ซึ่งเจคที่พึ่งมีชะตากรรมไม่ต่างกันก็ไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรอาจารย์คนนี้ดี เจคหันไปมองรอนที่เสมือนเป็นมันสมองของพวกเขา ซึ่งรอนก็ไม่ทำให้ผิดหวังเขาหันกลับไปพูดกับพวกลูกน้องว่า
“พวกเราอาจารย์กับลูกพี่ที่มีธุระที่ต้องคุยกัน พวกเราไปฝึกการเหมือนทุกวันเถอะ”
ซึ่งก็นับเป็นเรื่องดีที่ทุกคนสามัคคีและตั้งใจจะฝึกฝนด้วยกัน ซึ่งรอนก็ยังหันมาชูนิ้วโป้งให้กับเจคแล้วพูดพร้อมกับรอยยิ้มว่า “ลูกพี่ครับพวกเราไปฝึกกันก่อนนะครับเชิญมีคุยธุระให้เต็มที่ ไม่ต้องห่วงนะครับพวกผมรับรองเลยว่าจะตั้งใจฝึกฝนกันอย่างเต็มที่”
ก่อนจะเดินรวมกลุ่มกับบาสและเดนิสไปซึ่งก็เหมือนเป็นเรื่องน่ายินดีที่รอนกับบาสเหมือนจะไม่ได้ทะเลาะกันทุกที ทำเอาเจคกับเออร์วินสองศิษย์อาจารย์ได้แต่ยืนค้าง เจคคิดในใจว่า
‘ไอ้เวรพวกเอ็งจะมาขยันฝึกอะไรกันตอนนี้’ ก่อนจะหันไปมองอาจารย์ของตนที่ตกอยู่ในสภาพดูไม่จืดที่เป็นแค่เพียงการจ้องมองและการถูกถามจากเด็กผู้หญิง ซึ่งดูย้อนแย้งกับภาพลักษณ์เด็กผู้ชายที่ลงมือสังหารผู้ใช้เวชจำแลงอสูรที่มาหาเรื่องเขาในวันนั้น ในวินาทีนั้นเหมือนเขาจะเห็นอนาคตและชะตากรรมที่น่าเวทนาเมื่ออาจารย์ของเขาแต่งงาน
เจคตั้งใจจะถอนตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้
“อาจารย์ครับคือว่า…” เจคพูดยังไม่ทันจบเนียก็พูดขึ้นว่า
“พี่เจคต้องรับผิดชอบเดี๋ยวนี้เลยนะเพราะพี่ทำให้พี่อันนาโกรธจนบอกว่าจะลดอาหารแต่ละมื้อลงครึ่งหนึ่ง”
เจคพูดไม่ออกซึ่งตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าอันนาโกรธเรื่องอะไร จะหันไปขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ ก็พบว่าเขาสถานการณ์ย่ำแย่กว่าตนอีกเพราะเอาแต่ยืนนิ่งท่ามกลางสายตาที่เย็นชาของพวกเด็กผู้หญิงและหญิงสาว เดซี่ที่ยังคงมองเขาด้วยสายตาที่เย็นชา
“ว่ายังไงเพคะเจ้าชายสรุปแล้วพวกเรานั้นไร้เหตุผลขนาดนั้นเลยหรือเพคะ”
ในหัวของเออร์วินตอนนี้มีภาพทฤษฎีมากมายนับไม่ถ้วนทั้งยังสมการทางคณิตศาสตร์ที่เขารู้จัก เขาคิดถึงสิ่งเหล่านี้หวังจะใช้อธิบายเหตุผลให้พวกเธอเข้าใจ แต่สุดท้ายเขาก็รู้ว่าเหมือนอยู่ต่อหน้าผู้หญิงทั้งทฤษฎีและสมการทางคณิตศาสตร์เหล่านั้นล้วนไร้ประโยชน์สิ้นดี
บริเวณพื้นที่การฝึกฝนของพวกอัศวินฝึกหัดในตอนนี้ไลลาไม่อยู่แล้ว เพราะเมื่อครู่นี้มีอัศวินคนหนึ่งมาตามไลลากับออกัสให้ไปพบบารอนเอเดรียนแม่ทัพใหญ่ ในขณะที่มีเรียยังคงฝึกแบบเดิมของเธอต่อไป ลิลลี่ที่กำลังฝึกหวดดาบเหมือนทุกทีเพียงแต่ว่าครั้งนี้ได้มีชายแก่คนหนึ่งมายืนเฝ้า
“เยี่ยมมากตอนนี้ก็เรียนรู้วิธีการวางเท้าที่ถูกต้องแล้ว” การวางเท้าที่เขาพูดถึงก็คือการวางเท้าที่เน้นความมั่นคงเป็นหลัก ในตอนแรกที่เขาให้ลิลลี่ลองเหวี่ยงดาบให้ดู เขาก็รู้สึกทึ่งในพละกำลังของเด็กผู้หญิงคนนี้แต่การใช้ดาบของเธอนั้นเรียกได้ว่าหยาบมาก ถ้าการสู้กับผู้ใช้เวทย์ระดับทั่วไปพื้นๆ ลิลลี่นั้นอาจพอสู้ได้ เพราะลำพังแค่น้ำหนักของดาบใหญ่ก็เรียกได้ว่ายากจะต้านทาน เพียงแต่ว่าถ้าเจอผู้ใช้เวทย์โดนระดับสูงขึ้นมาหน่อยก็มีโอกาสถูกเล่นงานฝ่ายเดียวอยู่สูงมาก เพราะน้ำหนักของดาบใหญ่นั้นจากที่เคยเป็นอาวุธจะกลายเป็นภาระ
เขาจึงได้เริ่มสอนพื้นฐานของให้กับเธอตั้งแต่หนึ่งใหม่ ขั้นแรกที่เขาสอนเธอก็คือการปรับตำแหน่งการยืนให้สมดุลซึ่งดูผิวเผินอ่านเรียบง่ายแต่ความจริงแล้วไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะคนใช้ดาบใหญ่ต้องรู้จักน้ำหนักของดาบและรู้ว่าต้องยืนยังไง ในการต่อสู้จริงนั้นพื้นไม่ได้เรียบเหมือนตอนฝึกบางครั้งการยืนผิดท่าน้ำหนักของดาบอาจจะเป็นตัวถ่วงได้ ซึ่งลิลลี่ก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและคุ้นชินกับการยืนและการวางเท้า
เบลนนั้นพึงพอใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมากและเขาจึงเริ่มฝึกขั้นต่อไปนั่นก็คือ การหวดดาบที่แท้จริง ในขณะที่คนอื่นพากันรู้สึกถึงในพละกำลังของลิลลี่ที่เธอแสดงออกมาขณะหวดดาบใหญ่ เบลนกลับมองแตกต่างจากคนอื่น เพราะเขามองว่าการหวดดาบใหญ่ของลิลลี่นั้นมันไม่ใช่การหวดแต่มันเป็นแค่การเหวี่ยง โดยใช้น้ำหนักของตัวดาบชักนำไปเท่านั้น ไม่สามารถพลิกแพลงอะไรได้เพราะไม่สามารถคุมปลายดาบได้อาจจะดูเหมือนฟันแรงแต่ก็ยากที่จะฟันเข้า และที่สำคัญหลังจากที่เหวี่ยงดาบออกไปแล้วก็มักจะทำให้ร่างกายเสียสมดุลอีก
เบลนจึงเริ่มฝึกพื้นฐานการหวดดาบให้ลิลลี่ตั้งแต่ต้น โดยไม่ได้ใช้แค่กำลังแขนเท่านั้นแต่ต้องใช้เกือบทุกส่วนตั้งแต่เอวแขนไหล่และข้อมือ ซึ่งลิลลี่ต้องฝึกทั้งหมด และแน่นอนว่าลิลลี่ย่อมต้องตั้งใจฝึกตามที่เบลนแนะนำ
ขณะที่ลิลลี่กำลังฝึกส่งแรงจากเอวก็ถามเบลนว่า
“นี่ตาเฒ่าตาเฒ่าก็ใช้ดาบใหญ่เป็นงั้นเหรอ” คำเรียกที่ลิลลี่ใช้เรียกเบลนนั้นถ้าไลลามาได้ยินล่ะก็จะต้องตกใจพูดไม่ออกแน่ แต่เบลนที่ถูกเธอเรียกเช่นนั้นกับเพียงแค่ยิ้มก่อนจะตอบว่า
“ทำไมสงสัยในการสอนของตาเฒ่าคนนี้งั้นเหรอ”
ลิลลี่ที่ยังคงฝึกอยู่ก็ตอบโดยที่ยังไม่หยุดฝึกว่า
“เปล่าหรอกก็แค่สงสัยเพราะไลลาเคยบอกว่าไม่มีใครในเมืองนี้ที่ใช้ดาบใหญ่เป็นเพราะมันทั้งใหญ่หนักและเทอะทะ”
เบลนยิ้มให้กับเด็กผู้หญิงก่อนจะตอบเธอว่า
“แต่ตอนนี้หนูก็รู้แล้วนี่ว่ามีแล้วหนึ่งคน”
ลิลลี่กลับพูดว่า
“แต่หนูก็ไม่เคยเห็นตาเฒ่าใช้ดาบใหญ่นี่” แล้วเธอก็หยุดฝึกหันไปพูดกับเบลนพร้อมกับบักดาบที่พื้นว่า “ถ้ายังไงตาเฒ่าโชว์ให้หน่อยได้ไหมใช้ดาบใหญ่เล่มนี้ก็ได้หนูให้ยืม ห้ามเอาไปเด็ดขาดนะ” ลิลลี่ยังไม่วายแสดงความเป็นเจ้าของดาบใหญ่เล่มนี้
เบลนที่ยังคงยิ้มมองไปที่เด็กผู้หญิงซึ่งเขารู้สึกถูกชะตาเธอยิ่งกว่าแต่ก่อน จนรู้สึกเสียดายที่ลังเลและไม่มาเจอเธอให้เร็วกว่านี้ เขาไม่มีทีท่าว่าจะลุกไปจับดาบกลับพูดกับเธอว่า
“ถ้าหนูเพียงแค่ฟาดดาบใหญ่ลงพื้นแล้วสามารถโจมตีคนที่อยู่ห่างไกลออกไปได้เกินสิบก้าวโดยไม่ต้องพึ่งพามานาเมื่อไหร่ตาเฒ่าคนนี้ค่อยแสดงให้ดูแล้วกัน”
ลิลลี่ที่ได้ฟังก็แค่ขมวดคิ้วก่อนจะพูดว่า
“จะทำแบบนั้นได้จริงๆ เหรอ”
เบลนตอบทันทีว่า
“จะลองดูไหมล่ะถ้าทำได้ขึ้นมามันก็น่าสนุกดีไม่ใช่เหรอ”
ลิลลี่กลับขมวดคิ้วทำเหมือนกำลังครุ่นคิดอย่างหนักก่อนจะถามกลับไปว่า
“ตาเฒ่าจะสอน?”
เบลนยิ้มแล้วก็พยักหน้าให้เธอ ลิลลี่จึงพูดว่า
“จะลองดูก็ได้ตาเฒ่าอย่าลืมสอนด้วยล่ะแล้วก็สัญญาแล้วนะว่าถ้าทำได้เมื่อไหร่อย่าลืมใช้ดาบให้ดูด้วย”
“ตาเฒ่าคนนี้สัญญาเลย”
ภายในห้องทำงานของแม่ทัพบารอนเอเดรียนกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน เขามองไปยังลูกศิษย์และลูกสาวบุญธรรมด้วยสายตาที่เหนื่อยอ่อน เกี่ยวกับความกังวลเรื่องที่อัศวินศักดิ์สิทธิ์มาอยู่ที่เมืองนี้จนทำให้ทั้งสองคนนอนไม่หลับมาหลายคืนเขาเองก็รู้ดี และคิดว่าเดี๋ยวทั้งสองก็คงชินแต่ไม่นึกเลยว่าความหวาดกลัวและความกังวลจะลากยาวมาถึงวันนี้
“สรุปก็คือกลางคืนนอนไม่หลับแล้วก็มายืนหลับในเวลางาน”
ออกัสกับไลลายืนนิ่งโดยที่สภาพของออกัสนั้นยังมีร่องรอยดำเมี่ยมจากสายฟ้าของเจ้าหญิงลิลิธ ไลลาก็พูดว่า
“เธอคนนั้นเป็นถึงอัศวินศักดิ์สิทธิ์เลยนะคะแถมความสามารถที่เห็นในคืนนั้นก็…” เมื่อพูดถึงแค่ตรงนี้ไลลาก็รู้สึกขนลุกทั้งตัว สิ่งที่เธอเห็นในคืนนั้นยังฝังอยู่ในหัวเธอไม่รู้ลืม ภาพของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถกำราบนาคราชสามเศียรตนนั้นได้อย่างง่ายดาย
บารอนเอเดรียนที่ได้ฟังคำพูดของลูกสาวบุญธรรมก็ถอนออกมา
“ก็รู้หรอกนะว่าความต่างชั้นที่มากเกินไปซึ่งเธอคนนั้นได้แสดงออกมามันทำให้รู้สึกหวาดกลัวเมื่อพบว่าเธอคนนั้นได้มาอยู่ที่เมืองนี้ แต่ถ้าจริงเถอะทั้งสองคนรู้บ้างไหมว่าตอนนี้เจ้าชายเออร์วินยังไม่มีท่าทีหวาดกลัวแบบพวกเธอเลย”
ออกัสก็แย้งว่า
“ท่านแม่ทัพครับอย่าเอามาตรฐานของเจ้าชายมาเทียบกับพวกผมสิครับ มันจะมีสักกี่คนในโลกครับที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทย์ที่อ่อนด้อย แต่เล่นงานทั้งกริฟฟินศิลาและนาคราชสามเศียรจึงมีสภาพแบบนั้นได้”
ออกัสพยายามใช้เหตุผลทว่าสิ่งที่เขาได้กลับมาคือสายตาที่เดาอารมณ์ไม่ออกของอีกฝ่าย
เย็นวันนั้นที่โรงตีเหล็กในค่ายทหารหลังจากที่ทำเครื่องชั่งน้ำหนักแบบคานเลื่อนเสร็จแล้ว เออร์วินก็ได้มอบหมายงานชิ้นใหม่มาให้พวกเจคซึ่งแน่นอนว่าโทมัสเองก็ต้องมาดูด้วย
วันนี้ทั้งวันสรุปแล้วเออร์วินไม่ได้เล่นเกมเลยแต่กลับต้องมายืนนิ่งท่ามกลางสายตาเย็นชาของพวกผู้หญิง ความจริงแล้วเจคก็ยังสงสัยว่าพวกเธอจะไม่พอใจอะไรขนาดนั้น เพราะเขาเองก็รู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดของอาจารย์ที่ว่าพวกเธอนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่ไร้เหตุผล เพราะจนตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าอันนาไม่พอใจอะไร
เจคคิดเรื่องนี้วนเวียนในหัวแต่มือของเขาก็ยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่เขาได้รับเป้าหมายทำวันนี้มีชิ้นส่วนหลายชิ้นเลย เริ่มตั้งแต่หม้อขนาดใหญ่กรวยแท่งกระบอกโลหะขนาดเล็กที่ยาวประมาณ 1 คืบ ตอนที่เออร์วินได้มอบหมายมีอันนี้ให้เจคก็บอกว่า ตอนนี้สิ่งต่อไปที่ต้องทำก็คือการหาเงินจากเทศกาลกำแพง และเขาจะให้พวกเจคขายของในงานนี้
ตอนที่ได้ฟังความคิดของเออร์วินเขาก็รู้สึกสงสัยว่าอะไรกันคือของที่อาจารย์จะขาย ยิ่งมองชิ้นส่วนที่อาจารย์ให้เขาทำก็ยิ่งสงสัยไม่เข้าใจว่ามันใช้ทำอะไรหรือมีความสำคัญยังไง แต่เขาก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำตามที่อาจารย์สั่ง
ในเวลาเดียวกันเออร์วินก็กลับมาที่ปราสาทและที่แรกที่เขามุ่งไปก็คือ ห้องทำงานของพระราชาอัลเฟรด แน่นอนว่าเออร์วินรู้ดีถึงสถานะที่เกิดขึ้นกับโรงพยาบาลในตอนนี้ว่าเป็นยังไง รู้ถึงความคิดของลอร์ดอาร์เทมิสที่ต้องการลองเชิงเขา เพื่อดูว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเขานั้นจะเคลื่อนไหวยังไงถ้าเขาปล่อยปะละเลยให้โรงพยาบาลเป็นแบบนี้ ที่ผ่านมาเออร์วินไม่ได้เคลื่อนไหวเพราะเฝ้ารอที่จะได้ปัจจัยในการลดคุณค่าของผู้ใช้เวทย์รักษาหรือนักปรุงยาเหล่านั้น และตอนนี้เขาก็ได้มาแล้ว และขั้นต่อไปสำหรับการปฏิรูปเมืองในตอนนี้ก็คือการทำให้โรงเรียนและโรงพยาบาลสร้างผลสัมฤทธิ์ที่ดีที่สุดออกมา ถ้าโรงเรียนคือการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ โรงพยาบาลหรือการเข้าถึงสิทธิการรักษาก็คือการรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพเหล่านั้นให้มีสุขภาพดีและมีอายุยืนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เออร์วินเดินมาถึงหน้าห้องของพ่อเขาไม่สนทหารยามที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้อง พักประตูเปิดเข้าไปเพราะพ่อของตัวเองกำลังอ่านรายงาน ก่อนจะเซ็นอะไรบางอย่างลงไปในกระดาษแล้วเงยหน้ามองยิ้มให้ลูกชาย
“ว่าไงวันนี้ไม่ได้โดนพี่สาวน้องสาวของลูกอัดมาเหมือนทุกทีเหรอ”
เออร์วินทำหน้าเจื่อนไม่นึกว่าแค่เข้ามาในห้องก็เจอพ่อของเขาพูดเรื่องนี้ ซึ่งคราวจริงแล้วไม่รู้เป็นอะไรพักนี้ทั้งลิลิธและเรเชลมักจะรุมซ้อมเขาอย่างไร้เหตุผลทุกที