ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 119 พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก

              พลันนั้นบรรยากาศทิวทัศน์ด้านบนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงขมุกขมัวบนอากาศนอกเขตตัวเมืองมีสัญลักษณ์วงแหวนเวทย์ขนาดใหญ่จนทุกคนเบื้องล่างสามารถมองเห็นได้ทั่วกัน


              อากาศเริ่มเดือดพล่านเสมือนหลังคาโดมที่ลุกไหม้ เสียงดังครืน ๆ ท้องฟ้าเสมือนฉีกขาด ลูกไฟน้อยใหญ่ลากหางยาวเหยียดออกมาจากวงแหวนเวทย์พุ่งตกมาจากมุมสูงเหนือยอดไม้ ภาพที่ปรากฏไม่ต่างอะไรกับวันสิ้นโลกเลย เมื่อบรรยากาศเป็นสีแดงฉานหินอุกกาบาตไฟลุกจำนวนมากพุ่งลงมาดุจฝนดาวตก


              “เจ้านั่นมาแล้ว...เร่งอพยพคนออกจากพื้นที่เดี๋ยวนี้”


              อากิฮิโระกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบตอบสนองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างผู้มีประสบการณ์


              เขาโยนรูน ᛒ เบิร์คคานัน ‘YGGDRASIL AGNUS’ ขึ้นไปบนฟ้า


              ตัวรูนระเบิดออกกลายเป็นเส้นแสงสีเขียวเข้มแล่นปราดไปตามพื้นที่รอบ ๆ ทั้งแนวตั้งและแนวระนาบยึดโยงลากขึ้นแตกแขนงเส้นแสงดั่งกิ่งก้านก่อเกิดเป็นโดมตาข่ายแสงรูปลักษณ์คล้ายต้นไม้ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบหนึ่งตารางกิโลเมตรครอบคลุมพื้นที่โดยมีตำแหน่งของอากิฮิโระเป็นศูนย์กลาง


              มันถูกจัดให้เป็นรูนประเภทป้องกันพื้นที่ระดับสูงสุดซึ่งมีมูลค่ามหาศาลมากในท้องตลาด แต่อากิโฮะกลับใช้ออกไปโดยไม่รู้สึกเสียดายอะไร


              อุกกาบาตขนาดย่อมหลายสิบลูกพุ่งชนปะทะเข้ากับโดมแสงสีเขียวเกิดแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อยมันไม่สามารถเจาะทะลวงการป้องกันอันศักดิ์สิทธิ์นี้เข้ามาได้


              ทว่าสถานการณ์ที่เมืองชั้นล่างซึ่งไร้การป้องกันนั้นแตกต่างออกไป



     

              แม้จะไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักแต่ก็มีลูกไฟบางส่วนพุ่งลงมาที่เมืองชั้นล่าง มีลูกหนึ่งมันตกลงมาใกล้บริเวณอาคารที่กลุ่มของเรย์กำลังทำการเคลื่อนย้ายผู้คน


              ส่งผลให้พื้นที่รอบ ๆ พังทลายแรงสั่นสะเทือนด้านบนทำให้เพดานและผนังใต้ดินอาคารถล่มทรุดตัวลงมาทั่วทุกทิศ


              เรย์ดึงคางูยะกับอิซึมิเข้ามาใกล้ตัวขณะที่กาโต้กำลังกางม่านทรายพยุงเพดานไว้


              เหลือพลเรือนผู้รอดชีวิตในบริเวณไม่ถึงสิบคนส่วนใหญ่ถูกวาร์ปส่งขึ้นไปด้านบนบางส่วนโชคร้ายถูกเพดานอาคารบดทับอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว


              “ทุกคนรีบออกมาทางนี้เร็วเข้า”


              จุนเปย์รีบวกกลับมาช่วยระเบิดทางออกที่ถูกกองหินถล่มปิดทับให้


              พวกเขาเคลื่อนย้ายออกมารวมตัวที่บริเวณด้านนอกอาคารสถานการณ์ยิ่งสับสนอลหม่านเมื่อมีมอนสเตอร์หลากชนิดเริ่มข้ามสะพานเข้ามาในเขตเมือง


              “ทุกคนฟังนะ...ที่ลำต้นของต้นไม้ยักษ์มีบันไดเชื่อมต่อกับเมืองชั้นบนอยู่เพราะฉะนั้นเราคงต้องวิ่งฝ่าไปให้ถึงใจกลางต้นไม้นั่น”


              มีพลเรือนบางคนเริ่มออกอาการตื่นตระหนกโวยวายถามว่าเกิดอะไรขึ้น


              “ถ้าไม่อยากตายก็หุปปากแล้วออกวิ่งซะ!”


              สำหรับฮันเตอร์ผู้มากประสบการณ์คนไหนก็มองดูแล้วรู้ทันทีว่ามนต์ตราระดับสูงที่ถล่มใส่เมืองแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เผ่าพันธุ์มอนสเตอร์ระดับทั่วไปจะทำได้


              “อึ๊ก...!”


              คางูยะที่กำลังฝืนก้าวเดินกะเผลกๆ ตามหลังทุกคนไปถึงกับต้องหยุดชะงักด้วยความเจ็บปวดเมื่อร่างกายถึงขีดจำกัด


              “พี่สาว...หรือว่าที่ข้อเท้าใช่หรือเปล่าคะ!?”


              คำถามด้วยความเป็นห่วงของอิซึมิทำให้เรย์เลิกกระโปรงยาวของคางูยะขึ้นดูอย่างถือวิสาสะพบอาการบวมช้ำที่ข้อเท้าของเธออย่างน่ากลัวดูเหมือนว่ามันกำลังแสดงอาการอักเสบหลังจากที่เธอพยายามฝืนวิ่งทั้งที่ยังไม่หายดี


              ฉับพลันมีบางสิ่งพุ่งลงมากระแทกอาคารที่อยู่ไม่ไกลเสียงดังสนั่นหวั่นไหวยามฝุ่นควันเริ่มจางหายก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าสิ่งที่ตกลงมาเหมือนอุกกาบาตคือยักษ์สี่กรผิวสีเทาตนหนึ่งมันกำลังจดจ้องมาทางกลุ่มพวกเขาจากหลังคาสูง


              หากเป็นอย่างที่จุนเปย์ว่าไว้เท่ากับสถานการณ์เริ่มดำเนินไปในทางที่เรย์ไม่ต้องการมากขึ้นทุกที


              เรื่องราวทั้งหลายทั้งมวลมักดำเนินไปจนจบอย่างเลี่ยงไม่ได้โดยผู้ประสบไม่ทันได้ตั้งตัวเรื่องนี้เรียกว่าเป็น ‘สัจธรรม’ ของโลก


              ‘ถึงอย่างนั้นก็ตาม สำหรับตอนนี้แล้วยังไม่ทันตั้งตัวเกินไปหน่อยไหม’


              เรย์คิดว่าผู้ที่ถักทอเรื่องราวชอบเล่นตลกกับโชคชะตาของเขาจริงๆ


              “ฉันเชื่อว่าทุกๆ อย่างในชีวิต คือเรื่องจังหวะเวลา ซึ่งสำหรับพวกเรามันแย่หน่อยจังหวะชีวิตไม่ค่อยดีโคตร ๆ อะไรแบบนี้ ให้ตายสิฟะ— วิ่ง!!”


              คำพูดติดอารมณ์ขันแบบประชดประชันของจุนเปย์ไม่ได้เข้าหูเรย์เลยสักนิดเดียวเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลเพียงแค่มองเห็นสิ่งนั้นจากระยะไกล


              เรย์ดึงสติตัวเองกลับมาช้อนอุ้มคางูยะวิ่งรั้งท้ายตามหลังทุกคนไป

     


              สมัยเมื่อครั้งยังเด็กเธอเองก็จำช่วงเวลาที่แน่นอนไม่ได้คางูยะมักไม่เข้าใจความต้องการของท่านแม่จนทะเลาะกันอย่างรุนแรงเธอมักหนีไปแอบหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านร้างบริเวณที่ดินของตระกูลคางูยะหดตัวลีบในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ไม่รู้ควรทำอย่างไรต่อ พี่ชายมักเป็นคนเดียวที่ใส่ใจและออกตามหาเธอจนมืดค่ำจนกระทั่งพบเธอ


              ‘—คางูยะ เจอตัวแล้ว’


              พี่ชายยิ้มเหมือนทุกครั้งก่อนจะอุ้มเธอกลับบ้าน


              แม้สัมผัสมือและกลิ่นกายจะคุ้นเคยทว่าสายตากลับเยือกเย็น และร่างกำยำของวัยหนุ่ม ทุกสิ่งอย่างล้วนแตกต่างคางูยะจำต้องยอมรับว่า ไม่มีพี่ชายที่คอยตามหาเธอในตอนนั้นอีกต่อไป


              เรื่องราวและความรู้สึกในครั้งนั้นหลงเหลือเพียงในความทรงจำ


              “ขอโทษที่ทำให้ลำบากนะคะ”


              ดวงตาที่คล้ายกับพี่ชายของเธอชำเลืองมองมายิ้มให้เล็กน้อยเพียงแวบเดียว


              เส้นทางที่พวกเขากำลังวิ่งเป็นถนนเส้นหลักผ่าตรงยาวไปถึงลำต้นของต้นไม้ยักษ์สองข้างทางขนาบด้วยตึกรามอาคารสภาพปกคลุมด้วยแมกไม้


              ลูกบอลเพลิงจากฟากฟ้าสงบลงแล้วแต่สิ่งที่เลวร้ายสุด ๆ คือการปรากฏตัวของราชาที่เมืองชั้นล่างจุนเปย์คิดว่าให้ตนเผชิญหน้ากับการวิ่งฝ่าลูกบอลเพลิงยังจะดีเสียกว่าต้องพบกับสถานการณ์เช่นนี้


              “อีกครึ่งทางก็จะถึงบันไดแล้วทุกคนอดทนเข้าไว้!”


              จุนเปย์เคยเห็นบนไดนั่นผ่านภาพโฮโลแกรมผังเมืองจากฟรานเชสก้ามาแล้วเลยจดจำที่ตั้งของมันได้เป็นอย่างดี


              โดยจุดที่พวกเขากำลังอยู่นั้นสามารถมองเห็นตำแหน่งของบันไดหินขนาดใหญ่สลับเป็นฟันปลาถูกสร้างติดกับลำต้นของต้นไม้ยักษ์โดยมันเป็นอีกเส้นทางที่เชื่อมต่อกับเมืองชั้นบน


              “—ไอริ จิน กระโดดไปข้างหน้า! เรียวตะอย่าขยับ!”


              คนที่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการโจมตีของศัตรูก่อนคือจุนเปย์เขาร้องเตือนสมาชิกในทีมที่นำขบวนอยู่ด้านหน้า ขณะกำลังวิ่งผ่านสี่แยกกลางเมือง


              ทุกคนขยับร่างกายตามคำสั่งโดยไม่สงสัยเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ลำแสงสีแดงเข้มพุ่งทะลวงเฉียดร่างพวกเขาไปจากแยกทางขวา


              “พับผ่าสิมันกำลังตามพวกเรามาจริง ๆ ด้วย!”


              จุนเปย์กัดฟันกรอด ในใจรู้สึกไม่เป็นรสชาติเพราะตระหนักได้ว่าสถานการณ์ตอนนี้คับขันขั้นสุด


              “ให้พวกเรายิงถล่มมันเลยไหม”


              ทหารทั้งสามนายตั้งศูนย์ปืนเล็งไปยังราชาสภาพจิตใจของพวกเขาขณะนี้ไม่ได้เข้มแข็งเหมือนอย่างที่แสดงออกมาเลยสักนิด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่เคยสังหารพวกพ้องในหน่วยของตนราวกับช้างขยี้มด


              “อย่าพูดบ้า ๆ สิคุณทหารขืนยั่วมันแบบสุ่มสี่สุ่มห้า เดียวได้โดนยิงแสกหน้าเอานะ... พวกคุณทำหน้าที่พาทุกคนขึ้นไปส่งที่ด้านบนซะ!พวกนายเองก็ด้วย... อยู่ตรงนี้เกะกะทีมของฉันเปล่า ๆ”


              จุนเปย์อย่างน้อยยังแสดงออกถึงความคิดและจิตสำนึกอันกระจ่างชัดท้ายประโยคจึงหันมากล่าวกับกลุ่มของเรย์ที่รวมยูกิมิและซาบุโร่ซึ่งกำลังบาดเจ็บอยู่ด้วย


              เรย์ไม่สำคัญตัวเองว่าจะช่วยเหลืออีกฝ่ายได้เขาคำนึงถึงความปลอดภัยของคางูยะไว้ลำดับสูงสุด


              “เข้าใจแล้วครับ”


              ทันทีที่ปล่อยให้ทุกคนวิ่งต่อไปยังจุดหมายกลุ่มของจุนเปย์ทั้งสี่คนก็หันไปเผชิญหน้ากับราชาที่ยืนจับตามองพวกเขาอยู่ สถานการณ์บีบบังคับยามนี้อยากหนียังทำไม่ได้


              “แม่งเอ๊ยวันนี้มันพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกรึไงกัน ทำไมชีวิตฉันถึงซวยแบบนี้”


              จุนเปย์บ่นบ่นกระปอดกระแปดพลางปลดล็อคกลไกของเกราะแขน มีเสียงแมคคานิคของกลไกอันซับซ้อนดังขึ้นและระบายไอน้ำออกมาจากตัวเกราะ


              “ลูกพี่ควรเข้าวัดไปไหว้สักการะเทพเจ้าเสียบ้างนะครับ”


              “นั่นสิคะแล้วก็อย่าขอแต่เรื่องความรักล่ะ”


              “เออถ้าฉันรอดจากเจ้านี่ไปได้ล่ะก็นะ— ไอริ จิน ประจำตำแหน่งหาที่กำบัง เรียวตะนายคอยประสานงานกับฉัน!”


              “โอ๊ส/โอ๊ส/โอ๊ส!”

     

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน