มาเรียน ฮิลยาร์ด กำลังนั่งอยู่ในห้องรับประทานอาหารเบื้องหน้าเธอคือโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ ปูด้วยผ้าลินินเนื้อดีสีฟ้าอ่อนเครื่องตั้งโต๊ะทั้งชุดกาแฟและเครื่องชุดรับประทานอาหารเงินตั้งอยู่ทางด้านหนึ่งของโต๊ะ ตรงกลางเป็พานแก้วสีอ่อนใส ประดับดอกไม้สดบานสะพรั่งเครื่องประดับห้องทุกชิ้นล้วนเป็งานสั่งทำที่ฝีมือประณีตงดงามจัดวางไว้อย่างเหมาะสมตามตำแหน่งของมัน แม้แต่พรมปูพื้นก็สั่งทอเป็พิเศษได้ขนาดพอดีกับเนื้อที่ของห้องเป็พรมยกดอกขาวบนพื้นสีฟ้าเข้มดูประหนึ่งยอดคลื่นที่พราวพรายอยู่เหนือพื้นน้ำทะเลสีฟ้าแสงไฟจากช่อโคมระย้าเหนือเพดานนวลสกาวส่องต้องเครื่องตกแต่งห้องทุกชิ้นราวจะชี้ชัดให้เห็นของคุณค่ากับราคาที่แพงลิบลิ่วของมัน
เธอแอ่นร่างพิงพนักเก้าอี้ สูบบุหรี่เงียบๆด้วยท่าทางค่อนข้างอิดโรย วันอาทิตย์ดูจะเป็วันที่น่าเหนื่อยที่สุดสำหรับเธอทั้งๆ ที่เป็วันหยุด แต่มาเรียนได้กำหนดวันนี้ไว้เป็วันสะสางงานที่บ้านซึ่งหนักกว่าการทำงานที่สำนักงานหลายเท่าเพราะเป็วันที่จะต้องร่างจดหมายตอบส่วนตัวให้หมดตรวจรายการอาหารจากแม่บ้านตรวจตรารายการที่จะต้องซ่อมแซมปรับปรุงบ้านไปลองเสื้อและเตรียมรายการอาหารสำหรับอาทิตย์ต่อไปซึ่งแม้จะเป็งานเล็กๆ น้อยๆจิปาถะที่อาจจะใช้คนอื่นทำได้ แต่เธอก็ยังชอบที่จะลงมือทำด้วยตัวเองและปฏิบัติเช่นนี้จนเป็กิจวัตรมาเป็เวลานานนับปีแล้วแม้ว่าเธอจะต้องเข้าบริหารงานของตระกูลก็ตาม
เธอหลับตาลง ความทรงจำรำลึกถึงวันเวลาที่เคยอยู่ร่วมกับสามีทำให้รอยยิ้มนั้นผ่องใสขึ้น เป็การรำลึกนึกถึงชั่วครู่ชั่วยามที่เธอรู้ว่าไม่มีวันที่เขาจะพรากจากหายไปจากหัวใจของเธอได้เลยแม้คืนวันแห่งมรณกรรมของเขาจะได้ล่วงเลยมาเป็ปีแล้วก็ตาม น้ำตาหยดเล็กๆไหลรินลงตามร่องแก้ม วันแห่งความสุขเก่าๆ ได้สูญสิ้นไปหมดแล้วทิ้งไว้แต่ความทรงจำรำลึกที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย
ภาพของลูกชายคนเดียวปรากฏขึ้นเธอนึกย้อนไปถึงเมื่อเขาอายุได้เพียงหกขวบเขาเป็เด็กชายตัวเล็กๆ ที่อารมณ์แจ่มใสน่ารักสุดหัวใจ เป็สมบัติชิ้นเดียวที่มีค่าที่สุดในชีวิตที่สามีมอบไว้ให้และเธอก็รักเขาจนหมดหัวใจ สัญญากับตัวเองบนความเหนื่อยยากทั้งหลายว่าเธอจะทำทุกอย่าง เพื่อให้เขาได้มีชีวิตที่สมบูรณ์ที่สุด และบัดนี้เธอก็ทำสำเร็จแล้วด้วยการสร้างอนาจักรไว้รอท่าเพื่อที่ไมเคิลจะได้มันต่อไปและมันจะต้องเป็ของขวัญชิ้นที่ทรงคุณค่าที่สุดที่เธอจะมอบให้แก่ลูกรักคนเดียวของเธอ
ซึ่ง…ความรู้สึกเช่นนี้ที่ทำให้เธอเกิดพละกำลังขึ้นอีกครั้งมันเป็พลังที่ทำให้เธอมุมานะกับงานมากขึ้นเท่าๆ กับความรักในตัวลูกชายที่กำลังเติบโตขึ้นทุกวันอาณาจักรแห่งฮิลยาร์ดจะต้องไม่มีวันสูญสลายสักวันหนึ่งเมื่อไมเคิลแต่งงานกับผู้หญิงที่เธอเลือกให้… เขาก็จะมีลูกเล็กๆที่จะสืบทอดและฮิลยาร์ดต่อไป…
“วันนี้ แม่สวยจังนะครับ”
มาเรียนลืมตาทันทีที่ได้ยินเสียงทัก แปลกใจที่ได้เห็นไมเคิลยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องเธอยิ้มอ่อนๆ ให้ลูกชาย
“แม่ไม่ยักได้ยินเสียงลูกเข้ามาก็กำลังคิดถึงอยู่เหมือนกัน” เธอบังคับใจตัวเองไม่ให้ลุกขึ้นและเดินเข้าไปโอบกอดเขาไว้อย่างที่อยากจะทำเหมือนสมัยที่เขายังเป็เด็กเล็กๆ อยู่ เธอมักจะซ่อนเร้นปิดบังความรู้สึกในใจความอ่อนโยนที่เธอมีต่อไมเคิลเสมอ จนไม่มีใครสามารถจับความรู้สึกได้ว่าเธอคิดอย่างไรต่อไมเคิล
“ครับ ผมใช้กุญแจส่วนตัวไขเข้ามาให้ผมเข้าไปได้หรือยังละครับ?” เขาถามอย่างมีพิธีรีตอง
“อ่อ…ได้สิจ๊ะกินอะไรมาแล้วหรือยังล่ะ?”
ไมเคิลมองมารดา ยิ้มคลาดๆ ฉาบขึ้นบยริมฝีปาก
“อืม…นั่นอะไรล่ะครับหน้าตาเหมือนช็อกโกแลตด้วย…” เขาพยามทำให้ซุ่มเสียงรื่นเริงเข้าไว้
ผู้เป็มารดาหยักไหล่ ส่ายหน้าช้าๆ เมื่อคิดขึ้นมาว่า…ไมเคิลก็ยังคงเป็ลูกชายเล็กๆที่ชอบกินขนมอยู่นั่นเอง…
“โปรฟิทเตอร์โรล…เอาไหมล่ะลูกแมทตี้ยังอยู่ในห้องเตรียมอาหารแน่ะ”
“ไม่ต้องหรอกครับ มีอะไรก็กินอย่างนั้นแล้วกัน”เขาหัวเราะเบาๆแต่มาเรียนเอื้อมมือไปสั่นกระดิ่งเงินที่วางอยู่ข้างโต๊ะแล้ว
แมทตี้เดินเข้ามาในห้องในชุดเครื่องแบบสีดำเสื้อตัวในประดับด้วยลูกไม้สีขาวสวยงามมาเรียนใช้เวลาแทบจะตลอดชีวิตเพื่อสรรหาสิ่งที่เหมาะสมและดูดีที่สุดให้กับบ้าน
“ครับ คุณนาย…?”
“เอากาแฟมาให้คุณฮิลยาร์ด…แมทตี้แล้วก็อะไรดีจ๊ะลูก…ถ้าไม่ต้องก็เอาแต่กาแฟก็แล้วกัน”
“ครับ คุณนาย”
ไมเคิลมักจะคิดด้วยความสงสัยเสมอว่า ทำไมแม่ของเขาจึงไม่เคยกล่าวคำ “ขอบใจ” กับคนรับใช้ดูคล้ายกับว่าคนเ่าั้ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรตรงไหนเลยด้วยซ้ำทั้งๆที่ล้อมรอบตัวแม่ก็มีแต่พวกคนรับใช้และเลขานุการซึ่งพร้อมที่จะตอบสนองความ้าอยู่ตลอดเวลาผมจึงดูเหมือนคนที่มีความสุขสบายทั้งๆ ที่ออกจะเหงาอยู่ไม่น้อย
“การเรียนเป็ยังไงบ้างล่ะลูก?”
“ก็กำลังจะได้รับปริญญาอยู่แล้วละครับอีกสองอาทิตย์เท่านั้น ขอบคุณพระเ้าที่เสร็จเื่นั่นเสียที”
มาเรียน…ชะโงกหน้าเข้ามาหาลูกชายอย่างกระตือรือร้น
“ดีมากไมค์ รู้ไหมว่าแม่ภูมิใจในตัวลูกมากการเป็บัณฑิตน่ะมันเป็สิ่งสูงค่ามาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับด้านสถาปัตย์ด้วยแล้ว”
“โธ่…แม่”
“โธ่อะไรกัน นี่เราจัดเตรียมงานไว้ให้เบนแล้วลูกบอกเขาหรือยังล่ะ?”
“ยังเลยครับแต่ผมคิดว่าถ้าเขารู้เขาจะต้องดีใจมากทีเดียวที่จะออกมาแล้วมีงานทำเลย”
“อ๋อ…เขาจะต้องดีใจมากกว่าที่ลูกคิดแน่เพราะแม่สั่งให้เขาหาตำแหน่งดีๆ ไว้ให้ ถ้าไม่มีก็ให้ตั้งตำแหน่งขึ้นมาใหม่เชียงนะ”
“ถึงอย่างนั้นเชียวหรือครับ แต่ก็ดีเพราะเบนเป็คนเอางานเอาการ ผมว่าเขาต้องทำได้แน่เลย”
“นั่นสิ แม่ก็หวังไว้อย่างนั้นเหมือนกันแล้วลูกล่ะไมค์พร้อมที่จะทำงานหรือยังสำนักงานของลูกจะเสร็จเรียบร้อยภายในอาทิตย์หน้านี้แหละ” ดวงตาของมาเรียนเป็ประกายห้องส่วนตัวของไมเคิลห้องนั้นจะต้องได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามเหมือนห้องทำงานที่พ่อของเขาเคยมีมาเรียนนึกถึงภาพตัวเองที่เดินเลือกซื้อเครื่องประดับห้องนั้นแต่ละชิ้นอย่างภาคภูมิใจและบางชิ้นอย่างเช่นโต๊ะ เก้าอี้ทำงานที่บุด้วยหนังก็สั่งตรงมาจากลอนดอนเลยทีเดียว
“แม่จะบอกให้ว่า ห้องทำงานของลูกน่ะน่าสบายมากเชียวนะจ๊ะ”
“ดีครับ ผมก็อยากเห็นอยู่เหมือนกันมีรูปบางรูปที่ผมอยากเอาใส่กรอบประดับไว้ในห้องนั้นด้วยแต่รอให้พ้นวันรับปริญญาเสียก่อน”
“โอ๊ย…ไม่ต้อง…ไม่ต้องวุ่นวายอะไรเลย แม่เลือกไว้ให้หมดแล้ว”
ผมก็หาไว้เหมือนกัน...ไมเคิลเถียงอยู่ในใจรูปเ่าั้เป็ฝีมือแนนซี่ทั้งหมดและเขาก็มีสิทธิ์ที่จะเอาไปติดไว้ในห้องทำงานส่วนตัวอย่างน้อยมันก็เป็ห้องของเขาไม่ใช่ของแม่ประกายกล้าจุดขึ้นในดวงตาทันทีเมื่อมาถึงตรงนี้ และมาเรียนก็ดูเหมือนจะอ่านสีหน้าลูกชายออก
“แม่ครับ” ไมเคิลขยับขาที่ทอดตามสบายเข้ามาใกล้ตัว
“แม่คิดว่าเราเข้าไปคุยกันในห้องสมุดดีไหมจ๊ะ…?”มาเรียนมองไปทางแมทตี้ที่กำลังรินกาแฟให้ไมเคิลและวางลงให้ตรงหน้า “ถือกาแฟไปด้วยสิลูก”
“ดีครับ” เขาออกจะขอบใจในคำแนะนำของมารดาบางทีการคุยด้วยเื่สำคัญอย่างนี้ก็้าบรรยากาศที่สงบอยู่มากห้องกินข้าวของแม่เตือนใจให้นึกถึงแต่งานบอลรูมตามโรงแรมหรูหราทุกครั้งไม่ก่อให้เกิดความประทับใจในการสนทนาเลยสักครั้ง
เขาเดินตามมารดาออกไปจากห้องนั้น เดินลงบันไดที่พรมหนาเพียงสามขั้นก็ถึงห้องสมุดซึ่งกรุผนังด้วยกระจกใสทิ้งม่านลูกไม้สีขาวเบาบางดูสว่างไปทั่วห้องจากห้องสมุดนี้จะสามารถมองออกไปเห็นถนนสายฟิฟท์ อเวนิวกับเซ็นทรัลปาร์กซึ่งอยู่เลยไปไม่ไกลนัก มุมหนึ่งของห้องเป็เตาผิงแบบโบราณ…ผนังทึบอีกสองด้านเต็มไปด้วยหนังสือที่มีคุณค่าและเหนือขึ้นไปคือรูปคุณพ่อ
พ่อผู้มีแววตาอบอุ่น แจ่มใสเหมือนใครสักคนหนึ่งที่เราใคร่ได้รู้จัก เมื่อครั้งที่เขายังเป็เด็กเล็กๆไมเคิลจำได้ว่า เคยหลบเข้ามาคุยกับรูปคุณพ่อ เขาจะพูดคุยกับพ่อด้วยเสียงที่ดังมากเพราะแกรงว่าถ้าคุยค่อยแล้วพ่อที่อยู่ในรูปจะไม่ได้ยิน
และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่แม่เข้ามาพบเขาตอนที่กำลังคุยอยู่กับพ่อพอดีแต่แม่กลับบอกว่า…เขาทำอะไรโง่ๆ ที่ไม่มีใครจะทำพิเรนทร์ได้ขนาดนี้…แต่แล้วก็ครั้งนั้นนั่นเองที่เขาแอบเห็นแม่นั่งร้องไห้และเงยหน้าขึ้นดูรูปพ่อเช่นเดียวกับที่เขาทำ…