อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 149 การโจมตีที่มิอาจป้องกัน

    ตอนที่ 149


    การประลองรอบที่ 3 นี้ ยังคงเป็นการจับสลากเลือกลำดับการประลองจากทั้ง4 คู่ ไม่ทราบแน่ชัดว่าด้วยโชคชะตาหรือความแม่นยำ สุดท้าย ซุน และ เกาทงหลิน ได้กลายเป็นคู่แรกของการประลองรอบนี้...

     

    สองชายหนุ่มที่หอบหิ้วความคับข้องใจระหว่างกัน เดินก้าวขึ้นไปบนเวทีประลอง...หากเป็นการเผชิญหน้ากันปกติ หรือเป็นการเผชิญหน้ากันในสถานที่อื่นแน่นอนว่าทุกคนย่อมต้องบอกเป็นเสียงเดียวกัน ว่าผู้ชนะย่อมต้องเป็น เกาทงหลิน จากตำแหน่งอัจฉริยะรุ่นเยาว์ลำดับที่5 ของทวีปนี้

     

    ทว่า... หลังจากได้เห็นศึกระหว่าง ซุน และ ซางกวานเฉินเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน เหล่าผู้ชมยังคงเป็นกลุ่มเดิม ทั้งยังมีมากขึ้นอีกหลายส่วนจากการมาสบทบเพิ่มเติมทำให้ผู้ชมก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วล่ะว่า ชัยชนะจะยังเป็นของ เกาทงหลิน อย่างชัดเจนอยู่อีกหรือไม่...โดยเฉพาะชนชั้นระดับยอดฝีมือของทวีป ที่ยอมมีสายตาที่กว้างไกลและเฉียบคมยิ่งกว่า ต่างฝ่ายต่างวิพากษ์วิจารณ์ให้น้ำหนักการประลองระหว่างเกาทงหลิน และ ซุน ในอัตราราว 7 ต่อ 3 ส่วน...

     

    อีกทั้งรอบนี้สมาชิกตระกูลเกา ที่นำโดย เกาเทียนฉีอดีตผู้นำตระกูลยังเข้ามารับชมด้วย และยังมี เทพปรมาจารย์อย่าง ลู่เหรินฮ่าวที่เดินทางแยกมาในอีกทิศทางเพื่อมิให้เกิดร่องรอยความสัมพันธ์ การมาของเทพปรมาจารย์ลำดับที่ 2 ของทวีป สร้างความตื่นตระหนกให้กับทุกพรรคและสำนักไม่น้อย...

     

    และยิ่งมีหนึ่งคนที่น่าครั่นคร้ามที่สุด... เป็นหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ใบหน้าไม่ชัดเจนนัก เนื่องด้วยถูกปกปิดด้วยผ้าบางสีดำครึ่งใบหน้า มีเพียงดวงตาที่สาดประกายคมกล้าไร้สิ้นสุดอัฒจันทร์ในด้านที่นางเดินเข้ามา ทุกคนล้วนลึกยืนพรึบพร้อมกันโดยสัญชาตญาณ จิตใจสะท้านสะเทือนกับการดำรงอยู่ของสตรีผู้นี้...

     

    นางคือ 1 ใน 3 สมาชิกจากตระกูลเล้ง

    ที่เดินทางมาเข้าร่วมงานอภิเษก...

     

    ดวงตาของนางยังมีร่องรอยความแปลกประหลาดบางอย่าง จ้องมองตรงไปยัง ซุนด้วยความล้ำลึก ด้วยความสามารถพิเศษบางอย่างของนาง ทำให้สัมผัสได้ถึงร่องรอยเส้นใยแห่งชะตากรรมที่เกี่ยวพันหากแต่มันพร่าเลือนเจือจางเกินกว่าจะชี้ชัด ก้ำกึ่งระหว่างความรู้สึกและการคิดไปเอง...

     

    ทั้งยังมีคนจากขุมกำลังอื่น ๆ ที่ส่งตัวแทนเข้ามาสังเกตการณ์แม้จะเป็นการต่อสู้ในระดับผู้เยาว์ต่างทวีป ทว่าในอนาคตผู้เยาว์เหล่านี้ย่อมต้องเติบใหญ่เป็นยอดฝีมือชนชั้นแนวหน้าของทวีปพยัคฆ์ขาวฉะนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องที่เสียหายหากจะบันทึกเรื่องราวเหล่านี้เอาไว้...

     

    บนเวทีประลอง...

     

    ซุน หยิบเอากระบี่พันชั่งออกมาตั้งท่าพร้อมรบ แผ่อำนาจคุกคามเหี้ยมหาญอย่างที่การประลองก่อนหน้านี้มิได้เคยแสดงแม้ว่าจะมีกฎห้ามสังหารกันบนเวทีประลอง ทว่ามันก็ถูกบัญญัติไว้เพียงแค่ห้ามสังหารเท่านั้น!! การจะเล่นงานให้อีกฝ่ายตายทั้งเป็นย่อมมีนับสิบนับร้อยวิธี

     

    ซึ่งแน่นอนว่าในส่วนนี้ เกาทงหลิน ก็ทราบดีเช่นกัน... ดวงตาของเกาทงหลิน มีความดุร้ายผิดกับใบหน้าที่หล่อเหลาเข้ารูป มือซ้ายมีประกายแสงสีทองมือขวามีประกายแสงสีเงิน ก่อนที่แสงทั้งสองจะก่อเกิดเป็นยุทธภัณฑ์ที่ชำนาญ...

     

    พรรคราชสีห์สวรรค์ เป็นพรรคที่เก่าแก่มีประวัติความเป็นมานับหมื่นปีเช่นกันถูกก่อตั้งขึ้นโดยชนเผ่าดั้งเดิมชาวตะวันตกในยุคสมัยหนึ่ง จากชนเผ่าในเขตชายแดนที่มีรูปแบบการต่อสู้เป็นเอกลักษณ์สมบูรณ์ทั้งการโจมตีและป้องกันจนเอาชนะศึกสงครามพิชิตเผ่าอื่น ๆ นับร้อยเผ่าตลอดรัศมีหมื่นลี้ทำให้กลายเป็นขุมกำลังอันแข็งแกร่ง และก่อตั้งเป็นพรรคราชสีห์สวรรค์เข้าร่วมกับทางยุทธภพในภายหลัง...

     

    แสงสีทองในมือซ้ายของ เกาทงหลิน เปลี่ยนโล่ทรงกลมสีทอง มีใบหน้าราชสีห์อยู่ตรงกลางเด่นชัด...แสงสีเงินในมือขวา ก่อรูปเป็นดาบสั้นสองคม ที่หนายิ่งกว่าดาบทั่วไป... เมื่อดาบและโล่ประสานร่วมกันกลายเป็นรูปแบบต่อสู้โบราณชาวตะวันตก ที่สมบูรณ์ทั้งป้องกันและโจมตี

     

    “ราชสีห์ประจัญบาน!!”

     

    ซุน หดนัยน์ตาแคบลงเล็กน้อย แน่นอนว่าเจ้าตัวย่อมตรวจสอบรูปแบบการต่อสู้ของเกาทงหลิน มาอย่างละเอียดแล้ว แต่เมื่อได้มายืนตรงหน้าเช่นนี้ก็ยิ่งสัมผัสได้ว่าความสมบูรณ์ของการป้องกันและโจมตี อยู่ในระดับที่สมดุลเป็นเลิศ

     

    “เริ่มการประลองได้!!”

     

    สิ้นเสียงกรรมการประกาศ น่าแปลกที่ทั้งสองกลับยังนิ่งสงบ!! จากท่าทีที่ราวกับพร้อมจะพุ่งเข้าเข่นฆ่ากันก่อนเริ่มประลองหลายคนคิดว่าเมื่อการต่อสู้เริ่มต้น ทั้งสองอาจจะตัดสินกันในชั่วพริบตา... ทว่ากลับตรงกันข้ามกับความคิดเหล่านั้นต่างฝ่ายต่างไร้ซึ่งความประมาท สายตาที่ขยับไปมาพิจารณาอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง บ่งบอกถึงความเชี่ยวชาญด้านการประเมินวิเคราะห์

     

    จนในที่สุด ซุน ก็พ่นลมหายใจแรง ๆ ออกมาครั้งหนึ่ง

    “ช่วยไม่ได้... เช่นนั้นขอดูหน่อยว่าการป้องกันของเจ้ามันจะมีมากเพียงใด!!”

     

    ซุน ระเบิดท่าร่างเป็นฝ่ายพุ่งเข้าหา กระบี่พันชั่งเปล่งแสงวูบวาบพลางสั่นกระเพื่อม บ่งบอกถึงน้ำหนักมหาศาลที่กำลังถูกกระตุ้นให้เพิ่มพูนอย่างต่อเนื่อง...เกาทงหลิน มองผ่านโล่ราชสีห์ที่ยกกำชับแน่นระดับสายตา แม้จะเคยเห็นพลานุภาพสยบในทุกกระบวนท่าของซุน มาแล้ว แต่ก็ยังไร้ท่าทีกระวนกระวาย

     

    ซุน ยกชูกระบี่พันชั่งขึ้นสูง ปราณกระบี่โดยรอบถูกรวมผนึกเป็นหนึ่งเดียวมองเห็นกระบี่พันชั่งเกิดเป็นภาพมายาเงากระบี่ที่ขยายขนาดยืดยาวออกไปกว่า 10 จั้ง ในชั่วพริบตาแผ่อำนาจคุกคามสะท้านสะเทือน...

     

    “เพลงกระบี่วีรชนแดนประจิม... หนึ่งกระบี่พิชิตทรราช!!”

     

    การฟาดฟันลงมาของเงากระบี่ขนาดใหญ่ แน่นอนว่ามิได้คาดหวังจะเผด็จศึกหากแต่ต้องการวิเคราะห์ความแข็งแกร่งด้านการป้องกันของ เกาทงหลิน ผ่านการปะทะครั้งนี้...แต่แล้วจังหวะนั้นเอง ดวงตาของ เกาทงหลิน พลันฉายแววดุร้าย ระเบิดแสงสีทองจากโล่ราชสีห์กวาดแขนซ้ายที่ปูดโปนไปด้วยกล้ามเนื้อเพียงครั้ง ผลักดันยังจุดที่เปราะบางของเงากระบี่ยักษ์จนเกิดการเอนเอียงเบี่ยงทิศ

     

    “!!!!!!!!!!!” ซุนเบิกตากว้างขึ้นทันที การทำเช่นนี้ของ เกาทงหลิน มิได้เกิดจากพละกำลังที่มากไปกว่าซุน แต่เป็นเพราะ เกาทงหลิน มองขาดในตำแหน่งที่ง่ายต่อการผลักดัน ใช้กำลังเพียงระดับ1 สามารถผลักดัน กระบี่แนวตรงที่มีกำลังระดับ 10 ให้เฉแฉลบ เอียงเอนเสียหลักอย่างง่ายดาย

     

    ทั้งยังใช้จังหวะนั้นโดดทะยานตรงเข้าไปยังจุดบอดหลังการฟาดฟันชั่วพริบตาก็เข้ามาประชิดร่าง ฟาดฟันดาบสีเงินอันทรงพลัง เข้าหาร่างของ ซุน ด้วยจิตสังหารที่พรั่งพรู...ดาบสีเงินเล่มนี้แม้จะสั้น ทว่ามันกลับเป็นการลดความเทอะทะของตัวดาบ ความหนาและสั้นของมันยังทำให้เกิดเป็นพลังโจมตีประชิดที่ไม่เน้นระยะตวัดฟันแต่ละครั้งหนักหน่วงไร้เทียมทาน

     

    ซุน สัมผัสได้ถึงวิกฤตในพริบตานั้น... เพียงแค่เสียงฟันที่แหวกอากาศยังบอกได้เลยว่าการฟันที่มุ่งเน้นความหนักหน่วงของ เกาทงหลิน แตกต่างไปจากการทิ่มแทงกระบี่ที่เน้นจำนวนและความต่อเนื่องของซางกวานเฉิน อย่างมาก…

     

    ดังนั้นต่อให้ใช้รอยสักและอาคมคุ้มกาย ก็ใช่ว่าจะป้องกันการฟันครั้งนี้ได้ทั้งหมดอีกทั้ง เกาทงหลิน ยังเลือกที่จะฟันมายังศีรษะอันเป็นจุดตายอย่างไม่มีความลังเลราวกับไม่สนใจต่อกฎการประลอง...

     

    “ตาย!!” เกาทงหลินคำรามเสียงสะท้านฟ้า

     

    ซุน เผยจิตสังหารขึ้น กัดฟันดังกรอด... กระบี่พันชั่ง หนักเกินกว่าจะยกขึ้นมาตั้งรับได้ทันในจุดบอดเช่นนี้จึงตัดสินใจทิ้งกระบี่ในทันที เอี้ยวสะบัดร่างอย่างรุนแรงหันตรงไปยัง เกาทงหลิน จับคว้าไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้าแหวนมิติพลันสว่างวาบ ก่อนจะมีแสงสีทองสาดประกายขึ้น...

     

    “กระบี่ทองไร้เอกลักษณ์!!”

     

    ตูม!!

     

    กระบี่สีทองและดาบสีเงินเข้าปะทะกันตรง ๆ เกิดเสียงกัมปนาทที่ฉีกกระชากชั้นบรรยากาศโดยรอบให้แตกกระจายผลักดันจนทั้งสองคนจนต้องถลาโซเซไปด้านหลัง ต่างฝ่ายต่างก็ตระหนักถึงความรุนแรงที่สะท้านมายังข้อมือ...

     

    การปะทะเพียงครั้งเดียวเมื่อครู่บ่งบอกถึงหลายสิ่ง... ซุนนึกถึงการประชุมภายในหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ ที่กล่าวถึงความสามารถของ เกาทงหลินไว้อย่างละเอียด ว่าชายหนุ่มผู้นี้แม้ว่าจะไม่ได้มีกระบวนท่าที่สะท้านสะเทือนฟ้าดินจนน่าเกรงขามเฉกเช่นอัจฉริยะหลาย ๆ คน แต่กลับเป็นอัจฉริยะในด้านที่แตกต่างออกไป

     

    นั่นคือทักษะด้านสายตาอันเฉียบคม ที่สามารถมองเห็นจุดอ่อนของกระบวนท่าได้ในพริบตาเป็นพลังในการมองขาดที่น่าตกใจ ระดับที่เทียบเท่าชนชั้นยอดฝีมือผู้ชรา... เกาทงหลินจะใช้โล่สกัดกระบวนท่า ที่แม้ว่ากระบวนท่านั้นจะครอบฟ้าคลุมดินก็ยังมองขาดเห็นถึงช่องโหว่ในพริบตา และป้องกันอย่างถูกจุด...

     

    จากนั้นก็จะใช้ทักษะการมองขาดนี้อีกครั้ง ตรงเข้าเล่นงานยังจุดบอดเพื่อสวนคืนในฉับพลันด้วยดาบสีเงินอันทรงพลัง รูปแบบการต่อสู้ของ เกาทงหลิน ฟังดูแสนเรียบง่ายแต่กลับป้องกันได้ยากยิ่ง เป็นนักฉวยโอกาสที่น่ากลัว จากพื้นฐานของอุปนิสัยที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย...

     

    “หากโจมตีอย่างไม่ระวัง จะถูกสวนกลับในทันทีงั้นสินะ...สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของ เกาทงหลิน มิใช่โล่และดาบ แต่เป็นสายตาที่มองขาดนั่น!!” ซุน เอ่ยพึมพำกับตนเอง เขม็งมองด้วยท่าทีหวาดหวั่นไม่น้อย ข้อมูลของเกาทงหลิน ที่ฟังมา ไม่เป็นรูปธรรมนัก แต่พอได้เผชิญหน้าก็ทำให้ตระหนักได้ทันทีว่า เกาทงหลิน สมกับตำแหน่งอัจฉริยะ

     

    การจะมีสายตาที่สามารถมองขาดในกระบวนท่าของอีกฝ่ายในพริบตาเช่นนี้แปลว่า เกาทงหลิน ผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชน กอบโกยประสบการณ์เหล่านั้นมาย่อยสลายเป็นความสามารถซึ่งในส่วนนี้ก็นับว่ามีความคล้ายคลึงกับ ซุน อยู่หลายส่วน... แต่เพราะ ซุนมีประสบการณ์ต่อสู้จริงน้อยเกินไป จึงไม่อาจทำได้ในระดับเดียวกับ เกาทงหลิน...

     

    เกาทงหลิน ตั้งท่าราชสีห์ประจัญบานอีกครั้ง ยกโล่เสมอสายตาดาบยกชี้ซ้อนอยู่ด้านหลังของโล่ แววตาคมกริบคล้ายอ่านได้แม้แต่การไหลเวียนของโลหิตใต้อาภรณ์ยกมุมปากแค่นเสียงเย็นขึ้นยั่วยุ “หวาดกลัวงั้นหรือ?! บอกแล้วยังไงว่าข้าจะดับรัศมีของเจ้าในการประลองครั้งนี้และอย่าคิดว่าจะได้เดินลงจากเวทีด้วยร่างกายสมประกอบ!!”

     

    แม้ เกาทงหลิน จะเอ่ยดูแคลนออกมาเช่นนั้น แต่ภายในใจก็พลันเต้นระส่ำอยู่ไม่น้อย...สิ่งที่ เกาทงหลิน รู้สึกหวาดหวั่นต่ออีกฝ่าย มิใช่พละกำลัง มิใช่ความสามารถของซุน แต่เป็นกระบี่เก่าคร่ำครึ ที่เต็มไปด้วยรอยบิ่นทื่อเล่มนั้น!! เกาทงหลิน สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณแห่งศาสตราอันน่าสะพรึงที่พวยพุ่งเป็นพลังงานที่มองไม่เห็นแต่กลับรู้สึกขนลุกชูชันอย่างไร้ที่มา

     

    ซุน เผยสีหน้าไม่ยี่หระในคำยั่วยุ ขณะที่มองไปยัง เกาทงหลิน ก็ค่อยๆ เดินเนิบนาบตรงไปเก็บกระบี่พันชั่งอย่างไม่เร่งร้อน ในเวลาส่วนนี้ครุ่นคิดหาวิธีพอจะเข้าใจรูปแบบการต่อสู้ของ เกาทงหลิน ผ่านห้วงสมาธิขึ้นมาบ้างแล้ว...

     

    “แบบนี้นี่เอง...ยิ่งโถมกระบวนท่ารุนแรงก็จะยิ่งมีโอกาสถูกสวนกลับมาได้ง่ายขึ้น...” ซุน เอ่ยพึมพำพลางหดนัยน์ตาแคบลงก่อนจะแสยะยิ้มขึ้นเผยฟันเขี้ยวมีประกาย

     

    “เกาทงหลิน... ดูท่าเจ้าจะมั่นใจในการป้องกันและสายตาของตนเองมากเลยงั้นสินะเช่นนั้นข้าจะสอนให้เจ้ารู้เองว่า ยังมีสิ่งที่แม้จะเห็นถึงกระบวนท่า แม้จะถูกอ่านขาดแต่โล่ในมือของเจ้าก็มิอาจป้องกันมันได้!!”

     

    “!!!!!!!!!!” เกาทงหลิน เบิกตากว้างในทันที

     

    ชั่วพริบตานั้น ซุน ระเบิดท่าร่างพุ่งตรงเข้าหา มองแล้วทั้งอุกอาจและเต็มไปด้วยความประมาท...ทว่ามันกลับสร้างความสับสนให้กับ เกาทงหลิน จนเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

     

    “มันคิดจะทำอะไร!!”

     

    ท่าทีพรวดพราดเช่นนั้นของ ซุน ตรงเข้ามาโดยไม่เห็นแม้แต่การตระเตรียมกระบวนท่าที่จะโจมตีใดๆ มีเพียงกระแสลมโดยรอบที่ถูก ซุน สูดเอาลมหายใจลึกเข้าไปเท่านั้น อีกทั้งยังสูดเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ จนหน้าอกกระเพื่อมโป่งพอง ไม่ทราบแต่ชัดว่ามีมวลอากาศมากเพียงใดที่ปอดคู่นั้นสามารถกักเก็บเอาไว้

     

    จวบจนมาถึงระยะครึ่งก้าว ห่างจาก เกาทงหลิน ที่ยังคงยกโล่กระชับมั่น...

     

    เงาร่างของสมิงขาว โผล่ออกมาจากแผ่นหลัง ทับซ้อนไปยังร่างของ ซุน ดวงตาเปล่งประกายแสงเจิดจรัสก่อนจะระเบิดคลื่นเสียงคำรามที่สะท้านฟ้าสะเทือนดิน กังวานดังกัมปนาทกระจายไปแปดทิศเป็นเสียงที่ดังกึกก้องอย่างที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน...

     

    “ระเบิดคลื่นเสียง พยัคฆ์คำรน!!”

     

    …………………………………..