[จบ]1-1 ย้อนเวลามากับระบบใส่เดี่ยว

    32 ลำแสงดาบและลำแสงมีด

    “งั้นก็ เตือนฉันหากดูดครบ 50 %”


    แอชเชอร์ไม่ต้องการดูดซับฟอสเอนเนอร์จี้ไปทั้งหมด เนื่องจากว่าภารกิจของพวกเขานอกจากล่าแล้วยังต้องเก็บฟอสเอนเนอร์จี้กลับไปด้วย ยังดีที่การแข่งขันของพวกเขาทั้ง 3 กลุ่มที่นำด้วยระดับ S ไม่นำปริมาณฟอสเอนเนอร์จี้มาใช้ในการตัดสินของการล่า เขาจึงสามารถขโมยมันมาได้ แอชเชอร์ที่วางมือลงไปยังร่างของมอนสเตอร์ที่ตายจึงรีบยกออกหลังดูดซับตามที่เขาต้องการ


    พี่เลี้ยงออกคำสั่งให้กลุ่มของแอชเชอร์เคลื่อนตัวเข้าหามอนสเตอร์ตัวต่อไประหว่างนี้เองแอชเชอร์ได้แสดงความดีใจออกมา เมื่อเขารู้ว่าตัวเองสามารถดูดซับฟอสเอนเนอร์จี้มาเก็บเอาไว้ได้แล้ว


    “สถานะ”


    การวิ่งมีเวลาราว 1 นาทีจะถึงมอนสเตอร์ตัวต่อไป อย่างไรก็ตามพี่เลี้ยงจะดึงมอนสเตอร์ตัวอื่นๆออกไปให้ การล่าในวันนี้พวกเขาจะได้ลองฆ่ามอนสเตอร์ที่อยู่ตัวเดียว ด้วยระยะเวลาที่มีอยู่แอชเชอร์จึงเข้าไปดูสถานะตัวเองก่อนจะแสดงความดีใจออกมา


    [ระบบ 1 - 1 ระดับ 1 ดาว]

    [ชื่อ : แอชเชอร์ แอสลาส]

    [อายุ : 15 ปี]

    [ระดับซิงโครไนซ์ : SS ]

    [พลังโจมตี 0  [5]]

    [พลังป้องกัน 0  [5]]

    [ความเร็ว 1 [5]]

    [พลังต่อสู้  80]

    [ฟอสเอนเนอร์จี้ 1170]

    [แต้มสถานะคงเหลือ 0]

    [ สถานะร่างกาย 100 % ]


    สกิล >>

    [วิ่งเร็ว{Max}][ระเบิดความเร็ว{Max}][วิ่งหลบหลีก{Max}][ปีนป่าย{Max}][ว่ายน้ำ{Max}][ปอดเหล็ก{max}]


    [เชี่ยวชาญหมัดปานกลาง{22%}]

    [เชี่ยวชาญดาบปานกลาง{25%}]

    [เชี่ยวชาญมีดปานกลาง{26%}]


    นอกจากค่าสถานะโจมตี ป้องกันและความเร็วที่เพิ่มมาอย่างละ 1 หน่วยจนเขามีแต้มรวมจากการฝึกฝนอย่างละ 5 แต้ม แอชเชอร์ยังเห็นตัวเลขของฟอสเอนเนอร์จี้เพิ่มเป็น 1170 หน่วยอีกด้วย หากเขาล่าในวันนี้ต่อไปอีกจนถึงเที่ยงวัน เขาจะต้องได้ฟอสเอนเนอร์จี้มาหลายหน่วยอย่างแน่นอน ส่วนสกิลเชี่ยวชาญทั้ง 3 อย่างพวกมันก็เพิ่มอย่างละน้อยเป็นผลมาจากการใช้งานของเขาที่เกิดขึ้นในทุกๆวัน


    “ทุกคนเตรียมพร้อม”


    มอนสเตอร์ตัวที่สองถูกล้อมอย่างรวดเร็วแอชเชอร์จึงออกคำสั่งหลังจากพี่เลี้ยงปิดกั้นไม่ให้มอนสเตอร์ตัวอื่นเข้ามารบกวนการฝึกของพวกเขาได้ 


    มอนสเตอร์ที่ถูกล้อมเอาแสดงสีหน้าตกใจกับคนจำนวนมากที่เข้ามาหากระทันหันทว่ากลับหนีไม่ได้เพราะคนที่ล้อมรอบพุ่งตัวปิดล้อมมันทุกทางแล้ว ทันทีที่นักเรียนทั้ง 18 ล้อมมอนสเตอร์ได้แล้วนั้น มันก็ถูกนักเรียนพุ่งไปรอบๆ ฟาดฟันอาวุธเข้าโจมตีด้วยรูปแบบอันสับสนและพลังที่เหนือกว่า กระทั่งผ่านไป 1 นาทีมอนสเตอร์ตัวใหญ่ยักษ์ก็ได้ล้มตัวลงไปนอนตายบนพื้นดิน  แต่ก่อนที่พวกเขาจะเปลี่ยนไปยังมอนสเตอร์ตัวถัดไปที่อยู่ไม่ไกล แอชเชอร์ได้แอบดูดซับพลังของฟอสเอนเนอร์จี้มาอีกหนหนึ่ง แต่เขาไม่ได้ดูดซับมาทั้งหมด เขาให้ระบบดูดมาเพียง 50 % เท่านั้นจากที่เหลืออยู่ในร่างของมอนสเตอร์


    “ทำการเก็บฟอสเอนเนอร์จี้สำเร็จ ” คนที่รับหน้าที่เก็บฟอสเอนเนอร์จี้เข้าไปในแบตเตอรี่ร้องลั่นบอกเกี่ยวกับภารกิจของเขาที่เสร็จลงไป จากนั้นการล่าของกลุ่มแอชเชอร์ก็เริ่มขึ้นอีก ซึ่งมันเป็นการฆ่าที่ง่ายดายมาก จนทุกคนรู้สึกไม่ได้เกรงกลัวต่อมอนสเตอร์อีกต่อไป


    กระทั่งการฆ่าของพวกเราเริ่มไปถึงครึ่งวัน รุ่นพี่ก็สั่งหยุดเพื่อที่จะเดินทางกลับ แม้จะมีนักเรียนหลายคนสนุกกับการฆ่าแล้วอยากล่าต่อไปจนถึงค่ำเพราะพลังของชุดเกราะใช้ไปเพียง 30 % เท่านั้น 


    “รุ่นพี่ เราไม่สามารถฝึกต่อได้จริงๆเหรอ พลังชุดเกราะเรายังเหลืออีก 70 %”


    “พวกนายจะอยู่ต่อไปก็ได้ แต่อย่าลืมว่าทุกๆอย่างมีการวัดผล”


    “ทุกคนกลับ เดี๋ยวฉันจะบอกสาเหตุให้ฟังระหว่างทาง” แอชเชอร์ร้องตะโกนบอกเพื่อนให้กลับ หลายคนอยากรู้สาเหตุจึงเลือกที่จะหยุดความตื่นเต้นของการล่าในเช้านี้เอาไว้ ดูท่าพี่เลี้ยงจะไม่ได้มีหน้าที่บอกอะไรมากมาย แอชเชอร์จึงต้องบอกเพื่อนในกลุ่มของเขาให้รู้เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องระวังให้มากที่สุด


    เขาจำเป็นต้องเอ่ยปากบอกแทนที่จะอยู่เงียบๆก็เพราะว่าตอนนี้กลุ่มที่เขาสังกัดมีผลดีและผลเสียต่อตัวของเขา ทุกอย่างจะตัดสินด้วยคะแนนของกลุ่ม เพื่อให้ได้คะแนนอันดับ 1 เขาจึงจำเป็นต้องเล่าสถานการณ์ให้ทุกคนฟัง จากประสบการณ์ที่เขาเป็นครูฝึกมาก่อนจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะลดความกระตือรือร้นของทุกๆคนที่อาจจะนำไปสู่ปัญหาใหญ่


    “เอาล่ะ สาเหตุที่พวกเราต้องกลับก็เพราะว่ามันเสี่ยงเกินไป พวกนายคิดว่าตอนนี้การฆ่าเป็นเรื่องง่ายใช่ไหม”


    “ใช่ พวกมันเป็นเพียงมอนสเตอร์ระดับ 3 เราไม่จำเป็นต้องกลัว ต่อให้พลังงานของชุดเกราะหมดพวกเราก็ไม่ตายเพราะชุดเกราะมันสร้างมาจากชิ้นส่วนมอนสเตอร์ระดับ 6” หนึ่งในทีมอธิบายวิธีคิดของเขาเกี่ยวกับความอยากที่ต้องการฆ่ามอนสเตอร์ต่อไป


    “เป็นความคิดที่ไม่ผิด แต่ต้องบอกก่อนว่า สถานที่แห่งนี้พี่เลี้ยงของเราไม่ได้จัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า หากเรายังฝืนถ้ามีมอนสเตอร์ระดับสูงโผล่ออกมาล่ะ พวกนายคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น”


    ทุกคนคิดตาม บางคนก็เริ่มหัวเย็นลงหลังจากรู้ถึงสิ่งที่อาจจะเกิด ถ้าพวกเขายังคงล่าต่อในวันแรกที่ได้ออกมาจากเขตปลอดภัย ความห้าวของพวกเขาจะนำทุกคนไปสู่อันตรายได้เพราะไม่รู้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้เลย


    “แม้เราจะไม่ตาย คะแนนของเราจะถูกหักแน่นอน อีกอย่างตอนนี้เราไม่มีใครใช้สกิลอาวุธหลักได้ อย่างน้อยๆถ้าเรามีสกิลการล่ายังคงมีโอกาสรอดสูงหากมอนสเตอร์ระดับสูงโผล่ออกมา  ช่วงนี้เราทำตามสเต็ปการฝึกซ้อมจะดีกว่า ช้าๆ ไม่ต้องรีบ วันนี้เราฆ่าได้ วันต่อไปก็ต้องได้เช่นเดียวกัน หากมอนสเตอร์มันฆ่าง่ายขนาดนั้น ทำไมทหารจึงไม่กวาดล้างพวกมันด้วยชุดเกราะระดับสูง”


    ในความคิดของแอชเชอร์ตอนนี้ ทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นเป็นการเพิ่มแต้มและหักแต้มจากการจับตามองของพี่เลี้ยง หากพวกเขาขัดคำสั่งแต้มก็จะถูกลดแน่นอน แล้วเพื่อทำการเพิ่มแต้มเขาจึงบอกในสิ่งที่ควรจะเป็น ด้วยสิ่งที่เขาเอ่ยออกไป อาจจะทำให้พี่เลี้ยงพอใจกับความสามารถในการมองสถานการณ์จนเพิ่มแต้มให้พวกเขาก็ได้


    “เอาล่ะ ขึ้นรถ ไม่มีใครลืมอะไรใช่ไหม”


    พี่เลี้ยงบอกให้กลุ่มของแอชเชอร์ขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับ ดูเหมือนพวกเขาจะเป็นกลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงตำแหน่งที่จอดรถเอาไว้


    “ไม่มีครับ”


    รถฮัมวี่มุ่งหน้ากลับไปยังค่ายฝึกพิเศษ โดยทุกคนหันมองตามหลังเพราะอีก 2 กลุ่มยังไม่ได้เดินทางกลับ การมายังเขตนี้พวกเขามาถึงเป็นกลุ่มสุดท้าย แต่ต้องกลับเป็นกลุ่มแรก ถึงอย่างนั้นแอชเชอร์ก็ได้พูดบอกถึงสิ่งสำคัญเพื่อไม่ให้พวกเขาคิดมาก


    “ถ้าอยากรู้ว่าการลงมือของพวกเราอะไรถูก อะไรผิด เย็นนี้คอยดูแต้มที่เราได้ก็น่าจะรู้เอง หากว่าสิ่งที่ฉันบอกกับพวกนายเป็นเรื่องโกหกจนทำให้เราต้องกลับเร็วแล้วเกิดคะแนนที่ได้ต่ำ ครั้งหน้าฉันจะพาล่าจนกว่าจะค่ำไปเลย”


    “อืม เรายังมีพรุ่งนี้”


    การเดินทางเป็นไปได้อย่างราบเรียบมีเพียงแค่เสียงรถที่กำลังวิ่งไปตามทาง  กระทั่งพวกเขากลับมาถึงค่าย กลุ่มของแอชเชอร์ก็ได้เดินไปยังโรงเก็บอาวุธเพื่อส่งคืนชุดเกราะให้กับช่างเพื่อซ่อมแซมและเติมพลังงานให้กับมัน จากนั้นพวกเขาก็แยกกันไปทำธุระส่วนตัว ไว้เย็นนี้พวกเขาจะได้รู้ว่าสิ่งที่ทำในวันนี้มีผลเป็นอย่างไร


    ปึง~!


    “สถานะ”


    หลังจากกลับเข้ามาในห้องแอชเชอร์มองจำนวนฟอสเอนเนอร์จี้ที่รวมกับของเดิมที่ตอนนี้มี 2512 หน่วย มันเป็นจำนวนที่มากจนเขาฉีกยิ้มกว้าง ทว่าเขาก็ยังไม่คิดจะทำอะไรกับมัน ทำเพียงเก็บมันเอาไว้รักษาชีวิต การฝึกของเขายังไม่จบช่วงนี้เขาสามารถรับแต้มสถานะได้ฟรีจากการฝึกซ้อม ทำให้เขาไม่กล้าเพิ่มความแข็งแกร่งเพราะมันจะทำให้สถานะฟรีเพิ่มขึ้นได้ยาก 


    กระทั่งแอชเชอร์อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดฝึกซ้อมเขาก็ไปยังชั้นที่มีห้องให้ฝึก วันนี้สิ่งที่เขาจะทำยังคงเหมือนเดิม นั่นคือการออกกำลังกายอย่างหนัก แต่เขาจำเป็นต้องพักการเข้าห้องจำลองการต่อสู้เนื่องจากว่าเขามีสิ่งที่ต้องทำกว่านั้นคือการฝึกสกิล


    วูบ~!


    มานาจากชุดเกราะฝึกซ้อมไหลไปยังแขนทั้งสองข้างก่อนจะเข้าไปโอบล้อมดาบและมีดในมือของเขาเอาไว้ การฝึกของแอชเชอร์ยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบเดิม นั่นคือการฝึกควบคุมมานาเพื่อส่งไปยังอาวุธในมือซ้ำๆ จนกว่าจะเกิดความเคยชิน  


    ซึ่งการต่อสู้ในวันนี้ทำให้เขาพัฒนาไปได้ไกลมาก เดิมทีการฝึกฟันหุ่นซ้อมของเขามีข้อจำกัด นั่นคือเขามองไม่เห็นรอยฟันที่ชัดเจนจากมานาที่ส่งผ่านอาวุธ แต่การเข้าปะทะกับมอนสเตอร์ทำให้เขาจับเทคนิคการใช้มานากับอาวุธได้อย่างเหมาะสม จึงทำให้ 10 ครั้งที่เขาโจมตีด้วยลำแสงดาบจากตัวเองไม่ได้ใช้จากสกิล สำเร็จ 5 ครั้ง  แอชเชอร์จึงพยายามจดจำช่วงเวลาที่ปลดปล่อยมานาออกจากดาบเกิดเป็นลำแสงดาบแล้วพยายามฟาดฟันอาวุธในมือออกไป จนกว่าเขาจะปลดปล่อยลำแสงดาบได้ตามที่ต้องการ


    ตู้ม วูบ วูบ ตู้ม~!


    การลองผิดลองถูกเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าภายในห้องฝึกซ้อม แอชเชอร์ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเพราะเขามีเวลาจนกว่าจะถึงเที่ยงคืน เขาไม่จำเป็นต้องฝึกพร้อมเพื่อน พักพร้อมเพื่อนเหมือนตอนที่อยู่ค่ายฝึกกองทัพที่ 7 ตอนนี้นอกจากช่วงเช้า ช่วงอื่นๆเขาจะทำอะไรก็ได้หากออกกำลังกาย 3 ชั่วโมงเสร็จ


    ตู้ม~!


    [แจ้งเตือน การฝึกถึงขอบเขตที่กำหนด ท่านได้รับสกิลลำแสงดาบ]


    [แจ้งเตือน การฝึกถึงขอบเขตที่กำหนด ท่านได้รับสกิลลำแสงมีด]


    ดวงตาของแอชเชอร์เบิกกว้างด้วยความดีใจ หลังจากเขาได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากทางระบบ เขาจึงรีบเข้าไปดูสถานะก่อนจะพบว่ามีสกิลเพิ่มเข้ามา 2 อย่าง ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่สกิลที่สามารถเพิ่มความสามารถเหมือนสกิลเชี่ยวชาญดาบและมีด แต่มันกลับเป็นสกิลที่น่ากลัวเมื่อได้รับมานาที่เหมาะสม


    เนื่องจากว่าสกิลที่ได้เป็นสกิลที่มีความรุนแรงขึ้นอยู่กับพลังงานที่ป้อนให้ไป เหมือนกับสกิลวิ่ง หากเขาใช้มานาของชุดเกราะมาร์คทู ขอบเขตความเร็วของเขาจะอยู่ในขอบเขตของชุดเกราะมาร์คทู แต่หากเขาสวมใส่ชุดเกราะมาร์คเซเว่น ความเร็วก็จะอยู่ในขอบเขตของชุดเกราะมาร์คเซเว่น สกิลลำแสงดาบก็เช่นเดียวกัน มันจะรุนแรงตามชุดเกราะที่เขาสวมใส่ หากสวมใส่ชุดเกราะมาร์คทูเขาก็ฆ่าได้แค่มอนสเตอร์ 1 ดาว หากสวมใส่ชุดเกราะมาร์คเซเว่น ลำแสงดาบของเขาก็ฆ่าได้แม้กระทั่งมอนสเตอร์ 6 ดาว 


    วิ๊ง~!


    แอชเชอร์ทดสอบสกิลลำแสงดาบ ปรากฎว่าเขาใช้พละกำลังหรือมานาก็ได้ ลำแสงดาบที่เขาใช้ทำให้แอชเชอร์ฟันดาบออกไปเป็นน้ำแข็ง กระทบกำแพงห้องทิ้งรอยฟันบางๆเอาไว้ ด้วยพลังของชุดเกราะฝึกซ้อมจึงทำให้ผลลัพธ์ของมันมีเพียงเท่านี้


    ลำแสงมีดก็มีพลังทำลายเช่นเดียวกัน เพียงแต่ขนาดของมันเล็กกว่า พลังทำลายไม่ต่างจากดาบเท่าไหร่  


    “ระบบ  ในตอนที่ฉันสวมใส่ชุดเกราะมาร์คเซเว่นแล้วใช้สกิลลำแสงดาบ แต่ตอนนั้นฉันให้มันใช้พละกำลัง สกิลจะรุนแรงแค่ไหน”


    [แจ้งเตือน ร่างกายของโฮสต์ตอนนี้อยู่ในขอบเขต 1 ดาว พลังทำลายของสกิลจะไม่มากและไม่น้อยไปกว่า 1 ดาว]


    “งั้นสินะ ต้องทำให้ร่างกายแข็งแกร่งหากอยากให้สกิลแข็งแกร่งเมื่อใช้พละกำลัง”


    แอชเชอร์เริ่มใช้งานสกิลทั้ง 2 ต่อไปกระทั่งรู้สึกคุ้นชินจึงเดินไปยังห้องจำลองการต่อสู้   เพื่อที่เขาจะได้ทดลองใช้งานมันให้คล่องกว่าเดิม








     


    คล้ายกับเรื่อง[จบ]1-1 ย้อนเวลามากับระบบใส่เดี่ยว ที่คุณอ่าน