สัตว์อสูริญญาธาตุ ‘วานรเขากระทิง’
พลังขั้นระดับราชันย์อสูรของมัน ทำให้มีอายุขัยที่ยืดเยื้อจนยืนยาวถึงหนึ่งพันปีและสิ้นสุดอายุขัยที่ประมาณเกือบแสนปีเป็อย่างน้อยซึ่งแตกต่างจากสัตว์อสูริญญาชีวิน กับสัตว์อสุริญญาเวท ที่ฝ่ายหลังทั้งสองมีอายุยืนยาวมากกว่าหลายเท่า
วานรเขากระทิง การรับรู้กระทั่งสติปัญญาของมัน ดูจะไม่แตกต่างจากเหยี่ยววายุอัสนีที่เป็สัตว์อสูริญญาทั่วไป และเสือดาวเข็มบินที่เป็สัตว์อสูริญญาชีวินอย่างแน่นอน หรือบางทีอาจจะสูงส่งกว่าเสียด้วยช้ำไป
เพราะสัตว์อสูริญญาทั้งสามประเภทที่ดำรงอยู่ในสาแหรกตระกูลเดียวกันนี้กับมันนั้น อย่างเช่นว่า จำพวก ‘วานรสีเงิน’ และ ‘วานรธาตุคลั่ง’ ซึ่งเป็สัตว์อสูริญญาชิวิน ‘วานรขนทอง’ สัตว์อสูริญญาเวทระดับสูงส่ง รวมไปถึง ‘ฝูงทมิฬคร่าิญญา’ ที่เป็สัตว์อสูริญญาธาตุเช่นเดียวกับมันซึ่งก็คือพวก ‘ลิงดำ’ นั้นเองในความหมายของเฟยอวิ๋น พวกมันก็ล้วนฉลาดเฉลียวกว่าสัตว์อสูริญญาในระดับเดียวกันทั้งนั้น
เฟยอวิ๋นสูดหายใจเข้าลึกพลางขบคิดไปว่า
‘หากเป็เช่นนี้!...มันอาจร่ายอักขระเวทได้เองและคงต้องเรียนรู้ฝึกฝนมาอย่างยาวนานหลายร้อยปีแต่ว่าคงไม่มั่ง!...ที่มันจะทำแบบนั้นได้ เพราะว่า...สัตว์อสูริญญาธาตุโดยธรรมชาติแล้วมันไม่สามารถที่จะพูดภาษามนุษย์ได้ แต่ทว่ามันสามารถเรียนรู้จากบุคคลอื่นได้หรือไม่ก็?...มันมี ‘ตราประทับหลัก’ ของยันต์ผนึกม่านเวทที่แอบเก็บซ่อนเอาไว้อยู่กับตัวดังนั้นจึงทำให้มันสามารถที่จะเข้าออกไปมาได้ตามที่้า’
เด็กหนุ่มพลางนึกถึงตำรา ‘ไพรหมื่นิญญา’เล่มหนาขึ้นมาแวบหนึ่ง ที่เขาเคยอ่านท่องจำมาไม่รู้กี่รอบและยังสามารถหลับตาคัดลอกได้ทั้งเล่มกระทั่งขีดเขียนเป็ลายลักษณ์อักษรโดยไม่ผิดตกแม้แต่คำเดียวแต่ในบันทึกเหมือนจะขาดส่วนลึกไปเช่นกัน
ดังนั้นแล้วจำต้องมีการพิสูจน์ดู แล้วจะใช้วิธีจับมันหรือไม่ก็สังหารมันดีล่ะเพื่อหาตราประทับหลักของผนึกม่านเวท!
ก่อนที่เด็กหนุ่มจะดึงสติที่ล่องลอยให้กลับมา และแล้วความคิดอันบ้าระห่ำก็บังเกิดวูบวาบขึ้นมาในสมองของเขา
เหยี่ยววายุอัสนีเมื่อเห็นท่าทางของเฟยอวิ๋นเปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ มันก็เข้าใจถึงความหมายที่ซุกซ่อนอยู่บนใบหน้านั้นดีก่อนจะส่งจิตไปถามด้วยเสียงอันสั่นเครือ
‘นายน้อย...ท่านอย่าบอกข้านะว่า...?’
‘ใช่!..ข้าจะลองสู้กับมันดูซักตั้งแบบนี้ข้ายิ่งอยากทดสอบ! แต่ถ้าหากเกิดเหตุการณ์ผิดพลาดขึ้นมาอย่างไม่คาดคิดพวกเราก็จะรีบหนีไปโดยทันที เพราะยังไงมันก็วิ่งตามหลังพวกเราไม่ทันอยู่แล้ว’
‘พูดง่าย!...งั้นท่านแน่ใจสักกี่ส่วน?ที่จะมีโอกาสได้ััถึงตัวมัน’
‘ขะ...ข้า...ข้าเองก็ยังตอบไม่ได้!’
‘หา!!! ท่านว่าเช่นไรนะ ท่านจะบ้าไปแล้วรึไง!งั้นพวกเรารีบหนีกันเถอะ! หากว่าท่านไม่มั่นใจ และไม่สามารถที่จะบอกข้าได้’
เหยี่ยววายุอัสนีพูดจบ กำลังเอี้ยวตัวหันหลังเพื่อเดินหนี
แต่ทว่า ร่างของเฟยอวิ๋นกับขยับไหวอย่างรวดเร็ว ขณะที่สองมือกำหมัดเข้าหากันแน่นผ่อนลมหายใจเยือกเย็นออกมา พลันพุ่งทะยานไปยืนอยู่ยังเบื้องหน้าของสัตว์อสูรร้าย
“เ้าเด็กคนนี้ ท่าทางจะบ้าเกินมนุษย์ทั่วไปแล้ว!” เหยี่ยววายุอัสนีอดไม่ได้ที่จะสบถด่าอยู่ในใจ มองไปที่เฟยอวิ๋นอย่างตะลึงงัน
ในขณะที่วานรเขากระทิงเอง มันก็ยืนสองขาเชิดหน้า พลางชำเลืองสายตาหลุบต่ำเ็า
ดูท่าทางแล้วเย่อหยิ่งไม่น้อยเลยทีเดียว ก่อนจ้องเขม็งมองมนุษย์ตัวเล็กจ้อยที่อยู่เบื้องล่างอย่างงวยงงกระทั่งมันเองก็ดูแปลกใจเช่นเดียวกัน แต่ทว่ามันไม่ได้ใเลยแม้แต่น้อยนิดสีหน้ายังคงสงบนิ่งดูไร้อารมณ์ ก่อนรูจมูกใหญ่เท่าชามข้าว จะสูดหายใจเข้าเต็มแรงแล้วแยกเขี้ยวตบหน้าอกส่งเสียงคำรามต่ำออกมาเบาๆ
เด็กหนุ่มมุมปากยกโค้งขึ้นเล็กน้อยดวงตาส่องประกาย แสดงออกถึงความเชื่อมั่นอันเต็มเปี่ยมเพราะเนื่องจากในตอนนี้ อาการาเ็ของเขา และแผลที่ถูกขนเข็มบินพุ่งเสียบทะลุก็ได้ประสานกันจนหายดีเป็ปรกติแล้ว พร้อมกับพลังปราณิญญาได้เติมเต็มจนสมบูรณ์หลังจากที่นั่งสมาธิฌานมานานถึงสามวันเต็มๆ กระทั่งในตอนนี้ มันทำให้ร่างกายของเขาดูกระชุ่มกระชวยมากขึ้นและจิตใจก็ดูฮึกเหิมบ้าคลั่งเป็อย่างมาก
และแล้ว คำทักทายก็ไม่จำเป็ต้องกล่าวอ้างถึงกัน ลงเท้ากระทืบก่อนย่อมได้เปรียบเสมอ
ฟุ่บ!!!
เงาร่างพุ่งทะยานห้อเหยียดไปยังเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยท่าร่าง ‘เหยียบเมฆาท่องวายุ’ ก่อนที่ร่างกายของเขาจะกะพริบวาบหายวับไปชั่วขณะหนึ่งแล้วโผล่พรวดพราดราวกับภูตผีจนน่าใ ปรากฏขึ้นยังเบื้องหน้าของวานรเขากระทิงในขณะที่ยังลอยตัวบนอากาศธาตุ เขาอยู่ห่างจากเ้าอสูริญญาธาตุนั้นแค่เพียงยื่นมือจับพร้อมกับขบฟันแน่นง้างหมัดไปด้านหลังเต็มเหยียด หมายจะชกเข้าที่ใบหน้าของมันเต็มแรง
แต่เสียงควบ! ดังขึ้นเร็วกว่า
เมื่ออุ้งมือขนาดใหญ่พุ่งตรงมายังเบื้องหน้าพยายามที่จะคว้าจับไปที่ลำตัวของเฟยอวิ๋น
แต่ทว่ามันกับจับจั่วได้เพียงแค่สายลมอันว่างเปล่าก่อนที่ร่างของเด็กหนุ่ม จะปรากฏกายขึ้นทางฝั่งซ้ายของมันอีกครั้ง ภายในแววตาเผยความอำมหิตแฝงเร้นด้วยจิตสังหารวาบผ่านแล้วปลดปล่อยหมัดอันหนักหน่วงออกไปอีกครั้ง พร้อมกับพลังปราณิญญาเองก็ได้ปรากฏหมุนวนขึ้นที่ปลายหมัดก่อนมุมปากของเด็กหนุ่มจะแสยะยิ้มขึ้นอย่างเบิกบาน
ทุกการกระทำในแต่ละครั้ง ได้เกิดขึ้นแค่เสี้ยวกะพริบตาเพียงเท่านั้น
และแล้ว เสียงเปรี้ยง!!! ของการปะทะที่หนักอึ้งรุนแรงก็ได้ดังก้องขึ้น
หมัดอันทรงพลังที่ถูกชกออกไป เฟยอวิ๋นกับเป็ฝ่ายสะดุ้งเฮือกแทนเพราะไม่น่าเชื่อว่า มันจะถูกอุ้งมือขนาดใหญ่เท่าบานประตู กางกว้างออกป้องกันไว้อย่างรวดเร็วและยังสามารถสยบหมัดของเขาเอาไว้ได้เพียงแค่ฝ่ามือเดียวทำให้พลังปราณิญญาของทั้งสองที่ปะทะกัน เกิดการกระเพื่อมไหวรุนแรงออกมากระจายฉีกออกจากจุดศูนย์กลางของการปะทะเมื่อครู่
ก่อนที่เสียงอั๊ก! จะดังขึ้น
เมื่อเฟยอวิ๋นถูกพลังปราณิญญาอันมหาศาลผลักกระแทกตีกลับอัดจนตัวปลิว แล้วลอยเคว้งดั่งวิหคปีกหัก กระเด็นไกลไร้ทิศทางที่แน่นอนก่อนร่างของเขา จะมีที่รองรับอย่างดีเพียงแต่ว่ามันดูแข็งเกินไปหน่อย เมื่อปะทะเข้ากับต้นไม้ขนาดใหญ่เสียงดังโครมสนั่นจนแม้กระทั่งปลายยอด้ายังสั่นไหวใบร่วงกราว ราวกับฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะมาถึงแล้วร่างของเด็กหนุ่ม ก็ลื่นไถลลงตกอยู่ใต้โคนต้นไม้ ตามมาด้วยเสียงพรวดของโลหิตที่กระอักออกมาคำโต
เด็กหนุ่มหน้าตาบิดเบี้ยวขบฟันแน่น ก่อนยกมือซ้ายกุมหน้าอก และใบหน้าก็เปลี่ยนเป็ดูซีดจางราวไข่ต้มหัวใจก็เต้นแรงระส่ำดูแล้วคงเ็ปทรมานเป็อย่างมาก ขาทั้งสองข้างก็สั่นระริกก่อนที่เข่าอีกข้างจะทรุดลงบนพื้นไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแล้วเงยหน้าขึ้นชำเลืองมองไปยังวานรเขากระทิง ด้วยสายตาที่ยังคงพร่าเลือน
“นี่หรือ?...คือระดับพลังขั้นที่ห้าชั้นราชันย์อสูรมันช่างน่าหวาดหวั่นรุนแรงยิ่งนัก!” เฟยอวิ๋นกล่าวพึมพำออกมาโดยที่ร่างกายยังสั่นเทิ้มไปทั่งตัว พลางใช้มือปาดโลหิตที่มุมปากทิ้งลวกๆแล้วชำเลืองหางตาไปมองเหยี่ยววายุอัสนีแวบหนึ่ง
“ขนาดว่าตัวใหญ่แล้วยังมีความเร็วในระดับที่น่าทึ่งอีก แต่ถึงแม้ว่าจะทำให้มันโดนเข้าไปสักหมัดทว่าพลังปราณิญญาของข้าในตอนนี้ ก็คงมิอาจที่จะทำร้ายระคายผิวของมันได้เพราะกระทั่งแม้แต่เส้นขนของมัน ก็ยังแข็งแกร่งอย่างมากด้วยเช่นกัน หากเป็เช่นนี้คงไม่อาจเข้าปะทะส่วนภายนอกได้ มีเพียงวิธีเดียว! ต้องส่งพลังปราณิญญาเข้าสู่ภายในหึ!” เฟยอวิ๋นยิ้มเย็นในใจ พลันดวงตาส่องประกายอย่างมีความหวัง
‘เ้านกน้อย!...งานนี้เ้าต้องช่วยข้าอีกแรง!’ หลังจากขบคิดชั่วครู่ เฟยอวิ๋นก็ส่งจิตเสียงแล้วบอกแผนการสังหารนั้นออกไป ซึ่งงานนี้ มีแต่รุมกระทืบอย่างเดียวไม่งั้นก็คงลำบากลำบนกว่าจะชนะ หรือไม่ก็อาจตายได้ภายใต้เงื้อมมือของมัน
วานรเขากระทิงคำรามลั่นแยกเขี้ยว จิติญญาััของมันได้บ่งบอกถึงอันตรายที่กำลังจะตามมาพลางเชิดหน้ามองอย่างเ็าไปยังเหยี่ยววายุอัสนี ที่กำลังโผบินอยู่บนท้องฟ้าก่อนจะพลิกแฉลบตัวแล้วพุ่งดิ่งตรงมาทางมัน ด้วยความเร็วที่ยากจะคาดเดา
ระยะแค่ไม่ถึงจั้งเดียว ชั่วแค่เพียงกะพริบตา
เหยี่ยววายุอัสนีก็ดันหนีไม่พ้นอุ้งมือขนาดใหญ่ของมันอีก เพราะกลับถูกคว้าจับเอาไว้ได้อย่างง่ายดายแล้วนิ้วทั้งห้าก็ออกแรงบีบอย่างมหาศาลขึ้น หมายจะบดขยี้เ้านกไม่รู้จักตายให้แหลกละเอียดเป็ฝุ่นคามือ
แต่ชั่วขณะนั้น วานรเขากระทิงก็รู้สึกมีพิรุธ เมื่อมือข้างที่กำเ้านกน้อยเอาไว้แน่นเกิดอาการชาหนึบอย่างรุนแรงขึ้น กระทั่งที่ว่ารู้สึกได้ถึงการทะลวงผ่านจนสะท้านไปทั่วทั้งร่างเมื่อเหยี่ยววายุอัสนี ปลดปล่อยพลังสายฟ้าเต็มกำลังการผลิตออกมาอย่างฉับพลัน
เฟยอวิ๋นเห็นเช่นนั้นก็ไม่รั้งรอแต่อย่างใด เขากัดฟันกดอาการาเ็ทะยานเหยียดพุ่งเข้ามาสมทบอีกแรง พร้อมกับทำมุทราแล้วปล่อยหมัดที่อัดแน่นด้วยพลังปราณิญญาสูงสุดและแฝงเร้นไปด้วยพลังธาตุเวท
เปรี้ยง!!!
หมัดนั้นถูกชกเข้าไปที่รูหูของวานรเขากระทิงเต็มแรงในขณะที่ร่างกายของมันเองยังชาหนึบแข็งเกร็งกระทั่งการเคลื่อนไหวยังดูล้าช้างุ่นง่าน จนไม่อาจหลบหลีกได้ท่วงทันเวลาและไม่สามารถที่จะคว้าจับเฟยอวิ๋นเอาไว้ได้ทัน
และแล้วเมื่อพลังธาตุเวทที่ถูกเหนี่ยวนำโดยพลังปราณิญญา
ฉับพลันได้ทะลวงผ่านเข้าไปยังทุกส่วนของเส้นชีพจรปราณ รวมทั้งแผ่ไปยังอวัยวะภายในของวานรเขากระทิงอย่างรวดเร็วจนทำให้ร่างอันใหญ่โตราวั์ปักหลั่น สะท้านไหวกระตุกสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ก่อนมันจะรีบคลายมือที่กำแน่นออกปลดปล่อยเหยี่ยววายุอัสนีให้เป็อิสระในทันที
ขณะที่เ้านกน้อย มันเองก็อ้าปากกว้างจนเห็นลิ้นดวงตาทั้งคู่เหลือกปูดโปน จนรู้สึกได้ว่าแทบจะหลุดออกจากเบ้าในตอนนี้และลมหายใจสุดท้ายของมัน ที่เหลืออีกไม่นานก็คงต้องขาดสะบั้นลงกระทั่งกระดูกก็แทบจะไหลมากองรวมกัน
ส่วนวานรเขากระทิง หลังจากที่โดนหมัดมหาประลัยนั้นยัดเข้าไปในช่องรูหูตัวมันเองก็เดินโซเซถอยหลังไปหลายก้าวสีหน้าบ่งบอกถึงความตื่นตระหนกใเหลือสุดประมาณ กระทั่งหวาดกลัวขึ้นมาอย่างฉับพลันต้นไม้ขนาดใหญ่หักโค่นระเนระนาดราบเรียบลงเป็หน้ากลองหลังจากถูกอุ้งเล็บอันแหลมคม ฟาดฟันเข้าใส่ด้วยความโกรธเกรี้ยวเจ็บแค้น เพราะเนื่องจากมันกำลังอดทนกับความเ็ปจากอวัยวะภายในที่กำลังปั่นป่วนประดุจกำลังฉีกขาดออกในตอนนี้
ก่อนที่มันจะหงายหลังล้มตึงลงบนพื้นเสียงดังสนั่นต้นไม้ใบหญ้าถูกทับแบนราบราวกับปูพรมสีเขียว โดยที่ดวงตาทั้งสองข้างยังคงเบิกกว้างแทบถลนออกมานอกเบ้า แต่ทว่าเหม่อลอยเคว้งค้างมองท้องฟ้าปริบๆ ซึ่งมันเองก็แทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดกับตัวเองในตอนนี้ ก่อนที่เส้นโลหิตน้อยใหญ่ทุกเส้น ราวกับมีตัวหนอนซอนไซไปทั่วร่างแม้แต่เสียงคำรามยังฟังดูแหบพร่าไร้เรี่ยวแรง
เฟยอวิ๋น และเหยี่ยววายุอัสนี ยืนมองวานรเขากระทิงที่กำลังดิ้นทุรนทุรายอย่างเ็ปอยู่ชั่วครู่ หลังจากนั้นเสียงะเิทุ้มหนัก ก็ส่งเสียงเปรี๊ยป่ะดังขึ้นหลายระลอกก่อนจะหยุดลงเพียงแค่ไม่ถึงสามลมหายใจ ทำให้เืสีเขียวมากมาย ถูกมันสำลักออกมาจากปากไม่หยุดหย่อนและไหลอาบไปทั่วบริเวณคละคลุ้งกลิ่นคาวจนกระทั่งลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่รวยรินของมันเอง ก็เงียบงันเสียงลงด้วยเช่นกัน
หลังจากนั้น ‘แก่นผลึกิญญาธาตุอสูร’สีเขียว ‘ระดับห้า’ก็ล่องลอยออกมาจากร่างไร้ิญญาแล้วกลายเป็ลำแสงพุ่งวูบเข้าไปที่กำไลแขนมิติของเฟยอวิ๋น
เด็กหนุ่มหลับตาสูดหายใจเยียบเย็น ย้อนหวนนึกถึงอดีตอันเคยชิน ที่เขาเคยสังหารอย่างโหดร้ายในครั้งที่ผ่านมาก่อนพลางถอนหายใจแ่เบาช้าๆ แล้วลืมตาขึ้นมองไปยังวานรเขากระทิงแต่ทว่าั์ตาคู่นั้นของเขา ยังคงเ็าไม่แปรเปลี่ยนและไร้วี่แววแห่งความเวทนาสงสารโดยสิ้นเชิง
“มันเก็บซ่อนยันต์ตราประทับหลัก ของ ‘ผนึกม่านเวท’ ไว้ที่ไหนกันนะ?...”เฟยอวิ๋นลูบคางไปมายืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วก็เปิดใช้ ‘เนตริญญาเทวะ’พยายามค้นหาไปทั่วบนซากศพของวานรเขากระทิงเพียงใช้เวลาไม่นานหลังจากนั้น เขาก็สดุดเข้ากับสิ่งของบางอย่างที่ดูผิดปรกติซึ่งมันถูกซุกซ่อนเอาไว้ อยู่ภายในเขาของมันทั้งสองข้าง
เด็กหนุ่มยิ้มบางอยู่ในใจ ก่อนที่เขาจะยกนิ้ววาดไปมาในอากาศเบื้องหน้าพริบตาเดียวอักขระเวทสีทองก็สว่างจ้าพลันปรากฏแล้วควบรวมกันกลายเป็ลำแสงเส้นเล็กๆ พุ่งตรงไปยังเขาทั้งสองข้างของวานรเขากระทิง
หลังจากนั้นเฟยอวิ๋นจึงผลิกหงายฝ่ามือของตนขึ้น
ทันใดนั้น ก็ปรากฏแผ่นยันต์รูปร่างสี่เหลี่ยมขนาดของมันกว้างราวสามชุ่น และยาวประมาณสิบชุ่นได้ปรากฏอยู่บนฝ่ามือของเขาจำนวนสองแผ่น โดยที่ตัวเนื้อของแผ่นยันต์นั้นมันทำมาจากแผ่นหยกสีเขียวบริสุทธิ์
“มันคือ!... ‘ยันต์ผนึกม่านเวทวารีมรกต’ นั้นเอง!”
.
.
.
.
.
………………………………