เราใช้เวลาสักพักใหญ่ช่วยกันต่อเติมแพจนเสร็จ จากนั้นรีบขึ้นแพถ่อออกจากฝั่ง โดยซิ่นปิงกับจ้าวหลิวอาสาเป็นคนถ่อแพ เพราะเขาทั้งสองคนมีความชำนาญเรื่องการพายเรือมากกว่าพวกเราที่มาจากเมืองหลวง เราถ่อแพออกจากฝั่งมาไกลได้ระยะหนึ่ง
จ้าวหลิวก็พูดขึ้นมาว่า ทะเลดูแปลกๆคลื่นลมสงบเกินไปจนไม่น่าไว้ใจ หวังว่าจะไม่มีอะไรร้ายๆเกิดขึ้นกลางทะเลอีก จ้าวหลิวพูดยังไม่ทันขาดคำ จากน้ำทะเลที่เรียบสงบมีเพียงคลื่นเล็กๆ ก็เริ่มมีคลื่นแรงขึ้นเรื่อยๆซัดจนแพเอียงโคลงเคลง หลี่จวินรีบร้องบอกให้เราหาที่จับแน่นๆ
และทันใดนั้นมีฝูงปลาสีขาว มีปากปลายแหลมยาวสีน้ำเงิน กระโดดพุ่งตัวขึ้นจากน้ำ เหมือนมันตกใจที่มีแพลอยผ่านมาแต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ปลาทุกตัวพุ่งกระโดดจากน้ำเข้ามาเพื่อทำร้ายพวกเราที่อยู่บนแพ เราทุกคนรีบก้มตัวหลบปากอันแหลมยาวของปลา แต่ชิงอิ๋งหลบไม่ทันถูกปากอันแหลมคมของปลาเฉี่ยวเข้าที่แขนมีเลือดไหล ชิงอิ๋งรีบร้องบอกให้ระวังปากของปลามันแหลมคมมากดุจใบมีด
ทุกคนจึงรีบชักกระบี่ออกมาฟาดฟันปลาที่กระโดดเข้ามาชุลมุนไปหมด ท่านอ๋องจึงบอกให้ซิ่นปิงกับจ้าวหลิวรีบถ่อแพหนีจากตรงนั้นโดยเร็ว พวกเราจะคอยคุ้มกันให้ ฉันจึงเรียกพลังหมื่นบุปผาออกมาเชือดเฉือนปลาร่วงลงมานอนตายเกลื่อนบนแพ ชิงอิ๋งจึงรีบโยนปลาที่ตายเกลื่อนอยู่บนแพทิ้งลงทะเล เพราะปลาจะเพิ่มน้ำหนักทำให้แพจม
เรารับมือกับฝูงปลาดาบสีน้ำเงินจำนวนมากอยู่ครู่ใหญ่ จนกระทั่งซิ่นปิงกับจ้าวหลิวสามารถถ่อแพฝ่าฝูงปลานักฆ่าออกมาได้ ทุกคนมองดูบนแพมีปลาดาบสีน้ำเงินนอนตายเกลื่อน แต่ตัวปลากลับไม่มีเลือดไหลออกมาเลยสักหยด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะน้ำทะเลเย็นจัดทำให้เลือดปลาแข็งตัว หรือเพราะปลาไม่มีเลือดกันแน่ เราจึงช่วยกันจับปลาโยนทิ้งลงทะเล ส่วนจ้าวหลิวก็รีบไปทำแผลให้ชิงอิ๋งก่อนแล้วค่อยกลับไปถ่อแพต่อ
ซิ่นปิงกับจ้าหลิวเร่งถ่อแพมุ่งหน้าไปทางทิศที่เห็นดาวเหนือปรากฎ จนกระทั่งมองเห็นฝั่งและผาสูงตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ ทั้งสองจึงเร่งความเร็วถ่อแพให้ถึงฝั่งโดยเร็ว จนในที่สุดเราก็มาถึงฝั่งและขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัย
เรารีบรุดเดินทางมุ่งหน้าไปยังหน้าผาสูงชันที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าไม่ไกลนัก ระหว่างทางที่เดินมีต้นไม้ขึ้นรกทึบทำให้เราต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวมากขึ้น เพราะในป่าแห่งนี้มีพืชกินเนื้ออยู่ด้วย มันเหมือนต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง แต่มีขนาดใหญ่เท่าจาน
จนในที่สุดเราก็เดินมาถึงจุดที่มองเห็นหน้าผาสูงตระหง่าน เป็นหน้าผาตั้งฉากกับพื้นดิน เราแอบซุ่มดูลาดเลาอยู่ครู่หนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่า เสือนิลภูเขาหรือชงอวี้ไม่ได้ดักรอเราอยู่ที่นั่น เมื่อเห็นว่าไม่มีใครหลี่จวินจึงออกไปดูคนเดียวอีกรอบหนึ่งก่อน แล้วส่งสัญญาณว่าปลอดเสือปลอดคน
เราจึงเดินออกมาจากที่ซ่อนและรีบเดินเข้าไปใกล้ๆเชิงผา ที่บริเวณนั้นพบต้นท้อต้นหนึ่งกำลังออกดอกยืนต้นเดียวดายอยู่เพียงต้นเดียว มีดอกท้อเบ่งบานเต็มต้นแต่กลีบดอกกลับดูไม่สดใส ดูเฉาๆทำให้เราประหลาดใจ ว่าเหตุใดต้นท้อจึงมาขึ้นอยู่ตรงนี้
แต่เราก็มั่นใจว่าหน้าผาที่เห็นอยู่ด้านหน้า กับต้นท้อต้นนี้ต้องเป็นสถานทีเดียวกันในแผนที่หุบเขาจันทร์ดับ แต่เรากลับมองไม่เห็นถ้ำหรือโพรงสำหรับซ่อนตำรากับกระบี่เลยบนหน้าผา แต่เท่าที่ฉันจำได้ว่าเคยเห็นโพรงหรือถ้ำตรงหน้าผานั้น พร้อมกับชี้นิ้วไปที่ริมหน้าผาใกล้ๆส่วนปลายยอดผา
หลี่จวินจึงลองปีนขึ้นไปดูที่หน้าผาเผื่อจะเจอที่ซ่อนตำรากับกระบี่ ส่วนพวกเราที่รออยู่ด้านล่าง ก็ช่วยกันมองหาสิ่งผิดปกติหรือสัญลักษณ์ ที่องค์ชายสี่อาจทิ้งปริศนาอะไรไว้ให้ไขอีก
ทุกคนแยกย้ายกันหาสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงถึงที่ซ่อนตำรามังกรสายลมกับกระบี่ แต่เราหาดูกันจนทั่วก็ไม่พบเห็นสิ่งผิดปกติ จึงกลับมายืนรวมตัวกันอยู่ที่ข้างต้นท้อ ไม่นานนักหลี่จวินก็กลับมารายงานกับท่านอ๋องว่าเขาไม่พบสิ่งใดที่หน้าผาเหมือนกัน ในขณะที่ทุกคนกำลังยืนครุ่นคิดหาวิธีพบตำรากับกระบี่ ฉันจึงมองไปที่ต้นที่ด้วยความสงสัย และพูดกับต้นท้อคนเดียวเหมือนกับตอนที่ทำพิธีในหมู่บ้านว่า
มี่จื่อ : ต้นท้อ...ตำรากับกระบี่มังกรสายลมอยู่ที่ไหนช่วยบอกที ตำราหมื่นบุปผาทำให้ข้าเห็นที่ซ่อนของตำรากับกระบี่ แต่พอมาที่นี่จริงๆกลับไม่พบที่ซ่อน มีอะไรบังตาอยู่หรือไง ทำให้เห็นทีสิ!
เหยียนเหล่ย : ข้าหวังว่าต้นท้อต้นนี้จะเข้าใจและตอบคำถามเจ้า เหมือนกับต้นท้อสวรรค์ในหมู่บ้านไม้ดำ
มี่จื่อ : ข้าเห็นต้นท้อต้นนี้แล้วรู้สึกเศร้าใจยังไงไม่รู้บอกไม่ถูก เหมือนต้นท้อกำลังรออะไรสักอย่างอยู่ตรงหน้า แต่ไม่อาจพานพบกันได้สักที
ในขณะที่ฉันยืนพูดกับต้นท้อแล้วเกิดความรู้สึกเศร้า ปวดใจ ผสมความคิดถึงใครบางคนอย่างบอกไม่ถูก เหยียนเหล่ยจึงเข้ามาปลอบใจ บอกให้ฉันอย่าวิตกกังวลอาจเป็นเพราะฉันมีพลังหมื่นบุปผา จึงสามารถสัมผัสความรู้สึกของต้นท้อได้ เขาบอกให้ฉันนั่งพักอยู่ตรงนี้ก่อน ฉันจึงนั่งและมองดูกิ่งท้อสั่นไหวเล็กน้อยตามแรงลมที่พัดมาเบาๆ แล้วก็นึกเอะใจว่า หรือต้องมองผ่านด้วยสายตาของต้นท้อ
ทำให้ฉันนึกถึงภาพที่ฉันเห็นกิ่งท้อในตำราหมื่นบุปผาขยับไหวไปมาจนเห็นที่ซ่อนตำรากีบกระบี่ จึงขยับตัวมายืนหลังกิ่งท้อแล้วมองผ่านกิ่งท้อที่กำลังสั่นไหว มองไปที่หน้าผาสูงชันตามแบบที่เคยมองเห็นในตำราหมื่นบุปผา แล้วก็เห็นซอกขนาดเล็กในผาหิน และเห็นของบางอย่างที่ดูคล้ายกับสันของตำราวางซ่อนอยู่ในซอกหินนั่น
จึงบอกทุกคนด้วยความดีใจว่าฉันพบซอกนั้นแล้ว เหยียนเหล่ยรีบยื่นหน้าเข้าแนบชิดกับฉันแล้วมองผ่านกิ่งท้อตามแบบที่ฉันทำ เขาก็เห็นซอกในช่องหินเช่นกัน จากนั้นทุกคนจึงรีบมามองดูหน้าผาสูงผ่านกิ่งท้อด้วย ท่านอ๋องจึงสั่งให้หลี่จวินจดจำตำแหน่งซอกหิน แล้วให้รีบปีนขึ้นไปดูว่าในซอกหินนั้นมีตำรากับกระบี่มังกรสายลมอยู่หรือเปล่า