จินหยางร่วงลงไปกระแทกกับเถาวัลย์ที่ถักทอเป็นแอ่งด้านล่างของผา กระดูกทั่วร่างแตกหักเกือบทั่วร่างเลือดไหลออกมาจากบาดแผล โชคดีที่แขนซ้ายที่ถูกฉีกขาดร่วงอยู่ด้านในแอ่งด้วยเช่นกัน เลือดจากตัวและเลือดจากแขนที่ขาดไหลรวมกันที่ก้นแอ่ง ไม่ถึงสามลมหายใจได้มีบางอย่างผุดออกมาจากเลือด แขนซ้ายที่ขาดค่อย ๆ เลื่อนมาใกล้บาดแผลอย่างช้า ๆ ชั่วน้ำเดือดแขนซ้ายก็ประกบเข้าหากัน
ผ่านไปถึงเจ็ดวันจินหยางก็เริ่มรู้สึกตัวอีกครั้งเขารีบใช้มือขวาคว้าจับไปที่แขนซ้ายที่ขาดแต่ทว่ามันกลับต่อสนิทเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น บาดแผลที่จุดตันเถียนหายสนิทเขารีบนั่งโคจรลมปราณพบว่าจุดตันเถียนถูกรักษาแล้วแต่ทว่าลมปราณหดหายไปเกือบหมดเหลือเพียงน้อยนิดอยู่ในตันเถียน
“เทียนคงเจ้ารักษาข้าใช่หรือไม่?”
“ขอรับคุณชาย โชคดีที่แขนซ้ายร่วงลงมาอยู่ใกล้ร่างคุณชายข้าจึงรักษามันได้ง่ายกว่าการสร้างใหม่”
“ข้าหลับไปกี่วันแล้ว?”
“เจ็ดวันขอรับ”
“ตอนนี้ข้าอยู่ที่ไหนกัน?”
“สามในสี่ส่วนจากความสูงของหน้าผาก่อนจะถึงพื้นขอรับ”
จินหยางครุ่นคิดบางอย่างหลังจากนั้นก็เริ่มลุกขึ้นเดินไปมา เขาคว้าจับเถาวัลย์ที่ห้อยอยู่ด้านข้างพร้อมออกแรงดึงกระชาก ไม่นานเขาก็เริ่มใช้กระบี่ตัดเถาวัลย์เป็นเส้น นำมามัดต่อกันม้วนกองเอาไว้ข้างตัว เขาใช้เวลาตัดและทดลองโยนเถาวัลย์ลงไปถึงพื้นถึงสองวัน จินหยางเก็บกระบี่เข้าฝักหลังจากนั้นค่อย ๆ โรยตัวลงไปด้านล่างอย่างช้า ๆ ความมืดค่อย ๆปกคลุมไปทั่วบริเวณเกือบสองชั่วยามจินหยางก็ลงมาถึงพื้นเขารีบแผ่ลมปราณตรวจสอบพบว่าไม่เจอสิ่งมีชีวิตใดอยู่ในบริเวณที่เขายืนอยู่มีเพียงซากศพของอสูรกายตัวใหญ่ที่ร่วงลงมาก่อนหน้าเขาเท่านั้น ทันใดนั้นเองได้มีบางอย่างขนาดใหญ่พุ่งเข้ามา จินหยางรีบถีบเท้าพุ่งหลบหนี เขาใช้ความสามารถของเทียนคงแผ่ลมปราณที่เหลืออยู่ไปที่ดวงตาทำให้มองเห็นในที่มืด ในจังหวะนั้นเองได้มีบางอย่างพุ่งเข้ามารัดขาขวาของจินหยางเอาไว้มันกระชากตัวเขาอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงสองลมหายใจได้มีบางอย่างรัดตัวเขาเอาไว้ขึงลอยกลางอากาศมันคือเถาวัลย์หลายสิบเส้นรัดตัวเขาเอาไว้ จินหยางสัมผัสบางอย่างค่อย ๆ เลื่อนมาอยู่ด้านหน้าของเขา ทันใดนั้นเองจินหยางก็สัมผัสพลังปราณที่คล้าย ๆ กับพลังปราณของชายชราที่ฉีกแขนและโยนตัวเขาลงมา จินหยางออกแรงดึงกระชากแต่ทว่ายิ่งถูกรัดแน่นยิ่งกว่าเดิม
“เจ้าเป็นใครกันไอ้หนู? เหตุใดถึงได้มีกลิ่นอายของคนที่ข้ารู้จักอยู่ในตัวเจ้า?”
จินหยางขมวดคิ้วแน่นเพราะเสียงที่เขาได้ยินเป็นเสียงของชายชราเขามองไปที่ด้านหน้าพบเห็นก้อนหินขนาดกลมใหญ่กลิ้งมาด้านหน้า จินหยางตื่นตกใจที่เห็นบางอย่างเขามองเห็นชายชราผู้หนึ่งถูกฝังเอาไว้ในก้อนหิน
“ข้ามีนามว่าจินหยาง ข้าไม่เข้าใจว่าท่านหมายถึงผู้ใด”
“แล้วเหตุใดเจ้าต้องลงมาที่นี่?”
“ข้าน้อยปะทะกับอสูรกายสองตัวขอรับ หลังจากที่ข้าสังหารพวกมันข้าก็พบชายชราผู้หนึ่งที่อ้างว่าเขาเป็นคนสร้างอสูรกายทั้งสอง ชายชราผู้นั้นจึงโยนข้าลงมาด้านล่างขอรับ”
ชายชราก้มหน้าครุ่นคิดอยู่นาน
“หากข้ามอบบางอย่างให้แก่เจ้า เจ้าสามารถสังหารมันผู้นั้นให้ข้าได้หรือไม่ไอ้หนู”
“ข้าไม่เข้าใจว่าท่านต้องการสิ่งใด?”
ทันใดนั้นเองเถาวัลย์ที่รัดตัวก็ปล่อยตัวจินหยางลงพื้น
“เมื่อร้อยปีก่อนมีชายหนุ่มสองคนได้พบเจอคัมภีร์ม้วนหนึ่งในสุสานลับกลางทะเลทราย ผ่านไปหลายปีทั้งสองฝึกฝนวิชาในคัมภีร์จนสำเร็จในช่วงเวลานั้นพวกเขาออกเดินทางท้าประลองยุทธ์กับยอดฝีมือทั่วทั้งแผ่นดินภาคกลาง หาได้มีผู้ใดต้านทานพวกเขาทั้งสองได้ หลังจากนั้นผ่านพ้นไปหลายสิบปีพวกเขาทั้งสองก็แยกตัวกันก่อตั้งสำนัก คนผู้หนึ่งก่อตั้งสำนักทลายฟ้า ส่วนอีกผู้หนึ่งก่อตั้งสำนักเอกสุริยัน อยู่มาวันหนึ่งก็มีจดหมายส่งมาถึงเจ้าสำนักเอกสุริยันเป็นจดหมายท้าประลองจากสำนักทลายฟ้า เพื่อชิงความเป็นหนึ่งทั้งสองเข้าปะทะกันบนยอดเขาสูงโดยมีผู้คนในสำนักรออยู่ด้านล่าง ทั้งสองปะทะกันนานถึงสามวันสามคืนก็หาได้มีผู้ใดชนะ พวกเขาทั้งสองจึงยุติการปะทะลงมาจากยอดเขา แต่สิ่งที่พวกเขาทั้งสองพบเห็นก็คือซากศพของผู้คนในสำนักถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมโดยฝีมือของอสูรกายกลุ่มหนึ่ง”
“มันคืออสูรกายที่ข้าสังหารใช่หรือไม่?”
“เจ้าเข้าใจถูกแล้วเด็กน้อย ด้วยความโกรธพวกเขาทั้งสองจึงได้ลงมือสังหารอสูรกายเพื่อแก้แค้นให้คนของพวกเขา พวกเขาติดตามอสูรกายตัวหนึ่งจนพบกับถ้ำขนาดใหญ่ที่ซุกซ่อนตัวอยู่บนเขา ด้านในมีแอ่งน้ำที่สามารถเปลี่ยนแปลงสัตว์ป่าธรรมดาให้กลายเป็นอสูรกายอีกทั้งยังสามารถเพิ่มพูนพลังปราณให้แก่ผู้ที่ดื่มน้ำในแอ่ง ด้วยความโลภของเจ้าสำนักทลายฟ้าจึงวางแผนหลอกล่อเจ้าสำนักเอกสุริยันติดกับดักที่เขาแอบสร้างเอาไว้”
“เช่นนั้นตัวท่านคือเจ้าสำนักเอกสุริยัน ส่วนชายชราผู้นั้นคือเจ้าสำนักทลายฟ้า?”
“ถูกต้องเป็นไปอย่างที่เจ้าเข้าใจ”
“แล้วเหตุใดเจ้าสำนักทลายฟ้าถึงได้มีสภาพเช่นนั้น? ในเมื่อเขามีความสามารถพอที่จะเป็นเจ้ายุทธภพหรือแม้คิดที่จะปกครองแผ่นดินทั้งหมด”
“สิ่งใดที่มันมากเกินไปก็เป็นผลเสียเด็กน้อย ชายผู้นั้นหลังจากจัดการกับข้าได้เขาก็ลงไปแช่น้ำในแอ่งเพื่อเพิ่มพลังปราณไม่นานเขาก็ถูกธาตุไฟเข้าแทรกทำให้เสียสติจนกลายเป็นบ้า ตอนนี้เวลาของข้าเหลือไม่มากแล้วเจ้ารับปากข้าได้หรือไม่ว่าจะสังหารชายชราผู้นั้นเพื่อยุติเรื่องราวทั้งหมด หาไม่เช่นนั้นแล้วเมื่อใดที่เขาได้สติกลับมาและสร้างกองทัพอสูรกายได้ ผู้คนจะล้มตายเช่นผักปลาแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ ต่อให้ยอดฝีมือรวมกันต่อสู้ก็ยากที่จะชนะกองทัพอสูรกายลงได้เจ้าก็เห็นไม่ใช่รึว่าพวกมันสามารถใช้พลังปราณและทักษะได้”
จินหยางยังไม่ทันได้เอ่ยวาจาสิ่งใด ได้มีเถาวัลย์พุ่งเข้ามารัดตัวเขาเอาไว้อีกครั้ง
“ข้าจะเดินลมปราณให้แก่เจ้าเด็กน้อย เจ้าจงจดจำเอาไว้ให้ดี ทักษะที่ข้ามอบให้เจ้าเรียกว่าเอกสุริยันมีทั้งหมดเก้าขั้น”
ร่างกายของจินหยางถูกบิดจนโค้งงอกระดูกทั่วร่างสั่นสะท้าน
“พลังเอกสุริยันเคลื่อนย้าย โคจรทั่วร่างลงสู่ท้องน้อย”
เถาวัลย์เส้นหนึ่งพุ่งกระแทกไปยังจุดต่าง ๆ ทั่วร่าง
“เจ้ามีร่างเทพสงครามอย่างนั้นรึ? ดีสวรรค์เปิดทางให้ข้าแล้ว เด็กน้อยเจ้าทนเจ็บหน่อยก็แล้วกัน”
ผ่านไปเกือบชั่วยามในที่สุดจินหยางก็ถูกปล่อยตัวลงมาจากเถาวัลย์เลือดสีดำถูกกระอักออกมาจากปาก ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด
“ตอนนี้ภายในร่างของเจ้ามีวิชาเอกสุริยันขั้นที่หนึ่งอยู่ในตัวแล้ว เจ้านอนพักเถอะเมื่อใดที่เจ้าหายดีข้าจะถ่ายทอดขั้นที่สองให้แก่เจ้า”
จินหยางพยายามลุกขึ้นเพื่อก้มคารวะ
“ข้าน้อยจินหยางขอคารวะท่านอาจารย์ขอรับ”
“ดีตอนนี้เจ้าพักผ่อนเถอะ”
ไม่ถึงสามลมหายใจจินหยางก็หมดสติลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้นเพราะความเหนื่อยล้า
“เทียนคงรักษาอาการบาดเจ็บของข้าด้วย”
“ขอรับ”