การเดินทางกลับเข้าสู่เมืองชากังราวในบ่ายวันนั้นเต็มไปด้วยความเงียบงันที่น่าอึดอัดแต่ก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
ตลอดเวลาหญิงสาวได้ซบใบหน้าลงกับแผ่นหลังที่กว้างและมั่นคงของคำอินทร์ นางหลับตาลง พยายามจะซ่อนความเจ็บปวดจากอาการบาดเจ็บและความสับสนในใจ
นางได้กลิ่นกายของบุรุษผู้นี้แปลกประหลาด มันไม่ใช่กลิ่นเครื่องหอมราคาแพงอย่างที่นางคุ้นเคย แต่เป็นกลิ่นจางๆ ของดิน ป่า และเหงื่อไคลจากการเดินทาง มันเป็นกลิ่นของธรรมชาติที่บริสุทธิ์และให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาดใจ
นางไม่เคยเข้าใกล้บุรุษใดมาก่อนในชีวิต การสัมผัสเนื้อตัวกันเช่นนี้ควรจะทำให้นางรู้สึกอึดอัดและรังเกียจ แต่กับเขาคนนี้ นางกลับรู้สึกเพียงความอบอุ่นและความไว้วางใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ส่วนคำอินทร์นั้น เขาก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและเงียบขรึม สมาธิทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่กับการเดินทางและพยายามไม่ให้หญิงสาวบนหลังต้องกระทบกระเทือน แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่รดอยู่ต้นคอ และสัมผัสที่อ่อนนุ่มของเรือนร่างที่แนบชิดอยู่กับแผ่นหลังของเขา มันเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่เป็นความรู้สึกของการได้ "ปกป้อง" ใครสักคนที่บอบบางและต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง มันแตกต่างจากการปกป้องเมืองหรือการต่อสู้ในสงคราม
มันเป็นความรู้สึกที่ส่วนตัวและลึกซึ้งกว่านั้น
เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงประตูเมือง ทหารยามที่จำได้ว่าเขาคือ "อสุราน้อย" ต่างทำความเคารพอย่างนอบน้อม แต่สายตาของพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะมองไปยังหญิงสาวบนหลังของเขาด้วยความสงสัยและอยากรู้อยากเห็น
คำอินทร์ไม่ได้สนใจสายตาเหล่านั้น เขาเดินตรงไปยังโรงหมอหลวงที่ตั้งอยู่ภายในเขตจวนของเจ้าพระยาเพชรพิไชยทันที
หมอหลวงชราเมื่อเห็นสภาพของหญิงสาวก็รีบเข้ามาดูแลรักษาทันที คำอินทร์เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังโดยสังเขป เพียงว่าเขาไปพบนางถูกโจรป่าทำร้ายโดยบังเอิญเท่านั้น
เขาวางร่างของนางลงบนเตียงคนไข้ในโรงหมออย่างนุ่มนวลที่สุด แล้วจึงขอตัวจากไปโดยไม่ได้เอ่ยคำใดต่อ ทิ้งให้หญิงสาวต้องมองตามแผ่นหลังของเขาไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
คำอินทร์ไม่เคยได้ถามชื่อของหญิงสาวเลยสักครั้ง
หลังจากวันที่แสนวุ่นวายผ่านไป เจ้าพระยาเพชรพิไชยก็ได้ทราบเรื่องราวทั้งหมด ท่านรู้สึกชื่นชมในความมีน้ำใจของคำอินทร์เป็นอย่างยิ่ง และเมื่อได้ทราบว่าหญิงสาวผู้นี้เป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาที่พลัดหลงจากครอบครัวระหว่างการอพยพหนีภัยสงครามและไม่มีที่ไป ท่านจึงได้แสดงความเมตตาอนุญาตให้นางพักรักษาตัวอยู่ในเรือนพักสำหรับแขกภายในจวนจนกว่าจะหายดี
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด
ในช่วงสัปดาห์แรก หญิงสาวยังคงขยับตัวไปไหนไม่ได้มากนัก นางต้องนอนพักอยู่แต่บนเตียงในเรือนพักที่โอ่โถงและสะดวกสบาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกแปลกใจอย่างยิ่งที่เจ้าเมืองผู้สูงศักดิ์จะให้ความเมตตาแก่หญิงชาวบ้านธรรมดาเช่นนางถึงเพียงนี้ ทุกวันจะมีบ่าวรับใช้นำอาหารและยามาให้ไม่เคยขาด
ส่วนคำอินทร์นั้น หลังจากที่มั่นใจว่านางปลอดภัยแล้ว เขาก็กลับไปใช้ชีวิตตามปกติของตนเอง คือการฝึกฝนวิชาอาคมและเข้าร่วมประชุมวางแผนการป้องกันเมืองกับท่านเจ้าเมือง
เขาไม่ได้ไปเยี่ยมนางที่เรือนพักเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่ใช่เพราะเขาไม่ใส่ใจแต่เพราะเขาไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไร เขาไม่คุ้นเคยกับการปฏิสัมพันธ์กับสตรีเพศ โดยเฉพาะกับคนที่มีบางอย่างน่าดึงดูดใจเช่นนาง เขาจึงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันความรู้สึกที่เขาเองก็ยังไม่เข้าใจ
แต่โชคชะตาก็มักจะเล่นตลกเสมอ...
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่คำอินทร์กำลังฝึกเดินลมปราณอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในสวนของจวน หญิงสาวซึ่งบัดนี้อาการดีขึ้นมากแล้วและได้รับไม้เท้าค้ำยันจากหมอหลวง ก็ได้พยายามเดินออกมาสูดอากาศภายนอกเป็นครั้งแรก
นางเดินกะโผลกกะเผลกมาตามทางเดินในสวนแล้วสายตาของนางก็เหลือบไปเห็นร่างของคำอินทร์ที่กำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาพริ้มอยู่ใต้ร่มไม้ นางหยุดยืนมองเขาจากที่ไกลๆ
ภาพของเด็กหนุ่มในยามที่สงบนิ่งนั้นช่างดูแตกต่างจากภาพของนักฆ่าผู้เลือดเย็นที่นางเห็นในป่าวันนั้นอย่างสิ้นเชิง เขามีใบหน้าที่เรียบง่ายแต่กลับมีรัศมีของความสงบและมั่นคงแผ่ออกมาอย่างน่าประหลาด
นางไม่กล้าที่จะเข้าไปรบกวนจึงได้แต่นั่งลงบนม้านั่งหินอ่อนที่อยู่ไม่ไกลแล้วเฝ้ามองเขาอยู่อย่างเงียบๆ
ดูเหมือนคำอินทร์จะรับรู้ได้ถึงการมาของนาง เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นแล้วหันมาสบตากับนางพอดี
ทั้งสองต่างนิ่งเงียบไปชั่วขณะ บรรยากาศเริ่มน่าอึดอัดขึ้นมาอีกครั้ง
ในที่สุดก็เป็นคำอินทร์ที่ทำลายความเงียบขึ้นก่อน
"อาการดีขึ้นแล้วรึ" เขาถามเสียงเรียบ
ดาวพยักหน้าเบาๆ "ดีขึ้นมากแล้ว ต้องขอบคุณท่านและท่านเจ้าเมืองที่เมตตา"
"มิต้องขอบคุณข้าหรอก...ข้าเพียงแค่ทำในสิ่งที่ควรทำ" เขากล่าว
แล้วความเงียบก็กลับเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง
“ข้าชื่อ ดาว” หญิงสาวเอ่ยขึ้นท่ามกลางเงียบงัน
“ข้าชื่อ คำอินทร์ เจ้าคงรู้จักชื่อข้าแล้ว” ชายหนุ่มบอกชื่อตัวเองกลับไป
ดาวพยายามจะหาเรื่องคุยต่อ นางมองไปรอบๆ สวนที่สวยงามแล้วเอ่ยขึ้นว่า "ที่นี่งดงามจริงๆ ข้าไม่เคยเห็นสถานที่ใดที่ร่มรื่นเช่นนี้มาก่อน"
"ท่านเจ้าเมืองเป็นคนรักต้นไม้" คำอินทร์ตอบสั้นๆ
นางยิ้มบางๆ "แล้วท่านเล่า...ดูเหมือนท่านจะชอบความสงบเช่นกัน"
"ความสงบ...ทำให้จิตใจมั่นคง" เขาตอบแล้วหันกลับไปหลับตาทำสมาธิต่อ เป็นการตัดบทสนทนาไปโดยปริยาย
ดาวรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย นางรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ช่างเข้าถึงยากและเย็นชาเสียเหลือเกิน แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่ได้รู้สึกโกรธหรือรังเกียจ กลับกับนางกลับยิ่งรู้สึกสนใจและอยากจะรู้จักเขาให้มากขึ้นไปอีก
วันแล้ววันเล่าที่ผ่านไป เหตุการณ์ทำนองนี้ก็เกิดขึ้นซ้ำๆ
ทุกเช้าที่คำอินทร์มาฝึกวิชาที่สวน ดาวก็จะออกมาเดินเล่นและนั่งมองเขาอยู่ห่างๆ นางจะพยายามชวนเขาคุยเสมอแม้ว่าคำตอบที่ได้กลับมาส่วนใหญ่จะเป็นเพียงคำพูดสั้นๆ ไม่กี่คำก็ตาม
บางครั้งนางจะนำผลไม้หรือของว่างที่บ่าวรับใช้เตรียมให้มาแบ่งให้เขา แรกๆ เขาก็ปฏิเสธแต่เมื่อเห็นสายตาที่จริงใจและแฝงไว้ด้วยความอ้อนวอนเล็กๆ ของนาง เขาก็ไม่อาจใจแข็งได้ ต้องยอมรับมาทุกครั้ง
หลายวันผ่านไปคำอินทร์เริ่มคุ้นเคยกับการมีนางอยู่ใกล้ๆ ความเงียบที่เคยอึดอัด บัดนี้กลับกลายเป็นความเงียบที่สบายใจ เขาสามารถนั่งทำสมาธิได้อย่างสงบโดยมีนางนั่งอ่านหนังสือหรือเย็บปักถักร้อยอยู่ใกล้ๆ การมีอยู่ของนางไม่ได้รบกวนสมาธิของเขาเลยแต่กลับทำให้เขารู้สึกอุ่นใจอย่างน่าประหลาด
เขาเริ่มสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับนาง นางเป็นหญิงที่ฉลาดและมีความรู้รอบตัวอย่างน่าทึ่ง
นางสามารถอ่านออกเขียนได้คล่องแคล่วซึ่งเป็นสิ่งที่หญิงชาวบ้านธรรมดาในยุคนั้นน้อยคนนักจะทำได้
นางรู้จักชื่อของดอกไม้และสมุนไพรทุกชนิดในสวนและนางยังมีความคิดเห็นที่เฉียบแหลมเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองที่นางมักจะแสดงออกมาเมื่อได้พูดคุยกับบ่าวรับใช้
วันหนึ่งขณะที่พวกเขานั่งอยู่ด้วยกันในสวนตามปกติ นางก็ได้เอ่ยถามเขาขึ้นมาว่า
"ท่านคำอินทร์...ข้าได้ยินบ่าวไพร่ในจวนเขาพูดกันว่า...ท่านคือ 'อสุราน้อย' วีรบุรุษผู้ปกป้องเมืองนี้ไว้ มันเป็นเรื่องจริงหรือ"
คำอินทร์นิ่งไปชั่วครู่ เขาไม่ชอบที่จะพูดถึงเรื่องราวในวันนั้นแต่เมื่อเห็นแววตาที่ใฝ่รู้และชื่นชมของนาง เขาก็ยอมเปิดปากเล่าเรื่องราวการต่อสู้ครั้งนั้นให้นางฟัง แต่เขาเล่าเพียงในฐานะทหารคนหนึ่งไม่ได้กล่าวอ้างถึงความเก่งกาจหรือพลังพิเศษของตนเองเลยแม้แต่น้อย
หญิงสาวตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ ภาพของเด็กหนุ่มที่ดูเงียบขรึมและอ่อนโยนเบื้องหน้ากับภาพของวีรบุรุษผู้กล้าหาญที่ต่อสู้กับศัตรูนับร้อยนับพัน มันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน แต่นางก็เชื่อ นางเชื่อในทุกคำพูดของเขา
"ท่าน...ช่างกล้าหาญยิ่งนัก" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างแท้จริง
คำอินทร์ส่ายหน้า "ข้าไม่ได้กล้าหาญ ข้าเพียงแค่ทำในสิ่งที่ต้องทำ เพื่อปกป้องผู้คนไม่ให้ต้องพบเจอกับชะตากรรมที่โหดร้าย"
คำพูดนั้นทำให้ดาวรู้สึกสะท้อนใจอย่างบอกไม่ถูก นางนึกถึงบ้านเมืองของตนเอง และนึกถึงความทุกข์ยากของผู้คนมากมายที่ต้องได้รับผลกระทบจากสงครามนั้น
นางเริ่มรู้สึกผิดและละอายใจขึ้นมาอย่างจับขั้วหัวใจ
ความรู้สึกดีๆ ที่นางมีต่อเขา บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นความนับถือและยกย่อง
ส่วนคำอินทร์นั้น เขาก็เริ่มเปิดใจให้นางมากขึ้น การได้พูดคุยกับนาง ทำให้ความอ้างว้างและโดดเดี่ยวในใจของเขาค่อยๆ จางหายไป
นางเป็นเหมือนสายลมที่อ่อนโยนที่พัดพาความสดชื่นเข้ามาในชีวิตที่เคยมีแต่การต่อสู้และความแค้นของเขา
สายใยที่มองไม่เห็นได้เริ่มถักทอขึ้นระหว่างคนทั้งสองอย่างช้าๆและมันก็กำลังจะผูกมัดหัวใจของพวกเขาไว้ด้วยกัน
โดยที่ทั้งสองยังไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย...