ดาราจักรนิรันดร์กาล

    ตอนที่47 ซ้อมประลอง2

    ไป๋ชิงอวิ๋นจ้องมองไปยังหยางเฉินกับมู่ปิงเฟิง

     

    "ตามลำดับก็แล้วกัน เจ้าไปก่อนข้าเลยหยางเฉิน" มู่ปิงเฟิงก้าวถอยไปข้างหลังหนึ่งก้าว

     

    หยางเฉินหันไปมองมู่ปิงเฟิงอย่างว่างเปล่า "สหายทรยศ"

     

    "เอาน่า ช่วยซื้อเวลาให้ข้าได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับเขาหน่อย เคล็ดวิชาของเจ้าเน้นไปที่ความสมดุลเป็นหลัก ไม่แน่อาจจะทำให้เขาเผยไต๋มากกว่านี้ก็ได้"

     

    "เจ้าก็พูดเหมือนมันง่าย ดูกู่หวงที่นอนกองอยู่ตรงนั้นสิ เขามีพลังแข็งแกร่งมากกว่าพวกเราอีก แต่การต่อสู้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเขาก็พ่ายแพ้แล้ว แต่ก็เอาเถอะ" หยางเฉินถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนระอา "ถ้าข้าแพ้เร็วเกินไป ก็โทษทีแล้วกันที่ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้"

     

    เคล็ดวิชาเทพหยินหยางหมุนวนโคจร แสงสว่างและความมืดสีดำขาวปรากฏขึ้นรอบๆร่างของหยางเฉิน และในระหว่างที่ก้าวเดินออกไป ด้านหลังของเขาก็ปรากฏแสงสุริยันจันทราเปล่งประกายออกมาด้วย

     

    "เช่นนั้นก็มาเริ่มกันเถอะ" ไป๋ชิงอวิ๋นยืนเอามือไพล่หลัง สายตาของเขาจ้องมองดูการเคลื่อนไหวของหยางเฉินอย่างไม่กระพริบ

     

    หยางเฉินไม่กล้าบุ่มบ่าม เพราะจากที่ดูการเคลื่อนไหวของไป๋ชิงอวิ๋นเมื่อสักครู่นี้แล้ว เขามีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วมาก หากพุ่งเข้าโจมตีอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง เช่นนั้นผลลัพธ์ที่ได้คงไม่ต่างจากกู่หวงที่นอนกองอยู่ตรงนั้นสักท่าไหร่

     

    ทั้งสองคนยืนคุมเชิงกัน สีหน้าของหยางเฉินตึงเครียดเป็นอย่างมาก ซึ่งตรงกันข้ามกับไป๋ชิงอวิ๋นที่มีท่าทางเย็นชาไร้อารมณ์

     

    "ถ้าเจ้าไม่เข้ามา เช่นนั้นข้าจะเข้าไปหาเจ้าเอง" ไป๋ชิงอวิ๋นพุ่งเข้าใส่หยางเฉินด้วยความเร็วสูง

     

    ฟู่ว~

     

    เสียงอากาศถูกแหวกออก ไป๋ชิงอวิ๋นปรากฏขึ้นตรงหน้าของหยางเฉิน หมัดขวาของเขาพุ่งนำออกไปก่อนเป็นอันดับแรก มันตรงดิ่งไปที่ใบหน้าของหยางเฉินอย่างรวดเร็ว

     

    หยางเฉินกวาดเท้าไปด้านหลังเล็กน้อย ตามท่าร่างของทักษะไล่ตามแสงสุริยันจันทรา เท้าขวาคือดวงอาทิตย์เท้าซ้ายคือดวงจันทร์ พลังแห่งหยินหยางหมุนวนโคจร หยางเฉินย่อตัวหลบหมัดของไป๋ชิงอวิ๋นไปได้อย่างเฉียดฉิว

     

    จากนั้นมือซ้ายของเขาก็มีแสงสีขาวปรากฏขึ้น หยางเฉินซัดมือซ้ายที่มีแสงสีขาวสวนกลับไปที่กึ่งกลางหน้าอกของไป๋ชิงอวิ๋น แสงกระบี่สีขาวพุ่งทะลวงออกไปอย่างไร้ความปราณี

     

    ฝ่ามือของหยางเฉินปะทะเข้ากับความว่างเปล่า เบื้องหน้าจะมีร่างของไป๋ชิงอวิ๋นอยู่อีกที่ไหนกัน หยางเฉินเว้นระยะห่างออกมาตั้งหลัก เขากวาดสายตามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นร่างของไป๋ชิงอวิ๋นเลยแม้แต่เงา

     

    "มองไปทางไหนของเจ้ากัน"

     

    หยางเฉินเบี่ยงตัวกลับหลัง แต่นั่นก็สายเกินไปเสียแล้ว เขารู้สึกว่ามีของหนักๆซัดเข้ามาที่ตาบช่วงของเขา แกร๊ก เสียงกระดูกซี่โครงถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด ร่างของหยางเฉินถูกซัดปลิวกระเด็นออกไปพร้อมกับแรงเตะอันหนักหน่วงของไป๋ชิงอวิ๋น

     

    โครม!

     

    หยางเฉินร่างกระเด็นกระดอนกลิ้งไปกับพื้นหลายตลบ หลังจากที่กระเด็นออกไปไกลพอสมควรในที่สุดร่างของเขาก็หยุดลง เขานอนหมอบอยู่กับพื้นมือกุมซี่โครงด้านซ้ายเอาไว้ด้วยความเจ็บปวด

     

    เมื่อครู่นี้เขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดไป๋ชิงอวิ๋นถึงมาอยู่ด้านหลังของเขาได้ ทั้งที่เขาก็ทิ้งระยะห่างออกไปแล้ว แล้วทำไมถึงยังตามเขาได้ทัน เรื่องนี้เขาไม่เข้าใจมันเลยจริงๆ

     

    "เจ้าจดจ่ออยู่กับคู่ต่อสู้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่การจดจ่อมากเกินไปมันก็ทำให้วิสัยทัศน์ที่เจ้ามองคู่ต่อสู้ของเจ้าแคบลง อีกอย่างร่างกายของเจ้าเกร็งมากเกินไป ต้องผ่อนคลายลงอีกหน่อยถึงจะทำให้ร่างกายขยับได้อย่างที่ใจคิด ไม่เช่นนั้นการตอบสนองที่ช้าเกินไป อาจทำให้เจ้าต้องสูญเสียชีวิตไปในช่วงเวลาสำคัญ" ไป๋ชิงอวิ๋นกล่าวกับหยางเฉินที่นอนกองอยู่กับพื้น

     

    "เก็บข้อมูลเกี่ยวกับข้าได้เยอะพอหรือยังล่ะปิงเฟิง" เขาหันกลับไปคุยกับมู่ปิงเฟิงที่ยืนตกตะลึงอยู่

     

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้มู่ปิงเฟิงมองเห็นมันทั้งหมด เขาไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลย ว่าทักษะการต่อสู้ของไป๋ชิงอวิ๋นจะยอดเยี่ยมมากขนาดนั้น ตามที่เขามองเห็นหมัดขวาตรงที่ปล่อยออกไปเป็นการโจมตีหลอก ขณะเดียวกันกับที่หยางเฉินย่อตัวหลบหมัดของเขา ไป๋ชิงอวิ๋นก็เบี่ยงตัวด้วยการเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาด

     

    เขาสามารถเคลื่อนตัวไปอยู่ด้านหลังของหยางเฉินได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังตามติดหยางเฉินเป็นเงาตามตัว มู่ปิงเฟิงรู้สึกขนลุกซู่เมื่อนึกถึงภาพที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ โดยเฉพาะตอนที่หยางเฉินโดนจระเข้ฟาดหางของไป๋ชิงอวิ๋นฟาดเข้าที่กลางลำตัว ฟังจากเสียงกระดูกที่ดังลั่นเมื่อตอนนั้นแล้ว หยางเฉินคงเจ็บปวดไม่น้อยเลยทีเดียว

     

    มู่ปิงเฟิงเกาศีรษะตัวเองพลางหัวเราะแหะๆ "การประลองจบเร็วแบบนี้ ข้าจะเก็บข้อมูลได้มากมายขนาดนั้นที่ไหนกัน"

     

    "ถึงจะรู้สึกเครียดมากแต่เจ้าก็ยังหัวเราะออกมาได้ จิตใจของเจ้าไม่เลวเลยจริงๆ ก่อนการประลองจะเริ่มขึ้น ข้ามีคำพูดหนึ่งอยากพูดกับเจ้า"

     

    "เชิญเจ้าพูดมาได้เลย"

     

    "เป็นการง่ายยิ้มได้ไม่ต้องฝืน เมื่อชีพชื่นเหมือนบรรเลงเพลงสวรรค์ แต่คนที่ควรชมนิยมกัน ต้องใจมั่นยิ้มได้เมื่อภัยมา"

     

    มู่ปิงเฟิงฟังอย่างครุ่นคิด จากนั้นก็กล่าวขึ้นมาว่า "เป็นประโยคที่ดีมาก ถ้าฟังอย่างผิวเผินก็คงไม่มีอะไร แต่ถ้าลองฟังแล้วพิจารณาตาม ก็จะรู้ว่าในประโยคนี้มีวิถีต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่แฝงอยู่ เจ้าเป็นคนคิดประโยคนี้ขึ้นมาอย่างนั้นเหรอ"

     

    "เปล่าหรอกข้าก็แค่ยืมเขามาพูด หวังว่ามันจะเป็นเครื่องเตือนใจพวกเจ้าได้ในอนาคต เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่ง และเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย การโทษตัวเองหรือการหนีการต่อสู้มันไม่ได้ช่วยอะไร เพราะปัญหาที่เผชิญหน้าอยู่มันไม่ได้รับการแก้ไข สิ่งที่มนุษย์เดินดินอย่างพวกเราทำได้ มีเพียงหัวเราะให้กับปัญหาที่เจอ แล้วฟันฝ่ามันไปด้วยกำลังทั้งหมดที่เรามี"

     

    "หึหึ นั่นสินะต่อให้หวาดกลัวมากแค่ไหน ถึงอย่างไรก็หนีไม่พ้นอยู่ดี เช่นนั้นพวกเราก็มาเริ่มการประลองกันเลยเถอะ"

     

    กล่าวจบมู่ปิงเฟิงก็พุ่งเข้าใส่ไป๋ชิงอวิ๋นในทันที เคล็ดวิชาเทพกิเลนเหมันต์ถูกกระตุ้นขึ้นมา อากาศรอบด้านเย็นยะเยือกลงอย่างเฉียบพลัน ร่างเงาของมู่ปิงเฟิงเริ่มพร่าเลือนลง ทุกย่างก้าวที่แหวกอากาศพุ่งทะยานออกไป จะปรากฏร่างเงาของเขาขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นภาพติดตา

     

    "สมกับที่เป็นทักษะร่างเงาน้ำแข็งนิรันดร์ เจ้าฝึกสำเร็จเพียงแค่ขั้นแรกก็สามารถแสดงพลังของมันออกมาได้มากขนาดนี้แล้ว เป็นคนที่มีไหวพริบไม่ธรรมดาเลย แต่การเคลื่อนไหวของเจ้ายังสูญเปล่าอยู่มาก ข้าจะช่วยชี้แนะให้เองว่าข้อบกพร่องของเจ้าอยู่ตรงไหน"

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นดีดตัวเองให้ทะยานออกไป ทั้งสองคนเข้าปะทะกัน ไป๋ชิงอวิ๋นเตะขาขวาตัดผ่านอากาศออกไป เขาหมายเล็งไปที่ลำตัวของมู่ปิงเฟิง แต่การเตะอย่างเต็มกำลังของเขาก็ต้องปะทะกับอากาศที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า ร่างของมู่ปิงเฟิงหายไปจากสายตาของเขา

     

    ความหนาวเย็นเสียดแทงเข้ามาจากทางด้านข้าง มือขวาของมู่ปิงเฟิงราวกับกระบี่น้ำแข็ง มันพุ่งตรงมาที่ลำคอของไป๋ชิงอวิ๋นโหดเหี้ยม

     

    ฟึด!

     

    เสียงกระบี่ตัดผ่านอากาศไป ไป๋ชิงอวิ๋นย่อตัวหลบอย่างเฉียดฉิว แต่ในขณะเดียวกันเขาก็หมุนตัวกลับแล้วเตะขาซ้ายกวาดไปที่พื้น หมายเลงเข้าที่หัวเข่าของมู่ปิงเฟิง

     

    วืด~

     

    เสียงเท้าแหวกผ่านอากาศที่ว่างเปล่าไป ร่างของมู่ปิงเฟิงหายไปอีกแล้ว ไป๋ชิงอวิ๋นแววตาเฉียบคมไล่ตามไปอย่างใกล้ชิด พริบตาเดียวก็ปรากฏขึ้นด้านข้างของมู่ปิงเฟิง

     

    แต่ยังไม่ทันจะลงมือร่างของมู่ปิงเฟิงก็เลือนลางและถอยห่างออกไปอีก แต่ในชั่วพริบตาก่อนที่ร่างของมู่ปิงเฟิงจะปรากฏขึ้น ไป๋ชิงอวิ๋นก็มายืนรออยู่ในจุดที่เขาจะปรากฏตัวแล้ว

     

    "ได้ยังไงกัน" มู่ปิงเฟิงสีหน้าซีดเผือด เขาไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ตัวเองได้เห็นตรงหน้านี้เลย

     

    "แน่นอนว่าข้าคาดเดาการเคลื่อนไหวของเจ้าได้แล้ว จงรับมือให้ดี"

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นเตะกวาดขาขวาออกไป มู่ปิงเฟิงคาดเดาได้ถึงจุดปะทะ เขาพยายามป้องกันช่วงล่างของเขาอย่างเต็มที่ แต่ในชั่วพริบตานั่นเองลำคอของเขากลับถูกของหนักๆฟาดเข้าให้อย่างเต็มแรง

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นเตะหลอกด้วยทักษะของเทควันโด มันเป็นการหลอกว่าจะเตะต่ำ แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการเตะเข้าไปที่ลำคอของคู่ต่อสู้ต่างหาก มู่ปิงเฟิงเพิ่งเคยเจอกับทักษะแบบนี้เป็นครั้งแรก เขาตั้งตัวไม่ทันเลยจริงๆ เมื่อครู่นี้คิดว่าตัวเองป้องกันได้ดีแล้วแท้ๆ แต่ไป๋ชิงอวิ๋นกลับเตะได้รวดเร็วและหนักหน่วงเหลือเกิน

     

    ปัง!

     

    มู่ปิงเฟิงตีลังกาม้วนไปกับพื้นสองสามตลบ ร่างนอนหมอบแน่นิ่งอยู่กับพื้นไม่ไหวติง

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นมองดูสหายทั้งสามคนของเขาที่นอนกองอยู่กับพื้น สีหน้าของเขาเคร่งขรึมแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน

     

    "นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าต้องเจอหลังจากนี้อีกสองเดือน หากไม่อยากนอนกองอยู่กับพื้นแบบนี้ทุกวัน เช่นนั้นก็ต้องรีบขัดเกลาทักษะของตนเองให้เฉียบคม เพราะศัตรูจะไม่ปราณีพวกเจ้าเหมือนอย่างที่ข้าทำหรอกนะ"

     

    กล่าวทิ้งท้ายไว้แค่นั้นไป๋ชิงอวิ๋นก็เดินกลับห้องพักที่โรงเตี๊ยมแสงจันทร์ เมื่อมาถึงห้องโถงของโรงเตี๊ยมแสงจันทร์ เขาก็เหมือนกับจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาหันกลับไปตะโกนบอกพวกกู่หวงที่นอนหมดสภาพอยู่กลางลานด้านหลังว่า

     

    "ถ้าร่างกายฟื้นตัวแล้ว อย่าลืมวิ่งรอบโรงเตี๊ยมแสงจันทร์อีกหนึ่งพันรอบด้วยล่ะ หากวิ่งไม่ครบวันนี้พวกเจ้าห้ามนอนโดยเด็ดขาด"

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นมั่นใจว่าสหายของเขาได้ยินคำพูดของตนเอง เรื่องหลังจากนี้ก็ต้องดูที่ความพยายามของพวกเขาแล้ว

     

    ภายในลานด้านหลังของโรงเตี๊ยมแสงจันทร์ ร่างกายของกู่กวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงมีแสงสีขาวนวลจางๆ แผ่กระจายออกมาจากร่างของพวกเขา แสงนี้ช่วยเยียวยาและรักษาอาการบาดเจ็บของพวกเขา ถึงแม้ความเร็วในการฟื้นฟูรักษาจะไม่รวดเร็วเท่ากับไป๋ชิงอวิ๋น แต่พลังแห่งการรักษานี้ก็ทรงพลังมากพอให้เยียวยารักษาร่างกายพวกเขาได้

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นผลักประตูเดินเข้าไปในห้อง หงส์เพลิงยังคงนอนหมอบอยู่ในกรงหลากสี ไป๋ชิงอวิ๋นเดินเข้าไปใกล้ๆกับกรงหลากสี จากนั้นก็เปิดกรงออกแล้วช้อนเอาร่างของหงส์เพลิงออกมา เขาอุ้มหงส์เพลิงไว้แนบอก แสงสีขาวนวลที่เต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตอันเข้มข้นแผ่กระจายออกมาจากร่างของเขา

     

    มันถูกรอยประทับหยินหยางฟ้าดินโกลาหลดูดเข้าไปภายในร่างของหงส์เพลิง ไป๋ชิงอวิ๋นลูบขนของหงส์เพลิงอย่างแผ่วเบา เขาเดินกลับไปที่เตียงจากนั้นก็เอนตัวพิงกับหมอนที่อยู่บนหัวเตียง อยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ในมือยังคงโอบกอดหงส์เพลิงเอาไว้อย่างอ่อนโยน

     

    "แม้ร่างกายบางส่วนของเจ้าเริ่มฟื้นฟูกลับมาแล้ว แต่กระดูกและเส้นเอ็นของเจ้าก็ยังไม่แข็งแรง มันต้องใช้เวลาในการรักษาเยียวยาอยู่พอสมควร โดยเฉพาะเส้นชีพจรลมปราณและวิญญาณของเจ้า สองสิ่งนี้ได้รับความเสียหายจนถึงรากฐาน แต่โชคดีที่เจ้าได้มาพบกับข้า ข้าจะช่วยรักษาให้เจ้าเอง เพราะฉะนั้นอย่ากลัวข้าเลยนะ"

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นพูดไปพลางและลูบขนของหงส์เพลิงไปพลาง

     

    หงส์เพลิงกระพริบตาปริบๆ มันจ้องมองมนุษย์ที่แสนประหลาดผู้นี้อย่างแปลกใจ ความรู้สึกสบายใจและผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจของหงส์เพลิง ความรู้สึกอบอุ่นและความรู้สึกที่ปลอดภัยเช่นนี้ ตลอดทั้งชีวิตของมันมันยังไม่เคยได้พบเจอมาก่อน สำหรับมันแล้วนี่คือความรู้สึกที่แปลกประหลาดอย่างยากจะอธิบาย แต่ความคิดเหล่านั้นก็อยู่กับมันได้ไม่นาน ชั่วครู่ต่อมามันก็กลับไปขดตัวนอนตามเดิม

     

    "เจ้ามีชื่อไหม" ไป๋ชิงอวิ๋นเอ่ยถาม

     

    "..." หงส์เพลิงไร้ท่าทีตอบสนอง

     

    "ในเมื่อเจ้าไม่ตอบเช่นนั้นก็ให้ข้าตั้งชื่อให้เจ้าก็แล้วกัน อืม..." ไป๋ชิงอวิ๋นมีสีหน้าครุ่นคิด "เจ้าเป็นหงส์เพลิง เช่นนั้นชื่อของเจ้าก็เรียกว่าเฟิ่งไฉ่หงก็แล้วกัน และจากนี้ไปข้าจะเรียกเจ้าว่าหงเอ๋อร์ เจ้าตกลงไหม?"


    หงส์เพลิงชูคอขึ้น มันเหลือบตาขึ้นมองไป๋ชิงอวิ๋นอย่างเย็นชา

     

    "เจ้าไม่พอใจอย่างนั้นเหรอ" ไป๋ชิงอวิ๋นเกาที่คางของมันอย่างแผ่วเบา หงส์เพลิงสะบัดหัวของมันออกหลบเลี่ยงมือที่ยื่นมาไป๋ชิงอวิ๋น

     

    "ต่อให้เจ้าไม่ชอบข้าก็จะเรียกเจ้าว่าหงเอ๋อร์ หงเอ๋อร์ หงเอ๋อร์ หงเอ๋อร์ หงเอ๋อร์ หงเอ๋อร์...." ไป๋ชิงอวิ๋นพูดที่ข้างหูของหงส์เพลิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแผ่วเบา

     

     




    คล้ายกับเรื่องดาราจักรนิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน