บทที่ 20 คนแก่ขี้หลงขี้ลืม
“จี้หยกชิ้นนี้เป็สิ่งที่ศิษย์สำนักกระบี่ชิงิมอบให้เ้าอย่างนั้นหรือ?” ตอนนี้ไป๋ชิวหรานอยู่ภายในจวนมหาราชครูที่เมืองหลวงของรัฐซ่างเสวียน สายตาจับจ้องไปยังจี้หยกในมือ
จี้หยกนี้เป็เสมือนเครื่องแสดงตัวตนของสำนักกระบี่ชิงิ ไป๋ชิวหรานเองก็มีอยู่ชิ้นหนึ่งเช่นเดียวกัน ภายในบันทึกเป็ข้อความสั้น ๆ และอำนาจของผู้ถือครอง ดูจากรูปแบบของจี้หยกแล้ว เ้าของจี้หยกชิ้นนี้น่าจะเป็ศิษย์สายในของสำนักกระบี่ชิงิ เพราะสองร้อยปีก่อนตอนที่พวกเขาลงจากสำนักไปท่องยุทธภพ มีบางคนที่ไม่ได้กลับไป
“ใช่ เดิมทีศิษย์ผู้นี้เป็เพียงชาวนาในดินแดนตะวันตกตอนบนของรัฐซ่างเสวียน แต่เนื่องจากข้าร่ำเรียนกับอาจารย์จนสำเร็จภายในหนึ่งคืน จึงได้รับถ่ายทอดวิชายุทธ์มาจากอาจารย์ท่านก่อน”
แม้ว่ามหาราชครูฝูเชียนชิวจะมีระดับการฝึกตนอยู่ในขั้นสร้างรากฐาน แต่เมื่อได้เห็นร่องรอยความเสียหายที่ถังโจ้วเสียทิ้งไว้ แม้ต้องเผชิญหน้ากับไป๋ชิวหรานผู้มีระดับการฝึกตนอยู่ในขั้นกลั่นลมปราณ เขาก็ไม่กล้าที่จะละเลยอีกฝ่าย ทั้งยังตอบคำถามของไป๋ชิวหรานด้วยความสุภาพนอบน้อม
“น่าเสียดายที่ศิษย์ไม่อาจช่วยชีวิตท่านอาจารย์ผู้าุโไว้ได้”
“ไม่เป็ไร นั่นไม่ใช่ความผิดของเ้า ผู้ฝึกตนต้องผ่านพ้นเคราะห์กรรมเป็เื่สามัญ การพลัดพรากจากกันนับเป็เื่ปกติ อีกทั้งเขาได้เสียสละชีพเพื่อช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ ยืนหยัดต่อสู้ในนามสำนักกระบี่ชิงิอย่างสมเกียรติ สำนักกระบี่ชิงิย่อมสรรเสริญเขา”
ไป๋ชิวหรานเก็บจี้หยกไว้ในอ้อมอก
“ข้าจะรับจี้หยกชิ้นนี้ไว้ เคล็ดวิชาที่เขาถ่ายทอดให้แก่เ้าเป็เคล็ดวิชาดั้งเดิมของสำนักกระบี่ชิงิ เ้าจงฝึกฝนให้ดี ด้วยพร์ของเ้าแล้วไม่ยากเลยที่จะกลั่นเม็ดยาทองคำเพื่อต่อชีวิตของตนให้ยาวนานขึ้น” ครั้นกล่าวมาถึงขั้นนี้ น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความอิจฉาเล็กน้อย จากนั้นจึงกล่าวเสริม “เ้าควรถนอมมันไว้ให้ดี เคล็ดวิชาของสำนักกระบี่ชิงิเป็วิธีที่ถูกต้องและสามารถสร้างรากฐานได้จริง”
“ศิษย์จะจดจำไว้” ฝูเชียนชิวเอ่ยตอบ
“ยังมีอีกเื่หนึ่ง...” ไป๋ชิวหรานเก็บจี้หยกกลับเข้าไปในถุงเก็บสมบัติแล้วกล่าวต่อว่า “นับั้แ่ข้าลงมาจากยอดเขา ได้ยินว่าเ้ายุยงให้องค์จักรพรรดิซ่างเสวียนจัดเก็บภาษีจำนวนมากจากพลเมืองภายในรัฐเพื่อนำมันมาใช้ในการกลั่นยา นั่นเป็ความจริงหรือไม่?”
“เื่นี้...เื่นี้เป็ความจริง” ฝูเชียนชิวกล่าวตอบตามจริงด้วยความรู้สึกละอายไม่น้อย
“เ้าจงแก้ไขวิธีการเสีย นอกเหนือจากการกินเม็ดยาเพื่อให้ผ่านเข้าสู่ขั้นการฝึกตนอีกระดับแล้ว อย่ากินเม็ดยาเพื่อเพิ่มพลังบำเพ็ญเพียรโดยพร่ำเพรื่อ เข้าใจหรือไม่? หากไม่แล้วขั้นการฝึกตนจะไร้ซึ่งความเสถียร” ไป๋ชิวหรานสั่งสอนอีกฝ่ายด้วยท่าทีผ่อนคลาย จากนั้นจึงเอ่ยถามต่อ “ว่าแต่ เ้ากลั่นยาอะไร?”
“เอ๊ะ?” ฝูเชียนชิวยกมือขึ้นเกาศีรษะตนเองก่อนกล่าวออกด้วยความประหลาดใจ “จริงสิ ข้ากลั่นยาชนิดใดกัน?”
ไป๋ชิวหรานสบตากับเขาเป็เวลานานหลายอึดใจ ก่อนจะยกมือขึ้นตบหน้าเขาสองครั้ง
“นี่! เคล็ดวิชามารควบคุมจิตใจยังหลงเหลืออยู่ภายในมโนสำนึกของเ้าอีกรึ?!”
สิ่งที่เรียกว่าเคล็ดวิชามารควบคุมจิตใจ เป็ทักษะทางจิติญญาระดับสูงของเหล่าผู้ฝึกวิชามาร ถูกสร้างขึ้นโดยบรรพบุรุษปีศาจผู้มีความสามารถอัศจรรย์เมื่อประมาณสองพันปีก่อน เคล็ดวิชาดังกล่าวแตกต่างจากเคล็ดวิชาอื่น ๆ ที่อาศัยเพียงพลังและจิติญญาในการกดขี่ข่มเหงผู้อื่น เคล็ดวิชานี้จะไม่นำจิตสำนึกของผู้ถูกร่ายเวทไป แต่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้ถูกร่ายเวทและชักนำพวกเขาทีละขั้นตอน เพื่อให้พวกเขากระทำในสิ่งที่ผู้ร่ายเวท้าจนกระทั่งสำเร็จลุล่วง
สุภาษิตโบราณเคยว่าไว้ เรียนรู้ใฝ่ดีมาสามปี ไม่สู้เรียนรู้ใฝ่ชั่วเพียงสามวัน บรรพบุรุษปีศาจใช้วิธีนี้ชักนำผู้ฝึกตนจำนวนมากที่ติดอยู่ในขั้นคอขวด*[1] เข้าสู่เส้นทางสายมาร และใช้เวลาเพียงไม่นานนักทำให้มันแพร่หลายในโลกของผู้ฝึกตน
เขาเคยได้ยินว่ามีลูกศิษย์สายตรงของเซียนชิงิในสำนักกระบี่ชิงิติดค้างขั้นการฝึกตนอยู่ตรงคอขวดระหว่างขั้นกลั่นลมปราณมานานกว่าหนึ่งพันปี แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้ข่าวคราวของเขาอีกเลย...
หลังถูกฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าสองฉาด ฝูเชียนชิวก็รู้สึกวิงเวียนยิ่งนัก แต่เขาคิดว่าไป๋ชิวหรานคง้าตำหนิลงโทษเื่ที่เขารีดนาทาเร้นเก็บภาษีจากชาวบ้านเพื่อนำมากลั่นยา ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าขัดขืนแต่อย่างใด
“เป็อย่างไรบ้าง?” เมื่อเห็นฝูเชียนชิวโคลงศีรษะ ไป๋ชิวหรานจึงเอ่ยถามต่อไป “เ้าฟื้นคืนสติแล้วหรือ?”
“ฟื้น? ฟื้นอะไรกัน?” ฝูเชียนชิวเอ่ยถามกลับด้วยความสงสัย “ท่านอาจารย์ผู้าุโไม่ได้ตำหนิศิษย์หรอกหรือ?”
“ข้าจะเอ่ยถามเ้าอีกครั้ง เ้ารีดไถภาษีจากชาวบ้านเพื่อนำมากลั่นยาให้กับจักรพรรดิซ่างเสวียน ยานั้นคืออะไร?” ไป๋ชิวหรานถามย้ำ
“ยาอะไรอย่างนั้นรึ?” ดวงตาของฝูเชียนชิววูบไหวเพราะความสับสน ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
“จริงสิ ยาที่ข้าอุตส่าห์กลั่นขึ้นมา! ข้าไม่เคยร่ำเรียนวิธีการกลั่นยา ซ้ำยังไม่เคยพบเห็นมันมาก่อน แล้วเหตุใดข้าถึงกลั่นยาชนิดนั้นขึ้นได้?!”
“เช่นนั้นเม็ดยาอยู่ที่ใดเล่า?” ไป๋ชิวหรานยื่นมือไปตรงหน้าพลางพลิกไปมาพร้อมกล่าว “นำออกมาให้ข้าดูหน่อย”
ฝูเชียนชิวหยิบเม็ดยาออกมาให้ไป๋ชิวหราน เขาเปิดมันออกและพบว่ามันถูกกลั่นขึ้นจากตัวยาที่เขาขาดไป ยาที่ใช้กันทั่วไปที่เหล่าผู้ฝึกตนนิยมใช้เพื่อฝึกฝนวิทยายุทธ์ ทั้งยังมียาอายุวัฒนะที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งอีกด้วย
ดูเหมือนว่าถังโจ้วเสียจะอยู่ในสุสานที่มืดมิดมานานตลอดหลายปี ทำให้ปราณิญญาของเขาอ่อนแอจนต้องสร้างเสริมขนานหนัก
“เสียของ...” ไป๋ชิวหรานรู้สึกเ็ปในใจเล็กน้อย แม้พบเม็ดยาที่กลั่นอย่างสมบูรณ์ ทว่าเขาไม่สามารถสกัดวัตถุดิบสำคัญจากเม็ดยานี้ได้อีกต่อไป ทำได้เพียงเผาเม็ดยาเหล่านี้ทิ้งไปด้วยเปลวเพลิงิญญาเท่านั้น
“เอาล่ะ ข้าต้องกลับไปแล้ว เ้ามีโอกาสฝึกฝนเคล็ดวิชาของสำนักกระบี่ชิงิ จึงนับว่าเ้าก็เป็ศิษย์ของสำนักกระบี่ชิงิแล้วครึ่งหนึ่ง ข้าจะรับเ้าเป็ศิษย์เพื่อทดแทนชีวิตของเขา เ้าต้องจำไว้ให้ดีว่าควรช่วยเหลือจักรพรรดิซ่างเสวียนอย่างเต็มความสามารถในหนทางที่ถูกต้องและพึงควร”
หลังจากทำลายเม็ดยานี้ทิ้งไป ไป๋ชิวหรานก็ลุกขึ้นก่อนกำชับสั่งมหาราชครูอีกครั้ง
“เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดใช้เคล็ดวิชาควบคุมจิตใจของเ้าอีก ข้าจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาชิงิหลอมเวทให้กับเ้า ต่อไปนี้จงฝึกฝนให้มากขึ้นเพื่อเสริมสร้างจิติญญาของเ้าให้เข้มแข็ง เมื่อบรรลุแล้วเ้าจะไม่พลาดท่าให้กับผู้ใดอีก”
---
หลังจากจัดการเื่สุดท้ายกับมหาราชครูเรียบร้อยแล้ว ไป๋ชิวหรานก็เดินทางออกจากจวนมหาราชครูเพื่อมุ่งตรงกลับสู่ยอดเขา
ทันใดนั้นเขากลับรู้สึกคล้ายหลงลืมบางสิ่ง ทว่านึกอย่างไรก็นึกไม่ออกจึงตัดสินใจปล่อยวางไปเสียและจดจ่ออยู่กับการเดินทางเท่านั้น
ไป๋ชิวหรานขึ้นขี่ม้า บังคับมันให้ค่อย ๆ เดินอย่างเชื่องช้าไปยังชานเมืองของรัฐซ่างเสวียน ขณะนั้นบริเวณริมถนน เขาเห็นถังรั่วเวยสวมชุดกระโปรงยาวสีเหลืองขนห่านนั่งคอยอยู่
องค์หญิงนั่งอยู่บนพื้นที่โล่งด้านข้างถนนพร้อมกับสาวรับใช้สองนาง มีการกั้นม่านบังตาเอาไว้ ณ ที่นี้พร้อมสรรพ โต๊ะภายในกระโจมมีสุราและอาหารชั้นดีวางเรียงราย เมื่อเห็นไป๋ชิวหรานขี่ม้ามาด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย ถังรั่วเวยจึงเผยรอยยิ้มสดใสขณะกล่าวทักทายเขา
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเ้าจะต้องสัญจรโดยการขี่ม้า ไป๋ชิวหราน ครั้งนี้ข้าขอเป็ฝ่ายเชิญให้เ้าร่วมดื่มสุราเป็เพื่อนข้าได้หรือไม่?”
ไป๋ชิวหรานนั่งอยู่บนหลังม้า เขาเอียงคอมองพลางเปล่งเสียงหัวเราะ “เช่นนั้นข้าจะไม่เกรงใจแล้ว”
เขาลงจากม้ามานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของถังรั่วเวย สาวใช้จัดการผูกม้าให้เขา จากนั้นทั้งสองจึงนั่งหันหน้าเข้าหากัน ตอนนี้องค์หญิงแห่งซ่างเสวียนแต่งองค์ทรงเครื่องเป็สตรี ทว่ายังคงแสดงท่าทางที่เคยปลอมตัวเป็ชายรินสุราให้เขาจนเต็มจอก
“ในเมื่อเ้า้าจากไป ข้าผู้นี้คงไม่อาจรั้งเ้าไว้ ทว่าคุณงามความดีที่เ้าทำล้วนเป็ประโยชน์ต่อประชาชนของรัฐซ่างเสวียน ในฐานะองค์หญิง ถึงอย่างไรข้าก็ต้องตอบแทนเ้า”
ถังรั่วเวยยกจอกสุราขึ้นพร้อมกล่าวว่า “ข้ารู้ดีว่าภายในดินแดนซ่างเสวียนคงไม่มีสิ่งใดที่เข้าตาเ้า ดังนั้นสุราแก้วนี้ถือเป็เครื่องแสดงถึงความกตัญญูจากข้า ข้าขอดื่มคารวะเ้า!”
องค์หญิงแสดงท่าทางองอาจห้าวหาญเกินสตรีนางหนึ่งพลางจิบสุราชั้นดีจนหมดจอกในอึกเดียว แต่แล้วกลับถูกรสชาติสุราทำพิษจนต้องสำลักไอออกมาทันที
เมื่อเห็นท่าทางของนาง ไป๋ชิวหรานจึงยกยิ้มด้วยความขบขันและดื่มสุราที่นางรินให้จนหมด
“แค่ก...แค่ก” ถังรั่วเวยแลบลิ้นเล็กน้อยและใช้มือโบกไปมาต่างพัดไปพลาง
“ข้าไม่เข้าใจเลย เหตุใดบุรุษเช่นพวกเ้าจึงชื่นชอบดื่มของมึนเมาเหล่านี้นัก?”
“ข้าไม่อาจล่วงรู้ว่าผู้อื่นคิดเห็นอย่างไร ทว่าตัวข้าดื่มเพียงเพราะ้าจรรโลงอารมณ์เท่านั้น”
ไป๋ชิวหรานวางจอกสุราในมือลง “ดังนั้นตอนนี้ ความคิดของแม่นางถังที่มีต่อผู้ฝึกตนและสำนักกระบี่ชิงิน่าจะแปรเปลี่ยนไปจากเดิมแล้วใช่หรือไม่?”
“จริงอย่างที่เ้าว่า” ถังรั่วเวยพยักหน้า “อย่างน้อยในบรรดาผู้ฝึกตนก็ยังมีผู้ยึดมั่นคุณธรรมเช่นเ้าอยู่ด้วย”
ไป๋ชิวหรานเผยรอยยิ้ม “ทุกกลุ่มล้วนเป็เหมือนกัน มีทั้งส่วนดีและส่วนที่ไม่ดี ในหมู่พันธมิตรผู้ฝึกตนสายธรรมทั่วใต้หล้า แต่ละ่เวลามักมีผู้ที่ตั้งตนว่าอยู่เหนือกว่า หลอกลวงผู้ที่ต่ำต้อยกว่าอยู่เนือง ๆ และแม้แต่ในสำนักสายมารที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่สุด ก็มีมารที่มีนิสัยซื่อตรงหนึ่งหรือสองคนปรากฏขึ้นเป็ครั้งคราว ถึงอย่างไรพวกเขาก็ล้วนเป็ผู้ฝึกตนเช่นเดียวกัน ดังนั้นย่อมมีเื่เหล่านี้เกิดขึ้นเป็ธรรมดาสามัญ”
“สักวันข้าจะเข้าใจมันอย่างถ่องแท้” ถังรั่วเวยกล่าวตอบพลางครุ่นคิดตาม
จากนั้นทั้งสองก็เลื่อนจอกสุราออกไปตรงหน้าสลับกันไปมา กระทั่งอาหารที่วางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะค่อย ๆ หมดลงท่ามกลางบรรยากาศอันสุขสำราญ
่ท้ายมื้ออาหาร สีหน้าขององค์หญิงแสดงถึงความมึนเมาเล็กน้อย นางสูดลมหายใจรับเอากลิ่นหอมก่อนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“ไป๋ชิวหราน เพื่อเป็การอำลา ข้าอนุญาตให้เ้าสามารถเอ่ยถามคำถามได้หนึ่งข้อ”
“คำถามเกี่ยวกับสิ่งใดก็ได้อย่างนั้นหรือ?” ไป๋ชิวหรานถามย้ำ
ถังรั่วเวยพยักหน้าอย่างมั่นใจ “คำถามใดก็ย่อมได้”
“เช่นนั้น...” ไป๋ชิวหรานกวาดสายตาสำรวจหน้าอกของถังรั่วเวย จากนั้นจึงประสานมือคารวะ “แม่นางถังเคยร่ำเรียนวิชาเซียนที่เรียกว่าเคล็ดวิชาปรับแต่งกายาหรือไม่? วิชาเซียนนี้ถูกคิดค้นขึ้นเมื่อหลายปีก่อนโดยคนรู้จักเก่าแก่ของข้า ทว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่บนโลกมนุษย์แล้ว ข้าจึงใคร่ไถ่ถามจากเ้าแทนเขา”
“เคล็ดวิชาปรับแต่งกายาอย่างนั้นรึ?” อาจเป็เพราะความมึนเมาของถังรั่วเวย ทำให้นางได้แต่อ้าปากค้างราวลืมสงวนกิริยา
“นั่น...นั่นคือสิ่งใดกัน? ข้าไม่เคยร่ำเรียนทั้งยังไม่เคยได้ยินมาก่อน”
“เอ๊ะ?” ไป๋ชิวหรานเอ่ยถามต่อไปด้วยความสงสัย “หากเป็เช่นนั้น แล้วเหตุใดลักษณะทางเพศขององค์หญิงจึงได้แตกต่างไปจากเดิมมากถึงเพียงนี้เล่า?”
ทันทีที่กล่าวจบ ไป๋ชิวหรานพลันรู้สึกว่าร่างของหญิงสาวที่เคยนุ่มนวลอ่อนน้อมกลับะเิจิตสังหารและแรงกดดันออกมาอย่างรุนแรง จนแม้แต่เขาเองก็ตื่นตะลึงไม่น้อย
---
“นี่ออกจะชัดเจนว่าเป็การอภิปรายเชิงวิชาการที่จริงจังมาก แล้วเหตุใดแม่นางถังถึงได้โกรธเคืองขึ้นมาอย่างกะทันหันเช่นนี้?”
ขณะก้าวเดินไปบนเส้นทางสายหลัก ไป๋ชิวหรานยังรู้สึกสับสนมึนงงไม่หาย
ครู่นี้ถังรั่วเวยะเิจิตสังหารออกแล้วได้แต่ระดมทุบตีเขาอย่างบ้าคลั่ง หนำซ้ำยังกรีดร้องเสียงดังลั่นเพื่อระบายอารมณ์โกรธเคืองราวกับถูกเขารังควานจับจุดอ่อนได้อย่างไรอย่างนั้น
แม้ว่าไป๋ชิวหรานจะไม่หวาดกลัวนาง แต่เขาก็ไม่อยากพัวพันกับหญิงสาวคนหนึ่งมากจนเกินควร ดังนั้นเขาจึงวิ่งหลบหนีออกมาโดยไม่ใส่ใจแม้แต่จะควบขี่ม้า ซึ่งตอนนี้เขาอยู่ห่างจากรัฐซ่างเสวียนเป็ระยะทางกว่าหลายร้อยจั้งแล้ว
“หัวใจสตรีช่างยากแท้หยั่งถึงราวก้นมหาสมุทรเสียจริง” ไป๋ชิวหรานยังคงไม่เข้าใจ ได้แต่ส่ายหน้าพลางถอนหายใจยาวเท่านั้น
เมื่อไม่มีม้าแล้ว ไป๋ชิวหรานจึงเร่งความเร็วของฝีเท้าขึ้นอย่างอิสระ เขาเดินชมทิวทัศน์สองข้างทางไปพลาง ไม่นานก็เดินห่างออกมาจากจุดเดิมประมาณยี่สิบถึงสามสิบลี้ จนมาถึงดงใต้ต้นไผ่
เมื่อมาถึงที่นี่ ไป๋ชิวหรานพลันรู้สึกถึงพลังหยินที่เย็นะเืแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ เขามองไปยังทิศทางที่พลังหยินหลั่งไหลออกมาด้วยความประหลาดใจ และพบว่าเชวียหลิงยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของอีกฝ่ายบึ้งตึงทั้งยังเขียวคล้ำ สายตาจับจ้องมองมายังเขา
“ชะตาเล่นตลกกันหรืออย่างไร?!” ไป๋ชิวหรานกล่าวออกด้วยความคาดไม่ถึง
“วันนี้เ้ามาพบข้าด้วยเหตุใด?”
“ไป๋ชิวหราน เ้าหลงลืมสิ่งใดไปหรือไม่?” เชวียหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า “เ้าลงจากยอดเขาในครั้งนี้ นอกจากเพื่อขั้นสร้างรากฐานแล้วยังมีจุดประสงค์อื่นอีกหรือไม่?”
“เ้าหมายความว่าอย่างไรแน่? นอกจากขั้นสร้างรากฐานแล้ว ชีวิตนี้ของข้าจะยังมีจุดประสงค์อื่นใดอีก ข้า...” ไป๋ชิวหรานเอ่ยยังไม่ทันจบประโยคก็หยุดชะงักอย่างกะทันหัน หยดเหงื่อเย็นเฉียบไหลลงมาจากหน้าผาก “นั่น...คืออะไรกัน? อายุขัยของข้ายังไม่ถึงขีดจำกัดมิใช่หรอกหรือ?”
“มันถึงขีดจำกัดแล้ว” เชวียหลิงยิ้มเยาะพลางสะบัดโซ่ิญญาในมือ “หมดสิ้นไปั้แ่ตอนที่เ้าดื่มกินร่ำสุรากับสตรีนางนั้น”
“อืม...” ไป๋ชิวหรานพยายามก้าวถอยหลังด้วยสีหน้าจริงจัง
“เชวียหลิง ข้ากับเ้ารู้จักกันมานานนับสองพันปีแล้ว เ้าควรเชื่อถือในตัวข้า”
เชวียหลิงเหยียดยิ้ม “เ้าว่าอย่างไรนะ?”
ทันใดนั้นพื้นดินโดยรอบพลันปริแตกออกพร้อมกับเหล่าทูติญญาจำนวนนับไม่ถ้วนที่มีระดับขั้นพลังไม่เท่ากัน นับั้แ่สัมภเวสีเร่ร่อนไปจนถึงิญญาระดับแม่ทัพโดยมีเชวียหลิงเป็ผู้นำ ทุกคนตนต่างล้อมรอบไป๋ชิวหรานไว้ตรงกลาง
“ไป๋ชิวหราน!”
ว่าแล้วยมทูตผู้ที่มีกรรมร่วมกันกับไป๋ชิวหรานมาตลอดระยะเวลาหนึ่งพันกว่าปีก็โยนโซ่เหล็กออกไป มันแปรเปลี่ยนกลายเป็ตาข่ายขนาดใหญ่ที่บดบังไปทั่วทั้งแผ่นฟ้า
“วันนี้ข้าจำต้องใช้วิธีซุ่มโจมตีเพื่อกำราบเ้าให้จงได้!”