Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 99 เพื่อนใหม่ เคลบี้

    ตอนที่ 99 เพื่อนใหม่ เคลบี้

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     



    “ฉันเคลบี้ แล้วนายล่ะ” ชายหนุ่มผู้มีต่างหูมากมายเอ่ย


    เมอร์ลินเอียงคอและเอ่ย “ฉันเมอร์ลิน”


    “นั่นต่างหูเวทมนตร์หรอ?”


    เขาจ้องมองต่างหูทั้งห้าที่ร้อยเรียงอยู่ใบหูข้างขวาของเคลบี้อย่างสนใจ


    ความจริงที่นี่มีคนที่มีลักษณะพิเศษมากมาย นอกจากชุดสูทที่เป็นเครื่องแบบของมหาวิทยาลัยแล้ว นักศึกษามีสิทธิ์ที่จะทำอะไรก็ได้กับร่างกายของตนเอง 


    ตามห้องโถงเขาเห็นผู้คนที่มีทรงผมประหลาดมากมายและเครื่องประดับจำนวนมากก็เป็นวัตถุเวทมนตร์เช่นเดียวกัน


    “เจ้าพวกนี้น่ะหรอ?” เคลบี้จับต่างหูแต่ละชิ้นของตนเอง


    “ใช่แล้วมันคือวัตถุเวทมนตร์ ฉันเลือกมันมาทั้งห้าธาตุเพราะเห็นว่ามันสวยดี อีกอย่างมันก็มีประโยชน์เวลาฉุกเฉินด้วย ว่าแต่นายพึ่งมาชั้นเรียนนี้ครั้งแรกหรอ?”


    เมอร์ลินพยักหน้า “อืม”


    อย่างที่รู้กันว่ามหาวิทยาลัยค่อนข้างให้อิสระกับการเรียนรู้ พวกเขาสามารถเข้าเรียนชั้นเรียนใดก็ได้หากสนใจ แต่จะไม่มีผลต่อการประเมิน


    ยังไงก็ตามการจะเรียนจบได้ก็ต้องขึ้นอยู่กับการประเมิน แค่ร่ำเรียนวิชาใดวิชาหนึ่งก็ยากลำบากพอแล้ว จึงมีน้อยคนที่จะเข้าไปนั่งฟังวิชาที่ตนเองไม่ได้ลงเรียน เว้นเสียแต่ว่าจะมีอาจารย์พิเศษมาบรรยาย


    อาจารย์พิเศษพวกนี้ไม่ใช่คนของมหาวิทยาลัย บางคนเป็นคนมีชื่อเสียงหรือบางคนเป็นศาสตราจารย์กิติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ มันจึงเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาพิเศษ ผู้คนจึงสนใจในชั้นเรียนแบบนี้มาก


    เคลบี้นั่งเท้าคางแล้วหันมามองหน้าเมอร์ลินตรงๆ และเอ่ยพึมพำ


    “ฉันนี่อิจฉาอัจฉิรยะอย่างพวกนายจริงๆ เลยน้า หัวสมองของพวกนายทำด้วยอะไรถึงได้ฉลาดแบบนั้น ถ้าฉันฉลาดแบบพวกนายคงจะนอนอยู่บ้านไม่ต้องเข้ามาเรียนแบบนี้หรอก” 


    การที่เด็กน้อยคนหนึ่งสวมชุดสูทนักศึกษา หลายคนก็คาดเดาได้แล้วว่าเด็กพวกนี้ก็คืออัจฉริยะที่เข้าเรียนก่อนกำหนด


    มหาวิทยาลัยเจเฮริสไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนแบบนี้ แต่ในกรณีของเมอร์ลินคือเขานั้นเด็กมากที่สุด รูปร่างของเมอร์ลินไม่ต่างจากเด็กสิบขวบ ในขณะที่อัจฉริยะอายุน้อยคนอื่นๆ ล้วนเป็นวัยรุ่นตอนต้นกันหมดแล้ว


    นี่จึงทำให้ผู้คนสนใจเมอร์ลินเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้ตกใจกับการมีอยู่ของเขาแต่อย่างใด


    “นายมาเรียนที่นี่ได้ นายก็ไม่ได้โง่เหมือนกัน” เมอร์ลินกล่าว


    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า นี่คงเป็นอารมณ์ขันของอัจฉริยะสินะ นายรู้ไหมว่าฉันอยู่ปีอะไร?” เคลบี้ชี้ตัวเอง


    “นายไม่ได้อยู่ปีหนึ่งเหมือนกันหรอ?”


    “นั่นไง นายเองก็คิดว่าฉันอยู่ปีหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วฉันอยู่ปีสามแล้วต่างหาก ฉันโง่วิชานี้มากและสอบตกวิชานี้มาสามปีแล้ว ใครใช้ให้คุณเซเมียสอนวิชานี้กันเล่า นักศึกษาปริญญาแพทตินั่มอย่างเธอสอนวิชานี้ได้ฉลาดเกินไป วิธีการสอนของเธอทำให้คนธรรมดาอย่างฉันเข้าไม่ถึง” เคลบี้อดที่จะบ่นออกมาไม่ได้ 


    “นายไม่ได้อยู่สาขารูนศาสตร์?” เมอร์ลินเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ฟังเรื่องพวกนี้


    “แน่น่ะสิ ฉันไม่ชอบรูนศาสตร์สุดๆ ไปเลย เวทมนตร์สิเจ๋งสุด ฉันอยากเป็นจอมเวทที่ลุยไปทุกที่ ท้าดวลกับพวกอัศวิน แบบนี้สิเจ๋งไปเลย”


    “แล้วตกลงนายอยู่สาขาอะไร?” เมอร์ลินถอนหายใจออกมา ดูเหมือนว่าเพื่อนใหม่ของเขาคนนี้จะขี้โม้ไม่น้อย เมื่อเห็นเข็มกลัดสีทองสามดาว เขาจึงรู้ว่าผู้ชายที่เต็มไปด้วยต่างหูก็มีดีอยู่บ้าง


    “ฉันพูดมาขนาดนี้นายยังไม่เข้าใจอีกหรอว่าฉันอยู่สาขานักเวท” เคลบี้เหลือกตามองบนอย่างเบื่อๆ


    สาขานักเวทเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก พวกเขารับสมัครในจำนวนที่ไม่จำกัด ขอเพียงมีคุณสมบัติตามที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งกำหนดพวกเขาก็สามารถเข้าเรียนได้ แต่จะเรียนจบหรือไม่นั้นก็เป็นปัญหาของนักศึกษา


    อย่างไรการเล่าเรียนเวทมนตร์ก็จำเป็นต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูง หากไม่มีความคืบหน้าก็เหมือนกับนำเงินมาเผาเล่น เพราะเหตุนี้จึงมีนักเวทจำนวนมากที่ไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัย ซึ่งมาร์เทลก็เป็นหนึ่งในนั้น


    “ว่าแต่คาบเรียนนี้เป็นของศาสตราจารย์คอร์เบรย์ไม่ใช่หรอ? แล้วทำไมคุณเซเมียถึงมาเป็นคนสอนได้ล่ะ?” เมอร์ลินถามเปลี่ยนเรื่อง


    “นายเชื่อไหมว่าตั้งแต่ชั้นเรียนวิชานี้มาครั้งที่สี่ ฉันยังไม่เคยเห็นศาสตราจารย์คอร์เบรย์เข้ามาสอนเลยแม้แต่คาบเดียว มีแต่คุณเซเมียลูกศิษย์ของเขาเป็นคนสอนตลอด” เคลบี้พูดอย่างบ่นๆ


    ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะพูดต่อ เสียงรองเท้าส้นสูงก็ดังขึ้นมาจากประตู


    ตอนนั้นเองเสียงที่อื้ออึงของเหล่านักศึกษาก็เงียบลง รวมทั้งเสียงของเคลบี้ด้วย


    “เธอมาแล้ว” เคลบี้เอ่ยเสียงกระซิบให้กับเมอร์ลิน


    เด็กน้อยพยักหน้าแล้วมองไปที่ประตู


    หญิงสาวในชุดสูทกระโปรงสีขาวก้าวเดินออกมาจากประตู เห็นได้ชัดว่านั่นคือชุดเครื่องแบบของนักศึกษาปริญญาแพทตินั่ม


    พวกเขาเหล่านี้จะเน้นเรียนรู้เกี่ยวกับการทำวิจัยเป็นส่วนสำคัญ พูดง่ายๆ พวกเขาคือลูกมือของเหล่าศาสตราจารย์ที่เป็นที่ปรึกษาของพวกเขา พวกเขาทำงานจิปาถะต่างๆ รวมทั้งงานสอนพวกนี้ด้วย 


    การสอนก็เป็นการเรียนของพวกเธอเช่นกัน เพราะไม่แน่ว่าหากจบการศึกษาพวกเธออาจจะกลายเป็นอาจารย์ของสถานศึกษาซักแห่งก็ได้


    อย่างไรก็ตามงานเหล่านี้ไม่ได้ไร้ค่าแต่อย่างใด การติดตามเหล่าศาสตราจารย์จะทำให้มีชื่อของพวกเธออยู่ในผู้เขียนงานวิจัยร่วมด้วย นั่นหมายความว่าพวกเธอจะได้รับแต้มวิชาการที่จะสามารถเพิ่มดาวบนเข็มกลัดได้ด้วย


    มันจึงไม่แปลกที่เหล่าบรรดาพวกที่จบปริญญาแพทตินั่มล้วนเป็นผู้ที่มีเข็มกลัดสีเงินสี่ดาว


    เซเมียเป็นหญิงสาววัยกลางคน สวมแว่นตาสีดำอันใหญ่ ใบหน้ามีกละอยู่เล็กน้อย เส้นผมสีน้ำตาลหยักโศก ดวงตาสีฟ้ากวาดมองไปทั้งห้องครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินไปที่แท่นบรรยาย


    “วันนี้พวกเราจะมาพูดกันเรื่องการคำนวณหาพื้นที่ขอบเขตเวทมนตร์” เสียงของเซเมีย


    ตอนนั้นเองทั้งห้องก็ปรากฏเสียงพลิกกระดาษ พวกเขาเปิดไปหน้าที่มีเนื้อหาของการเรียนในวันนี้และเตรียมที่จะจดสิ่งที่เซเมียกำลังจะพูดออกมา


    มหาวิทยาลัยเวทมนตร์ไม่เหมือนโรงเรียนเวทมนตร์ อาจารย์ที่สอนไม่จำเป็นต้องเช็คชื่อก่อนเข้าเรียน นักศึกษาทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเอง


    พวกเขาเลือกที่จะมานั่งฟังการสอนหรืออ่านหนังสือเองก็ได้ ขอเพียงผลลัพธ์ในการสอบออกมาดี มหาวิทยาลัยก็จะไม่พูดถึงสิ่งนี้ แต่หากเรียนไม่ผ่านก็ต้องรับผิดชอบตัวเองเช่นกัน เพราะแต่นักศึกษาสามารถเรียนในสถาบันเท่าไหร่ก็ได้ ขอเพียงไม่เกิดจำนวนปีที่มหาวิทยาลัยจำกัดเอาไว้