เสียงพนักงานโทรศัพท์ประจำโรงแรมดังมาตามสายแองจี้จึงบอกเบอร์ห้อง และฟังเสียงกริ่งเรียกที่ดังจากปลายสายอยู่จนถึงครั้งที่ 4จึงมีเสียงตอบมา
“เฮลโลเทคใช่ไหมคะ?”
แองจี้รู้สึกถึงความบีบคั้นในน้ำเสียงของตัวเอง
“นี่แองจี้พูดนะ”
เทดซุลลิแวน เป็ที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทดาต้าคอร์ป สาขาในฮิวสตันเป็คนหนุ่มที่ขยันขันแข็ง และเป็คนแรกที่แองจี้คบหาหลังจากที่ถูกย้ายมาและเทดก็ใช้ความสามารถอย่างรวดเร็วในการที่จะตั้งตัวเองเป็มัคคุเทศก์ประจำตัวแองจี้ซึ่งแองจี้ก็พอใจจะคบหากับเขาอยู่ เทดในทัศนะของเธอทั้งฉลาดหลักแหลม และเป็คนที่มีอารมณ์ขันโดยเฉพาะเมื่อเขามิได้แสดงท่าว่าจะเรียกร้องอะไรจากเธอให้มากไปกว่าที่เธอพร้อมจะให้ได้
“แองจี้ผมได้ยักคิดว่าคุณจะโทรมาคืนนี้นะ”
เสียงของเทคบอกความดีใจอยู่
“คอร์พัสคริสติเป็ยังไงบ้างล่ะ?”
“ไม่รู้สิยังไปไม่ถึงเลย”
เธอพยายามทำเสียงให้เห็นเป็ขันแต่ความตึงเครียดก็ยังปรากฏอยู่
เสียงจากปลายสายเงียบไปก่อนที่เทคจะพูดมาน้ำเสียงในครั้งนี้เข้มขึ้นกว่าเดิม
“เกิดอะไรขึ้นรถเสียหรือ?”
“เปล่าไม่ได้เป็อะไรทำนองนั้นหรอก”
แองจี้ออกจะลังเลอยู่เพราะไม่รู้จะนำการสนทนาไปสู่เื่ที่้าจะปรึกษากับเขาได้อย่างไรและเริ่มถามตัวเองว่า ทำไมเธอจะต้องโทรศัพท์ไปหาเขาด้วย
“แล้วเวลานี้คุณอยู่ที่ไหน?”
ดูเหมือนเทคจะรู้สึกได้ว่ามันเป็เื่ที่ไม่ใคร่ดีนัก
“ร็อคพอร์ท”
แองจี้ตอบ
“มันเยื้องไปทางฝั่งทะเลทางตอนเหนือของคอร์พัสคริสตินั่นแหละ ฉันออกจะมาไกลไปหน่อยก็เลยคิดจะหยุดอยู่แค่นี้”
“มีอะไรที่ร็อคพอร์ทงั้นหรือ?”
แองจี้ควรจะเล่าให้เขาฟังแต่เธอยังอ้อมค้อมกับความจริงนั้นอยู่
“น้าสาวของฉันเคยอยู่ที่นี่เมื่อ2-3 ปีก่อน ฉันเคยมาอยู่กับน้าตอนฤดูร้อนปีหนึ่งก็เลย...คิดว่าอยากจะมาดูอีกสักครั้ง”
“เอ๊ะไม่เห็นคุณเคยเล่าให้ฟังเลยนี่ว่ามีญาติอยู่ในเท็กซัส”
เขาพูดอย่างแปลกใจ
“เอ้อ...เวลานี้ก็ไม่มีแล้วละ”
มันเป็ความเท็จที่พลั้งปากออกมาอย่างรวดเร็วและแองจี้ก็ออกจะใไม่รู้ว่าการที่โทรมาหาเขาครั้งนี้เพื่อขอคำแนะนำส่วนตัวหรือคุยกันไปตามเื่เธอเอื้อมไปหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบอีกมวนหนึ่งเพื่อระงับอารมณ์
“นั่นเสียงอะไรน่ะ?”
เทดถามขึ้นทันที
“เสียงอะไร?”
แองจี้ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“ก็เสียงในโทรศัพท์น่ะสิ”
“อ๋อ...ฉันทำเอง”
แองจี้เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าเธอจุดไม้ขีดใกล้ปากกระบอกโทรศัพท์อยู่
“ฉันจุดบุหรี่สูบน่ะ”
เสียงจากปลายสายเงียบไปอีกและเทคก็พูดขึ้นอย่างกังขาว่า
“ผมไม่เคยเห็นคุณสูบบุหรี่”
“ปรกติแล้วก็ไม่ได้สูบหรอกนานๆ ครั้งน่ะ”
น้ำเสียงของเธอออกจะเศร้า
“แองจี้เกิดอะไรขึ้น?”
เทคถามอย่างห่วงใย
“มันต้องมีอะไรรบกวนจิตใจคุณแน่ผมฟังเสียงคุณก็รู้”
“เหลวไหล”
เธอได้ยินเสียงตัวเองปฏิเสธออกไปและก็รู้ว่าไม่อาจจะหยิบยกเื่ที่้าจะปรึกษาขึ้นมาพูดกับเขาได้
“ไม่จริงหรอก”
เทดปฏิเสธที่จะเชื่อ
“คุณต้องผิดหวังอะไรบางอย่างผมรู้นะ คุณโทรมาหาทำไมล่ะแองจี้?”
“มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรพิเศษหรอก”
เธอพูดกับเขาอีกครั้ง
“ฉันเพียงแต่คิดขึ้นมาได้ว่าควรจะให้คุณได้รู้ว่าฉันเปลี่ยนแผนการเดินทางเท่านั้น”
แต่ก็เปลี่ยนบุคลิกไปด้วยเพราะมันเท่ากับชี้ชัดให้เห็นว่าเธอสนิทสนมกับเขาเป็พิเศษอยู่ไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่รู้สึกจำเป็ที่จะต้องบอกให้เขารู้ว่าเวลานี้ตัวเองอยู่ที่ไหนแน่เพราะเขาและเธอเป็เพียงเพื่อนกันเท่านั้น มิได้สนิทสนมถึงขั้นนั้น
“ก็แล้วมันหมายความว่าอะไรล่ะ?”
รอยยิ้มฉาบอยู่ในน้ำเสียงของเทคพอๆกับความไม่แน่ใจ
“ความเหงาทำให้อยากมีเพื่อนหรือไง?”
ดูมันจะเป็การง่ายที่จะคล้อยตามในความหมายที่มองได้สองแง่นั้น
“ก็อาจจะเป็ได้นะ”
“น่าสนใจมาก”
น้ำเสียงเทคปลื้มเปรม
“ว่าแต่คุณจะอยู่ที่ร็อคพอร์ทนั่นสักกี่วันล่ะ?”
“ยังไม่รู้เลย”
เธอเองก็ยังหาคำตอบที่แน่นอนไม่ได้
“อาจจะอีกสัก2 วันละมัง ก็ขึ้นอยู่ว่าจะอยากอยู่นานสักแค่ไหน”
เสียงจากปลายสายเงียบไปอีก
“คุณแน่ใจหรือแองจี้ว่าตัวเองไม่เป็อะไรฟังเสียงมันเลื่อนลอยยังไงชอบกล”
“ฉันสบายดีจริงๆนะ”
เธอยืนยันทั้งๆ ที่อยากจะร้องไห้เต็มที น้ำเสียงสั่นเครือเมื่อพูดต่อว่า
“ฉันเห็นจะต้องสวัสดีกับคุณแค่นี้นะเทค”
“ผมดีใจที่คุณโทรมานะแองจี้”
เขาหมายความตามที่พูดจริงๆ
“ค่ะ”เธอตอบเสียงเบา “หวัดดี...”
ก่อนที่เขาจะทันพูดจาเหนี่ยวรั้งเธอไว้แองจี้ก็รีบวางหูโทรศัพท์ตัดการติดต่อลงเสียรู้สึกว่ามันจะผิดถ้าจะไปดึงใครให้เข้ามาข้องเกี่ยวกับปัญหาของเธอด้วยมันเป็ปัญหาที่เธอจะต้องแก้ด้วยตัวเองไม่ใช่ใครอื่น ก็แล้วเธอคิดจะทำอย่างไรเล่า? เธอเป็คนที่ยอมรับกับความจริงเสมอมา ก็แล้ว้าจะทำอะไรต่อไป? แองจี้ยกมือขึ้นลูบหน้าผาก พยายามจะให้คลายความเ็ปรวดร้าวลง
เสียงเคาะดังๆตรงหน้าประตูห้องเหมือนจะกระแทกเข้าไปในสมองอย่างหงุดหงิดใจที่แองจี้ะโลุกขึ้นยืนเดินกระแทกเท้าตรงไปยังประตูเธอมิได้คิดจะใช้สายโซ่คล้องไว้ดังนั้นจึงกระชากประตูให้เปิดออก
ความรู้สึกทั้งมวลดูจะมลายหายไปจากตัวทันทีที่แองจี้มองเห็นเดคยืนอยู่หน้าห้อง่ปีที่ผ่านไปโดยมิได้พบหน้ากันสร้างความแกร่งกร้าวขึ้นบนใบหน้าให้เกิดขึ้นอย่างไม่อาจลบเลือนได้, โหนกแก้มสูงเป็สันบอกความไม่ระย่อ สันกรามยื่นออกมารูปร่างสูงใหญ่กว่าที่เธอเคยคิดว่าเขาจะเป็ ไม่สูงแต่ทว่าล่ำสันขึ้นกว่าเดิมกล้ามเนื้อตรงแผ่นอกและแนวไหล่แกร่งกล้าจนเห็นได้อย่างชัดเจนมีความองอาจอยู่ในท่าทางของเขาปีกหมวกที่สวมอยู่บังเงาตรงดวงตาไว้เหมือนจะแอบจ้องมองเธอ แองจี้พอจะเห็นประกายวาววับในดวงตาคู่นั้นได้แต่ทว่ามันมิได้เป็ประกายสีเงินที่เคยสร้างความระทึกใจให้เธอมาก่อนเมื่อเขาก้าวเข้ามาใกล้นั้นเธอมองเห็นความคมฉาบเ็าในดวงตาคู่นั้นได้อย่างชัดเจน
ลำคอของเธอตีบตันอย่างประหลาดแองจี้ไม่อาจจะพูดอะไรออกมาได้ มือจับประตูค้างไว้เช่นนั้นฝ่ามือของเขาเอื้อมผลักประตูให้เปิดกว้างออกและเดคก็เดินเข้ามาให้ห้องโดยไม่รอให้เชื้อเชิญ แองจี้ได้ แต่เลี่ยงหลบทางให้และเดคปิดประตูบานนั้นลงอย่างตั้งใจ ซึ่งทำให้ขวัญของแองจี้ระทึกขึ้นกว่าเดิม ดวงตาของเขามิได้ละจากใบหน้าของเธอเลยไม่...แม้แต่วินาทีเดียวแววในดวงตาคู่นั้นไร้เยื่อใยอย่างเห็นได้ชัดบังเกิดความตระหนกขึ้น
“คุณรู้ได้ยังไง...”
เสียงของเธอเหมือนสะอีกเมื่อถามคำถามนั้นออกไปแองจี้พยายามรวบรวมสติระงับอารมณ์ไว้ให้มั่น
“เคลลี่”
มุมปากของเดคหยักขึ้นเหมือนจะยิ้มแองจี้รู้สึกงงงันไป ความเ็าในน้ำเสียงของเขาทำให้เธอนึกถึงเสียงขยับแส้
“เขาจำคุณได้ก็เลยโทรศัพท์ไปบอกที่ไร่ เพราะเขานึกชื่อคุณไม่ออก”
นั่นเป็สิ่งที่แองจี้กลัวอยู่แล้วคางของเธอหรุบลงเบือนหน้าไปเสียทางหนึ่งเพื่อหลบสายตาที่เต็มไปด้วยแววโกรธขึ้งของเขานี่เธอจะทำอย่างไรเขาถึงจะเข้าใจได้นะ? รู้สึกว่ามันช่างไม่มีหวังเอาเสียเลย
“วันนี้คุณไปที่โรงเรียนมาด้วยมิใช่หรือ?”
เดคถามด้วยน้ำเสียงเ็าเช่นเดิม
เท่าที่แองจี้จะทำได้เวลานั้นก็คือพยักหน้าอย่างจะยอมรับเงียบๆถ้าเพียง แต่จะมีความอ่อนโยนหรือความเห็นใจในสีหน้าเขาเธอก็พร้อมที่จะโผเข้าสู่อ้อมแขนของเดคและร่ำไห้ด้วยความสำนึกผิดออกมาแต่ทว่าแองจี้มิได้เห็นวี่แววเช่นนั้นเลย
“คุณมาที่นี่ทำไมแองจี้?”
บรรยากาศรอบตัวดูจะระอุขึ้นด้วยคำถามอย่างยิ่งเครียดของเดค