ตอนที่ 33 :เธอผู้เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะของฉัน
โรงละครขนาดเล็กแห่งนี้หากนั่งจนเต็มทุกที่นั่งล่ะก็จะสามารถจุคนได้ทั้งหมด 230 คนพอดี
เมื่อนักศึกษาที่อยู่ด้านนอกเข้ามาหมดแล้วไม่เพียงแต่เต็มทั้ง 230 ที่นั่ง แต่ยังมีนักศึกษาอีกกว่า30 คนที่ไม่มีที่นั่งอีกด้วย
แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ทำได้เพียงให้พวกเขาทนลำบากยืนตรงทางเดินระหว่างที่นั่งเท่านั้น
หวางฉีอธิบายสถานการณ์ให้พวกนักศึกษาฟังอย่างรวบรัดเข้าใจง่าย
แน่นอนว่าเขาไม่ได้โง่ถึงขนาดจะเอาเรื่องการเดิมพันระหว่างหลางเวิ่นซิงและหานจวิ้นชิงมาพูดเพียงแค่บอกว่านักศึกษาสองคนจะทำการแข่งขันร้องเพลงกันเท่านั้น จึงขอให้นักศึกษาทุกคนมาร่วมเป็นกรรมการในการแข่งขันนี้
เหล่านักศึกษาต่างก็ตื่นเต้นอย่างมากไม่มีโอกาสเป็นเด็กฝึกของบริษัทเวิ่นซิงเอนเตอร์เทนเมนท์แต่ได้เป็นกรรมการในการแข่งร้องเพลงอย่างน้อยก็ไม่เสียแรงเปล่าที่รอมาตลอดบ่าย !
“นี่นี่เมื่อกี้ฉันไปถามรุ่นพี่ที่อยู่ในโรงละครมาเธอบอกว่าการแข่งขันนี้มีการเดิมพันด้วยนะ ! ”
“ฉันก็ไปถามมาเหมือนกันคนที่แข่งขันวันนี้คือคนที่ร้องเพลง ‘ได้เจอเธอพอดี’”
“ใกล้ได้เวลาแล้วอีกเดี๋ยวก็ได้เห็นพวกเขาแล้ว”
หลังจากดังโด่งบนอินเทอร์เน็ตภายในชั่วข้ามคืนความนิยมของหลิวจือเซียก็ไม่ได้ลดลงเลย ดังนั้นนักศึกษาจำนวนมากในวิทยาลัยต่างก็รู้จักหลิวจือเซีย
พอรู้ว่าเป็นคนดังในอินเทอร์เน็ตเหล่านักศึกษาต่างก็ตั้งตารอการแข่งขันร้องเพลงในครั้งนี้อย่างใจจดใจจ่อ
………….……
จนกระทั่ง20 นาทีผ่านไป หวางฉีที่มีฐานะเป็นผู้อำนวยการของวิทยาลัย ย่อมต้องรับหน้าที่เป็นพิธีกรในการแข่งขันนี้
“ข้างที่นั่งทุกคนจะมีเครื่องลงคะแนนอยู่หลังจากนักศึกษาทั้งสองคนร้องเพลงจบแล้ว พวกคุณสามารถลงคะแนนได้ตามที่ต้องการเลย !”
หวางฉีปรากฏตัวขึ้นบนเวทีพร้อมไมโครโฟนในมือ“ลำดับต่อไปขอเชิญหลิวไคจากภาควิชาการศึกษาออนไลน์ เอกการแสดงละครเวที ที่มาในเพลง‘เด็กโง่’”
‘เพลงเด็กโง่’ เพลงนี้ก็เป็นเพลงที่ร้องโดยหลิวเทียนหวางเช่นกันอีกทั้งยังเป็นเพลงที่หานจวิ้นชิงแต่งให้เหมือนเดิม ด้วยนิสัยของเขาแล้วเชื่อว่า 80% เขาต้องมีการปรับให้เข้ากับน้ำเสียงหลิวไคแน่นอน
หลังจากที่หวางฉีเอ่ยจบเหล่าผู้ชมต่างก็ส่งเสียงโห่ขึ้นมาทันทีเพราะเป็นเรื่องปกติที่จะมีคนดูถูกภาควิชาออนไลน์
“แต๊งแต๊ง แต๊ง ! ”
เมื่อเสียงดนตรีของเพลงเด็กโง่ดังขึ้นหลิวไคที่หวีผมทองบนหัวจนเรียบแปล้ ไม่รู้ว่าเขาไปเอาชุดสูทที่ไหนมาเปลี่ยน ก็ค่อยๆ เดินออกมาจากหลังเวทีและเริ่มร้องเพลงทันที
“โว้บ้านนอกอันเงียบเชียบห่างไกล
มีเด็กโง่อยู่คนหนึ่ง
กำเนิดมาในยุค60s…”
หลิวไคจงใจเลียนแบบเสียงของหลิวเทียนหวางช่างเป็นคนที่กะล่อนจริง ๆ
เมื่อเขาอ้าปากร้องเพลงก็ทำให้ทุกคนในโรงละครตกตะลึงทันทีแม้แต่อาจารย์บางคนที่เข้ามาดูเรื่องสนุกด้วย ก็ยังขนลุกไปทั้งตัว
“อายุ10 ขวบเดินทางเข้าเมือง
อย่างไม่กลัวเกรงสิ่งใด
พยายามอย่างหนักในยุค70s...”
การร้องเพลงยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องนักศึกษาทุกคนในที่นั่น ต่างก็เผลอร้องตามโดยไม่รู้ตัว
แต่สำหรับคนที่เรียนเอกดนตรีเมื่อได้ฟังเพลงที่หลิวไคร้องแล้ว พวกเขาก็ต้องขมวดคิ้วอย่างเลี่ยงไม่ได้
เพราะพวกเขาพบว่าทำนองของเพลงนั้นเปลี่ยนไปอีกทั้งนักร้องก็ยังจงใจเลียนแบบหลิวเทียนหวางมากเกินไปทำให้สูญเสียเสียงร้องที่แท้จริงของตัวเองไป
…………………….
“แปะแปะแปะ! ”
หลังจากเพลงจบลงแล้วก็มีเสียงปรบมือดังกึกก้องขึ้นในโรงละคร
หลิวไคยืนอยู่บนเวทียิ้มรับเสียงปรบมือจากผู้ชมจนเมื่อเสียงปรบมือค่อย ๆ เงียบลง เขาก็โค้งตัวให้กับผู้ชม
“ผมอยากประกาศสักเล็กน้อยว่า! ”
หลังจากร้องเพลงจบหลิวไคไม่ได้เดินลงจากเวทีในทันที แต่กลับพูดว่า
“เพลงนี้อาจารย์หานเป็นคนแก้ไขทำนองให้ผมด้วยตัวเองดังนั้นไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์แต่อย่างใดนะครับหวังว่าทุกท่านจะช่วยโหวตคะแนนให้กับผมด้วยนะครับ ! ”
หานจวิ้นชิงลุกขึ้นยืนจากที่นั่งแถวหน้าเป็นการส่งสัญญาณบอกเหล่านักศึกษาว่าที่หลิวไคพูดมานั้นเป็นความจริง
“ลำดับต่อไปขอเชิญนักศึกษาทุกคนลงคะแนนได้เลยครับ ! ” หวางฉีปรากฏตัวขึ้นบนเวทีอีกครั้ง “30 วินาที เริ่มนับถอยหลังได้!”
ทันทีที่สิ้นเสียงของหวางฉีจอขนาดใหญ่ทางด้านหลังของเขาก็เริ่มกะพริบ
ตรงกลางจอปรากฏภาพแท่งกราฟรูปทรงสี่เหลี่ยมบนจอมีตัวเลขอาราบิกตัวหนึ่ง เมื่อเวลาค่อย ๆ ผ่านไปแท่งกราฟรูปทรงสี่เหลี่ยมก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป ตัวเลขอาราบิกก็เปลี่ยนไปไม่หยุดเช่นกัน
“หมดเวลา! ” หวางฉีตะโกนขึ้นมา
ทำให้แท่งกราฟรูปทรงสี่เหลี่ยมบนหน้าจอหยุดลงในทันทีตัวเลขด้านบนกลายเป็นเครื่องหมายคำถามสามอัน
หวางฉีไม่ได้อธิบายว่าทำไมด้านบนของจอภาพถึงมีเครื่องหมายคำถามปรากฏขึ้นจากนั้นก็ดำเนินรายการต่อ
“ลำดับต่อไปขอเชิญหลิวจือเซียจากคณะการแสดงเอกการแสดงภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ ที่มาในเพลง เธอผู้เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะของฉัน ! ”
“แปะแปะแปะ! ”
เมื่อหวางฉีประกาศเชิญหลิวจือเซียขึ้นมาบนเวทีเหล่านักศึกษาต่างก็ปรบมือกันอย่างเกรียวกราว
ช่วยไม่ได้ใครใช้ให้ตอนนี้หลิวจือเซียเป็นคนดังกันล่ะ ?
จู่ ๆไฟบนเวทีก็ดับลง ทันใดนั้นก็มีลำแสงสายหนึ่งปรากฏขึ้นใต้ลำแสงนั้นมีคนถือกีตาร์โปร่งตัวหนึ่งค่อย ๆ ออกมาที่กลางเวที
หลิวจือเซียเป็นหลิวจือเซียจริงด้วย !
หลิวจือเซียขยับไมโครโฟนเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า“ผมขอมอบเพลง ‘เธอผู้เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะของฉัน’ ให้กับทุกคนที่อยู่ในที่นี่ แด่วัยหนุ่มสาวของเราและเธอคนนั้นของพวกเราทุกคน ! ”
ทันทีที่สิ้นเสียงของหลิวจือเซียทันใดนั้นก็มีเสียงฮาร์โมนิก้าดังขึ้นมา
ตามด้วยเสียงกีตาร์โปร่งที่ไพเราะและแผ่วเบา
“วันพรุ่งนี้เธอจะนึกออกไหม
ว่าวันวานเธอบันทึกอะไรเอาไว้บ้าง
วันพรุ่งนี้เธอจะคิดถึงไหม
ถึงตัวเธอในวันวานที่ขี้แยที่สุด......”
เสียงของหลิวจือเซียดังคลอไปกับเสียงของกีตาร์โปร่งเสียงทุ้มต่ำแต่แหบเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยพลังดึงดูดทำให้เพลงติดหูทุกคนในโรงละครแทบจะในทันที
“บรรดาอาจารย์ต่างลืมเลือนไปแล้ว
ถึงเธอที่ไม่เคยตอบคำถามถูกสักที
ฉันเองก็เพราะบังเอิญพลิกดูรูปถ่าย
จึงได้นึกออกถึงเธอที่นั่งข้างๆ ร่วมโต๊ะเดียวกัน....”
เสียงร้องของหลิวจือเซียยังคงดังต่อไปเหล่านักศึกษาที่กระซิบกระซาบกันประปรายก็ค่อย ๆ เงียบลง
ทั้งโรงละครเงียบลงเมื่อเพลงร้องมาถึงท่อนนี้นักศึกษาเกือบทั้งหมดต่างก็จ้องไปที่หลิวจือเซียบนเวทีด้วยตาที่เบิกกว้าง
เพลงนี้ไพเราะมาก!
จนทำให้หานจวิ้นชิงที่นั่งบนโซฟาแถวหน้าถึงกับมีใบหน้าดำคล้ำขึ้นมาทันที
ดังคำกล่าวที่ว่าผู้เชี่ยวชาญแค่มองก็รู้ว่าดีหรือไม่ดีเพลง ‘เธอผู้เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะของฉัน’ของหลิวจือเซีย ที่เพิ่งจะร้องไปได้แค่สองท่อนแต่กลับทำให้หานจวิ้นชิงรู้สึกถึงความพ่ายแพ้แล้ว
เพราะเนื้อเพลงแบบนี้เขาไม่สามารถเขียนได้ !
“ใครกันหนอที่แต่งไปกับคนอ่อนไหวขี้ใจน้อย
ใครกันที่ได้อ่านบันทึกของเธอ
ใครกันหนอเกล้ามวยผมให้กับเธอ
ใครกันตัดชุดแต่งงานให้กับเธอ...”
และจู่ๆ ตอนนั้นเองก็มีเสียงกลองชุดดังขึ้น
หลิวจือเซียเองก็เพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นอีกเล็กน้อยไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา อาจารย์ หรือคณะกรรมการที่อยู่ในโรงละคร ต่างก็จินตนาการได้ถึงภาพหญิงสาวในชุดแต่งงานที่เกล้าผมยาวเอาไว้ด้านหลังคนหนึ่ง
นี่คือภาพที่อยู่ส่วนลึกในความทรงจำของใครหลายๆ คน ขณะเดียวกันก็เป็นภาพที่พวกเขาเฝ้าฝันอยากให้เป็นเรื่องจริง !
“เธอระมัดระวังตัวมาแต่ไหนแต่ไร
แม้แต่ตอนยืมยางลบครึ่งก้อนจากฉัน
ฉันยังเคยพูดอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ว่าชอบที่จะอยู่ด้วยกันกับเธอ...”
เมื่อเพลงร้องมาถึงท่อนคอรัสนักศึกษาหญิงที่มีความรู้สึกอ่อนไหวต่างก็หลับตาลงร่องรอยของความทรงจำและความผิดหวังฉายชัดออกมาบนใบหน้า
ช่วงเวลานั้นพวกเธอยังเป็นหญิงสาวที่ชอบเก็บตัวและจิตใจดีเด็กผู้ชายที่นั่งข้าง ๆ มักจะทำพฤติกรรมแปลก ๆ หรือจงใจทำให้พวกเธอโมโหอยู่เสมอเพื่อดึงดูดความสนใจของพวกเธอ
เหมือนว่าตัวเองจะพูดโดยไม่ได้ตั้งใจออกไปจริงๆ ว่าชอบความรู้สึกที่ได้อยู่กับเขา!