เทพมังกรเหนือปฐพี

    ตอนที่56 สังหารอี่น่ำเทียน1

    ตอนที่56 สังหารอีน่ำเทียน



        จากนั้นต่างคนต่างครุ่นคิดในใจจนเงียบไปทั้งคู่  จนกระทั่งได้มาถึงที่โรงเตี้ยมข้างทางซึ่งพอเดินเข้าไปก็พบว่าวันนี้มีผู้มานั่งดื่มกินกันไม่ค่อยจะมากนักผิดกับทุกครั้งที่ชายเคราหนาเคยผ่านมา


        พอพวกของเล้งปวยเดินเข้าไปผู้คนที่นั่งดื่มกินอยู่นั้นพลันพากันหันมามองแทบพร้อมกันเมื่อเห็นว่าเป็นชายวัยกลางคนเคราครึ้มเดินเข้ามาพร้อมกับเด็กน้อยหน้าขาวผู้หนึ่งแล้วพวกเขาก็ก้มหน้าดื่มกินกันต่อไปมิได้สนใจอันใดอีก


        “เถ้าแก่ขอบะหมี่คนละชาม  สุราอย่างดีสองป้าน”  ผู้อาวุโสอ้วงพ้งหันไปสั่งเถ้าแก่ที่ด้านหลังของเขา  เสียงท้องเขาร้องโครกครากจากนั้นก็เทนำ้ดื่มจนหมดโถทันที  วันนี้ต่อให้ฝนจะตกฟ้าจะร้องมันก็ไม่ได้สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น   คล้ายท่ีนี่มีเพียงคนเคราหนาผู้นี้เท่านั้น   พอเสี่ยวเอ้อยกสุรามาให้ท่านก็รินซดไปหลายจอกก่อนแล้วจึงรินมาให้เล้งปวยบ้างเขาก็รับมายกดื่มไปบ้าง


       หลังจากที่เสี่ยวเอ้อยกชามบะหมี่มาวางลงนั้นคล้ายเล้งปวยจะโบกมือผ่านไปทางนั้นคล้ายไม่เจตนาไปทางชามของท่านผู้อาวุโสอ้วงพ้งนั้น   แต่ท่านคล้ายมัวแต่ดื่มไปเรื่อยๆไม่สนใจอันใด  ไม่นานนักสุราอาหารต่างหมดเกลี้ยงไปทุกสิ่ง 


        จากนั้นพลันเห็นเด็กน้อยหน้าขาวนั้นคล้ายเมาฟุบหลับไปเหลือแต่คนเคราครึ้มที่ยังทรงอยู่ได้  ในตอนนี้เองที่เห็นชายวันกลางคนสองคนๆแรกที่มีรอยแผลเป็นที่แก้มซ้ายส่วนอีกคนหนึ่งนั้นหน้ามันดำคล้ำอย่างยิ่ง   

       มันพากันลุกขึ้นมาจากเก้าอี้และหลังจากนั้นก็มีชายฉกรรจ์อีกห้าคนที่นั่งอยู่อีกสองโต๊ะถัดไปลุกตามขึ้นมาบ้าง  ที่แท้พวกมันเป็นคนกลุ่มเดียวกัน  เพียงแต่ในตอนแรกมีท่าทีคล้ายไม่รู้จักกัน   

        เห็นพวกมันค่อยๆกระจายออกโอบล้อมพวกของชายเคราครึ้มทั้งสองเอาไว้


       “เจ้าดาบใหญ่อ้วงพ้ง  ฮ่าๆๆๆไม่เห็นว่าจะเก่งดั่งคำล่ำลือเลยนี่  เห็นฝีมือเล่าฮูรึยัง  เจ้าคงลุกไม่ขึ้นแล้วสิ” ชายหน้าแผลเป็นกล่าวขึ้น 


       “ลุกขึ้นไม่!!…  ลุกไม่ขึ้นอันใด  เล่าฮูไม่เห็นเป็นไร”  มันคล้ายงุนงงนิดๆหงุดหงิดหน่อยๆขึ้นมา


       “เจ้าตัวบัดซบ!  มิลองเกร็งลมปราณดูเล่าเจ้าจะได้รู้ว่าถูกพิษของเราหรือไม่ฮ่าๆๆๆ"  มันส่งเสียงหัวร่ออันคล้ายสุนัขเห่าหอนขึ้นมา


       เห็นคนเคราครึ้มทดลองเดินลมปราณแล้วก็หัวร่อฮ่าๆๆๆๆอย่างกึกก้องขึ้นมาบ้าง


        “บัดซบ! บิดาไม่เห็นรู้สึกอันใดเลย  ที่แท้พวกชั่วช้าเจ้าก็รู้จักแต่ใช้พิษนี่เอง  เสียดายแทนพวกเจ้าอย่างยิ่งที่แผนชั่วของพวกเจ้าไม่ได้ผล  จงตายชะเถอะ”    อีกฝ่ายเห็นเช่นนั้นต่างพากันสะท้านขึ้นมาด้วยความงุนงงเป็นไปได้อย่างไรที่ยาพิษของพวกมันจะไม่ได้ผล  นอกจากเจ้าอ้วงพงจะมียาแก้พิษเท่านั้น


        "มารดามัน  มันเป็นไปได้อย่างไรนี่"  มันพูดได้แค่นั้นก็ก็ต้องรีบกระโจนออกไป


        ถึงตอนนี้ไม่ทราบในมือของอ้วงพ้งพลันมีดาบขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด 


        “ดาบผ่าภูผา”  มันตวาดก้องด้วยเสียงอันดัง


        พลันปรากฏกระแสพลังปราณแผ่กระจายออกรอบประกายดาบใหญ่ฟาดออกดังคลืนๆเข้าใส่พวกมันทั้งเจ็ดจนพากันตื่นตระหนกกระโดดหนีไปคนละทิศและทางทันที


        “อ้าก  ก  ก    ก      ก”


        แม้พวกมันจะตื่นตัวไหวทันกระนั้นก็ยังมีเสียงร้องอย่างโหยหวนดังขึ้นมาหลายครั้งติดๆกัน  ชายฉกรรจ์ทั้งห้านั้นต่างก็ทอดร่างเป็นซากศพไปในทันใด  แต่สภาวะแห่งดาบใหญ่นั้นยังไม่ได้หยุดลงเพียงเท่านั้นมันพลันทะยานเข้าใส่สองชายวัยกลางคนที่เหลืออย่างอำมหิตทันที  พวกมันทั้งสองเห็นเช่นนั้นพลันกู่ก้องเห็นประกายของกระบี่สองเล่มพลันถูกสะบัดขึ้นต่อต้านพร้อมกัน


        เคร้ง  ง    ง        ง  ตูม  ม    ม      ม  อ้าก  ก   


        เสียงพลังปราณปะทะกันจนระเบิดพลังออกมามหาศาลทำลายบรรยากาศโดยรอบจนย่อยยับ  เศษโต๊ะดินเห็นฟุ้งกระจัดกระจาย  ชายหน้าดำพลันเสียชีวิตคาที่ส่วนชายที่มีหน้าแผลเป็นนั้นทะยานออกไปได้อย่างหวุดหวิด  แล้วทะยานหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต


       ชายเคราครึ้มก็ไม่กล้าไล่ตามกลัวว่าจะเป็นแผนของศัตรู  พอมันเดินกลับมาถึงพลันเห็นว่าเด็กน้อยเล้งปวยนั้นพึ่งจะงัวเงียรู้สึกตัวขึ้นมา  คล้ายคนที่พึ่งจะส่างเมาอย่างนั้น


        “ท่านผู้อาวุโสพวกมันเป็นใครกันไฉนจึงมาลอบทำร้าย”   เล้งปวยพลันถามอย่างงัวเงียขึ้นมาพลางอ้าปากหาว


        “คนของสำนักหมื่นนาคา  แต่ทว่าพวกมันพูดคล้ายได้วางยาพิษต่อพวกเราไฉน…พวกเราจึงไม่เป็นไร?”  ท่าทางที่รำพึงคล้ายดั่งมันสับสนในสถานการณ์เป็นอย่างยิ่ง  ทั้งที่ถูกวางยาพิษแต่ไฉนไม่มีอาการถูกพิษ 

       

        “คำตอบคือ  เราได้รับยาแก้พิษ”   มันให้คำตอบแก่ตัวเองในใจ


        “แล้วใครกันละที่แก้พิษให้กับเรา”  นี่คือคำถามที่มันหาคำตอบไม่ได้  หากจะบอกว่าเป็นเด็กแซ่เล้งที่แทบไม่มีวรยุทธนี้ช่วยมันนั้น   คงจะมีแต่คนเมาและคนบ้าเท่านั้นที่ยอมเชื่อมัน   หรือฟังแล้วก็บอกว่ามันเองนั่นแหละที่เป็นบ้าไปเองจริงๆแล้ว


        สุดท้ายมันได้แต่เก็บเงาดำทมึนในใจเอาไว้ก่อนแล้วพาเล้งปวยออกเดินทาง เพราะมันยิ่งเป็นคนที่ขี้เกียจคิดอยู่แล้ว และเมื่อสถานการณ์มาถึงตรงนี้เช่นนี้เขาย่อมไม่กล้าปล่อยเด็กน้อยนี้ไปรับความตายคนเดียว  ดีร้ายย่อมพามันไปด้วยเพราะมีคนเห็นว่ามันมากับตนแล้ว

        พวกเขาเดินทางอีกสามชั่วยามรถม้าก็ได้มาหยุดลงที่หน้าป้อมค่ายขนาดกลางแห่งหนึ่งในเมืองแสงจันทร์   

         พอเล้งปวยมองไป  บนชุ้มประตูใหญ่มีอักษรสีทองอันโอ่อ่าเขียนไว้ว่า  ค่ายพยัคฆ์คำราม  ในยามนี้มีคนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูถึงห้าหกคน  ดูแล้วกลับคล้ายสถานการณ์ตึงเคลียดอยู่ไม่น้อย  เพียงพวกเล้งปวยปรากฏตัวออกไปไม่นานก็มีกลุ่มคนรีบออกมาต้อนรับ


        “พี่ใหญ่ท่านมาแล้ว    เชิญๆที่ด้านใน”  สิ้นเสียงพลันปรากฏชายวัยกลางคนร่างเล็กท่าทางปราดเปรียว  พลังยุทธอยู่ระดับ 9 ขั้นนภาจติ   มันก็คือ หวางเซี่ย หัวหน้าป้อมพยัคฆ์คำรามนั่นเอง  มันรีบกุลีกุจอมารับพวกเขาอย่างดีอกดีใจ


        “เป็นเช่นไรบ้างตอนนี้”  อ้วงพ้งถามมัน


        “ยังปกติดีพี่ใหญ่เพราะมันยังไม่เลยกำหนดเวลา  แล้วหนุ่มน้อยผู้นี้…อ้อหรือเป็นลูกศิษย์ของพี่ใหญ่  พี่ใหญ่รับศิษย์แล้ว”  พลางมองมาที่เล้งปวย


        “เปล่า  มันขอติดรถมาระหว่างทาง  บอกว่าจะไปยังเมืองนำ้คราม  ที่สำนักหมื่นนาคาตั้งอยู่แต่ตอนนี้คงไปไม่ได้แล้วหละ”  


        "บัดซบ ข้ากลับถูกลอบทำร้ายระหว่างที่มา  ดีที่โชคยังเป็นของข้าอยู่"แววตาของมันยังฉายอาการโกรธแค้นยังไม่หาย  

        "ท่านว่าท่านถูกลอบทำร้าย"  พวกมันต่างแสดงอาการหวาดหวั่นขึ้มาทันที

    แล้วเขาก็ได้เล่าเรื่องที่ประสพบนโรงเตี้ยมข้างทางให้อีกฝ่ายฟังอย่างละเอียด


        “พวกเจ้าพอจะมองรูปการณ์และมีคำตอบให้ข้าได้หรือไม่”  สุดมันถามเรื่องใครที่แก้พิษให้มัน


        “หรือจะเป็นเด็กน้อยนี่จริงๆ”  หลังจากฟังเล่าแล้วมีคนคิด  แต่สุดท้ายพอเห็นวรยุทธอันตำ่มต้อยของมันก็พลันตัดข้อสงสัยนี้ออกไปหมดทุกคน


         ตกเย็นมาบรรยากาศภายในป้อมค่ายยิ่งตรึงเครียดเพราะใกล้จะถึงเวลายามแรกที่มันจะมาเอาคำตอบว่าจะยอมสวามิภักดิ์หรือไม่แล้ว


       เล้งปวยถูกจัดให้ไปหลบอยู่ในห้องลับแห่งหนึ่งพร้อมกับเด็กและสตรีที่อ่อนแอ  จนเขาถึงกับขำไม่ออก  แต่เขาก็รู้สึกว่าการมาทำภารกิจให้อาจารย์ในครั้งนี้ไม่น่าเบื่อหน่ายสักเท่าใดนัก   


        ย่อมแน่นอนว่าในยามนี้เขาต้องเปิดเคล็ดวิชาสัมผัสแห่งมังกรเอาไว้อย่างจดจ่อ  เช่นนั้นแม้ว่าเขาจะถูกกักอยู่ในห้องลับ  แต่ทว่าความเคลื่อนไหวและเสียงสนทนาในรัศมีหนึ่งลี้นี้แทบทั้งหมดไม่อาจเล็ดลอดจากสัมผัสของเขาไปได้เลย


         ทุกอย่างอยู่ในอาการเงียบสะงัดคล้ายดั่งลมพลันสงบก่อนที่ฝนจะมาอะไรเช่นนั้น  จนกระทั่งยามแรกผ่านไป  เล้งปวยพลันสัมผัสได้ถึงต้นกำเนิดแห่งพลังปราณอันแกร่งกร้าวหลายสายพลันพุ่งฝ่าความมืดเข้ามายังป้อมค่ายพยัคฆ์คำรามจากหลายทิศทาง  และได้หยุดนิ่งลงตรงที่ที่หนึ่งซึ่งน่าจะเป็กำแพงของป้อม 


        หลังจากนั้นห่างออกไปจากทางด้านหน้าประตูใหญ่ราวๆสามร้อยวาพลันปรากฏมีกลุ่มก้อนพลังปราณขนาดใหญ่ที่ไม่น่าจะต่ำกว่าสองสามร้อยคนกำลังมุ่งมาอย่างเร็ว  เล้งปวยเดาว่าน่าจะเป็นกลุ่มของอี่น่ำเทียนที่พาคนของมันมาเข้าด้านหน้าประตู









        


        




        /งานนี้เล้งปวยเตรียมเลย  พวกมันฟัดกันแน่ๆ


        



    คล้ายกับเรื่องเทพมังกรเหนือปฐพี ที่คุณอ่าน