เทพสงครามมังกรเทวะ

    เปิดผนึกโลก

    เหล่าเจ้าบัลลังก์ทุกคนพากันนั่งฟื้นฟูพลังอย่างต่อเนื่อง ในเวลานี้ทุกคนได้แต่อึ้งตะลึงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกันยกใหญ่ ผู้ถือครองห้าบัลลังก์อย่างเฟยหรงตกเป้นเป้าในทันใด และมีผู้คนมากมายที่โลภและหมายจะแย่งชิงบัลลังก์จากชายหนุ่มแต่ไม่กล้าที่จะก้าวออกมาเนื่องจากครอบครัวของเฟยหรงทุกคนพากันยืนคุ้มกันพวกเฟยหรงอยู่ไม่ไกลพร้อมทั้งแผ่พลังออกมาไม่ขาดสายเพื่อข่มขู่พวกโลภทั้งหลายที่หมายจะเข้ามาแย่งชิงบัลลังก์ของลูกและหลานชายของพวกเขา

     

    และแน่นอนนอกจากทั้งสามขุมกำลังที่คุ้มกันเฟยหรงกับคนอื่นๆแล้ว ยังมีตระกูลเฟิง และตระกูลหยุนอีก จึงไม่มีใครกล้าที่จะมีปัญญา แต่ถ้าหากมันเกิดการแย่งชิงขึ้นมาจริงๆขุมกำลังนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นต้นคิดของเรื่องนี้ก็จะเข้ามาป้องกันเหล่าเจ้าบัลลังก์เช่นกัน

     

    ด้วยขุมกำลังเพียงเท่านี้ก็สามารถลบล้างทั้งทวีปได้แล้ว และยังไม่มีใครกล้าที่จะเสี่ยงอีกหรือ คำตอบคือไม่ ต่อให้พวกมันโลภในอำนาจของบัลลังก์เพียงใดแต่ก็ไม่ได้อยากแลกด้วยชีวิตของตัวเองอย่างแน่นอน

     

    "ทุกคนจงฟังจนกว่า เจ้าบัลลังก์ทุกคนจะฟื้นพลังห้ามเคลื่อนไหวเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นดับทำลายทั้งนิกาย!!"จอมปราชญ์กล่าว เสียงของเขานั้นแม้จะดุเบาแต่ทว่าทุกคนกลับได้ยินกันถ้วนหน้า ดับทำลายทั้งขุมกำลังหากเป้นคนอื่นอาจจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่สำหรับขุมกำลังลึกลับนี้นั้นพวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะเสี่ยง

     

    ในขณะที่ทุกคนกำลังคุ้มกันเฟยหรงและเจ้าบัลลังก์คนอื่นๆอยู่นั้น ด้านในหอคอยเทพมังกร ร่างวิญญานของเฟยหรงดูหน้าซีดเผือดอย่าน่าใจหาย ร่างวิญญานของกู่เทียนหลงค่อยๆขยับโดยพลัน เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาดวงตาของผู้เป็นอาจารย์กลับกลายเป็นสีเหลืองทองอร่ามจับจ้องไปที่ศิษยืรักของตนที่ประคองตัวเองและฟื้นฟูพลังให้เขาอยู่

     

    "ท่านอาจารย์!! ท่านฟื้นแล้ว"เฟยหรงกล่าวขึ้นอย่างดีใจ ก่อนที่ร่างวิญญานของเขาจะหน้ามืดและเซไปมาราวกับคนกำลังหมดแรง

     

    "ฟุ๊บ!"

     

    เมื่อร่างวิญญานของเฟยหรงกำลังจะล้มลง กู่เทียนหลงลุกขึ้นในทันทีและประคองลูกศิษย์คนนี้เอาไว้ใบหน้าเต็มไปด้วยความทราบซึ้งใจและความเอ็นดูเฟยหรงอย่างถึงที่สุด "เจ้าศิษย์โง่ แค่รอให้อาจารย์ฟื้นก็พอแล้วไม่เห็นต้องถ่ายพลังตัวเองมากมายขนาดนี้"

     

    "ฮ่าๆๆท่านอาจารย์สีตาของท่านเปลี่ยนไปน่ะขอรับ แต่แบบนี้ก็ดูดีใช่ย่อยหากมีร่างกายได้เกรงว่าหญิงงามน้อยใหญ่ต้องชื่นชอบท่านอย่างแน่นอน"

     

    "โอ้ เนี้ยน่ะหรือ เอ่อ....น่าจะเป็นผลกระทบของบัลลังก์ราชันกระมัง ศิษย์ข้าเจ้าพักเสียหน่อยเถิดประเดี๋ยวข้าจะฟื้นฟูพลังวิญญานให้เอง"เฟยหรงพยักหน้าตอบรับก่อนตาของเขาจะค่อยๆปิดและหลับลงไป

     

    "เห้อ เด็กน้อยในอนาคตเจ้าต้องลำบากอีกมาก หวังว่าเจ้าจะผ่านมันไปได้ในขณะที่ข้ายังมีเวลาอยู่เฝ้าดูเจ้านะ"กู่เทียนหลงลูบหัวของศิษย์รักอย่างอ่อนโยนและกล่าวอย่างมีเลศนัย เขาค่อยๆถ่ายพลังกลับคืนให้เฟยหรงช้าๆเพื่อให้จิตวิญญานของเฟยหรงค่อยๆได้ซึมซับมันเข้าไป

     

    ส่วนทางด้านนอกในเวลานี้นั้นผ่านมาสามวันแล้ว เหล่าเจ้าบัลลังก์คนอื่นๆก็พากันฟื้นคืนเป็นที่เรียบร้อย เหลือเพียงรอเฟยหรงเท่านั้นเพื่อที่จะทำการเปิดผนึกโลกกันต่อไป

     

    "เจ้าหนูนี่ทำให้ข้าอยากสู้ด้วยจริงๆด้วยจริงๆผู้ถือครองบัลลังก์ราชันห้าชิ้นหรือ มันช่างดูท้าทายมากเลยทีเดียว"ไท่ซือยืนกอดอกพร้อมกล่าวขึ้นในใจเต็มไปด้วยความกระหายในการต่อสู้ที่มากล้น

     

    "เหอะๆเจ้ายังเอาชนะข้าไม่ได้เลยไฉนถึงได้คิดว่าจะชนะหลานชายของข้าได้กัน"เป่ยเฉินหันไปกล่าวตอบโดยพลัน สายตาของพวกเขาจับจ้องกันราวกับจะเอาเป็นเอาตาย

     

    "พวกเจ้าพอเถอะน่า เมื่อไรจะหยุดเขม่นกันเสียที น่าเสียดายที่แสนปีก่อนเคยเป็นเพื่อนพ้องที่ดีต่อกัน"ซงอวี่ฉางกล่าวอย่างเหนื่อยหน่าย

     

    "หึ!"ทั้งสองคนเบือนหน้าหนีไปคนละทิศคนละทางในทันใด ในเวลานั้นเฟยหรงที่นอนอยู่บนตักของเสวียเหม่ยก็ค่อยๆเริ่มขยับร่างกายแล้วลืมตาขึ้นมา

     

    "เจ้าฟื้นแล้ว!"เสวียเหม่ยกล่าวด้วยความดีใจ เฟยหรงทำให้นางเป็นห่วงไม่น้อยเนื่องจากสลบไปนานเหลือเกิน

     

    "อ่า....ขอโทษเป็นห่วงนะ"เฟยหรงค่อยๆลุกขึ้นยืนพร้อมกับปัดฝุ่นด้านหลังของเขาเล็กน้อยก่อนที่จะเดินจับมือเสวียเหม่ยมารวมกลุ่มในทันที

     

    "ท่านจอมปราชญ์ ช่วยพาพวกเราไปที่เปิดผนึกทีขอรับ"เฟยหรงหันไปกล่าวกับจอมปราชญ์ในทันที

     

    "โฮๆเป้นเด็กหนุ่มไฟแรงจริงๆ เอาละในเมื่อทุกคนพร้อมแล้วก็เริ่มทำการปลดผนึกกันเถอะแล้วก็ไม่ต้องไปไหนหรอก เพราะผนึกมันอยู่ใต้เท้าของเรานี่อย่างไรละ"

     

    "ใต้เท้า!!"เจ้าบัลลังก์กล่าวด้วยความประหลาดใจ ชายชุดขาวพากันลอยขึ้นมาจากพื้นในทันใดพร้อมประสานมือเป็นรูปแบบต่างๆทำให้เกิดแสงสว่างเก้าสีปรากฏขึ้นมาพร้อมด้วยช่องว่างสำหรับวางบัลลังก์เท้าเก้าช่องที่มีสัญลักษณ์รูปร่างจำแลงต่างๆของบัลลังก์ราชันแสดงให้เห็นว่าบัลลังก์ราชันไหนควรใส่ช่องไหน

     

    "เมื่อข้าพบเจอสถานที่แห่งนี้ข้าใช้เวลาในการศึกษาค่ายกลเรียกพวกมันออกมานับหมื่นปีเวลานี้ได้สำเร็จสิ้นแล้ว ขอเพียงเจ้าบัลลังก์ถ่ายพลังเข้าไปยังช่องว่างแต่ละช่องตามบัลลังก์ราชันของตนถ้าหากมันมากพอก็จะเปิดผนึกโลกได้ในที่สุด แต่ต้องระวังด้วยแม้จะเปิดผนึกโลกไปแล้วขีดจำกัดของโลกใบนี้ก็ยังคงเป็นมหาเทวะอยู่ดี หากต้องการจะยกระดับต้องออกไปข้างนอกเท่านั้นนี่คือเงื่อนไขที่ข้าเฝ้าศึกษามา"จอมปราชญ์อธิบายอย่างชัดเจน เหล่าเจ้าบัลลังก์และคนอื่นๆพากันพยักหน้าให้

     

    ก่อนที่เจ้าบัลลังก์จะเขาไปประจำที่ในช่องของตนเองและถ่ายพลังลงไป ทั้งนี้เฟยหรงเหมือนจะได้งานหนักสุดเพราะต้องถ่ายพลังให้กับห้าบัลลังก์ด้วยกัน

     

    ร่างจำแลงของบัลลังก์ราชันแต่ชิ้นพลันออกมาอีกทั้งครานี้มันก็ไม่ได้ดึงดูดกันเช่นเมื่อก่อนและพากันส่งพลังให้ช่องว่างของตามสัญลักษณ์ของตนเอง ซึ่งแน่นอนว่าเฟยหรงก็เช่นกันแต่ด้วยพลังปราณและพลังวิญญานของชายหนุ่มมันมากมายอยู่แล้วอีกทั้งยังมีวงแหวนเทพประทานถึงเจ็ดวง จึงทำให้เฟยหรงยังคงสีหน้าเรียบเฉยและถ่ายพลังต่อไปอย่างไม่ยากเย็นนักในขณะที่จ้างบัลลังก์คนอื่นๆตอนนี้พากันเหงื่อไหลอย่างช่วยไม่ได้

     

    การเติมพลังงานของผ่านไปสามชั่วยามเหล่าขุมกำลังต่างๆพากันมองดูด้วยความตื่นเต้น ทางด้านจอมปราชญ์เองยังคงรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นและมองไปทางเฟยหรง ชายหนุ่มที่มีพรสวรรค์เช่นนี้เห็นทีจะมีเพียงบุคคลเดียวเท่านั้น การที่เขาได้พบเจอถือเป็นวาสนาแห่งชีวิตแล้ว

     

    "บูม!!"

     

    ห้าชั่วยามผ่านไปในที่สุดขั้นตอนการถ่ายโอนพลังงานก็เสร็จสิ้น แสงเก้าสีพุ่งขึ้นไปยังบนฟากฟ้า สิ่งที่คล้ายวงเวทย์ขนาดใหญ่ค่อยๆปรากฏขึ้นมาปกคลุมโลกทั้งใบและค่อยๆกลายเป็นละอองเเสงและหายไปพลังปราณด้านนอกโลกพลันทะลักออกมาทำให้เกิดการเปลี่ยนเเปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น

     

    ทั่วทั้งโลกราวกับได้รับการประทานพรจากสวรรค์และมีพลังปราณที่หนาแน่นกว่าเดิมเกือบยี่สิบเท่าด้วยกัน อีกทั้งมันยังทำให้คนที่ติดคอขวดทะลวงขั้นอย่างง่ายดาย

     

    "บัดนี้โลกได้ถูกปลดผนึกแล้ว หากใครอยากจะออกไปก็ทะยานออกไปได้เลย"จอมปราชญ์กล่าวขึ้นมา เหล่าผู้คนพากันเฮยกใหญ่ก่อนที่จะพาตัวเองทะยานตัวออกไปนอกโลกใบนี้กันอย่างรวดเร็ว ทางด้านเฟยหรงและครอบครัวเองก็ประสานมือคาราวะจอมปราชญ์เช่นกัน ก่อนที่พวกเขาขั้นจะกลับขึ้นไปบนหลังของจักรพรรดิมังกรทั้งสองและพยัคฆ์สวรรค์

     

    แต่ทว่าทันใดนั้นหญิงงามคราญสองคนก็พุ่งมาดักหน้าเอาไว้เสียก่อน จนทำให้เฟยหรง เฟยเทียน และเป่ยเฉินถึงกับทำใบหน้าจริงจังในทันทีเพราะไม่รู้ว่าพวกนางต้องการอะไร

     

    "ซ่งอวี่ฉาง ถังหยา พวกเจ้าต้องการอะไร"เป่ยอวิ้นเอ๋อกล่าวขึ้นอย่างไม่สบอารมณืเท่าไร แม้ทั้งสองจะไม่ได้แข็งแกร่งเท่านางแต่หากสู้กันจริงๆก็เป็นตัวน่ารำคาญไม่น้อย โดยเฉพาะถังหยากายพิษเจ็ดดาราของนางนั้นเป็นปัญหามากเลยทีเดียว

     

    "อะไรกันข้าแค่จะขอร่วมทางไปด้วยเท่านั้นเอง เจ้าไม่ต้อนรับสหายเช่นข้าหรือ"ซ่งอวี่ฉางเอามือป้องปากพร้อมหัวเราะออกมาเบาๆ

     

    "หึ ร่วมทางไปด้วย!! เจ้าเองก็ด้วยหรือ"เป่ยอวิ้นเอ่อกล่าวพร้อมหันหน้าไปทางถังหยา

     

    "ก็ข้าไม่รู้จะไปที่ใดนี่ อีกอย่างไปกับพวกเจ้าก็ดูว่าจะอันตรายน้อยกว่า ข้าไม่ใช่คนโง่ที่เอาชีวิตไปเสี่ยงเสียหน่อย"ถังหยากล่าวอย่างเมินเฉยแต่กลับมีแต่ความจริงใจและไม่ได้โกหกเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากในเวลาที่นางพูดออกมาลมหายใจและการเต้นของหัวใจของนางก็ยังสม่ำเสมอเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง

     

    "เห้อ เอาเถอะไปก็ไปได้ แต่ว่าพวกเจ้าอย่าสร้างปัญหาเชียวละ"เป่ยอวิ้นเอ๋อกล่าวขึ้นมา

     

    "พวกข้าจะไปทำอะไรพวกเจ้าได้ เจ้าบัลลังก์ตั้งสามคน เจ้าคิดว่าข้าโง่ขนาดตั้งตนเป็นศัตรูของพวกเจ้าเชียวหรือ"

     

    "เอาละๆไปไม่ได้พูดแล้ว ออกเดินทางได้แล้ว"

     

    "ฮิฮิ ขอบคุณสหายข้า"

     

    เป่ยอวิ้นเอ๋อนั่งลง แต่เพียงแค่ครู่เดียวนางถึงกับคิ้วกระตุกในทันที สหายของนางทั้งสองนี้แทนที่จะเลือกมานั่งกับนางแต่กลับเลือกไปนั่งที่หลังของจักรพรรดิมังกรทองเสียอย่างนั้น แถมยังอยู่ข้างๆเสวียเหม่ยกับเฟยหรงอีกต่างหาก

     

    "บัดซบ พวกนางคิดจะงาบหลานชายข้า"เป่ยอวิ้นเอ๋อกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ในที่สุดนางก็รู้แล้วว่าเป้าหมายแท้จริงของสองหสายนี้คืออะไร ทางด้านของเฟยหรงเมื่อมีหญิงงามมาอยู่ใกล้ก้ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆส่วนทางด้านเสวียเหม่ยนั้นนางได้แต่เอามือป้องปากหัวเราะ สามีคนนี้สเน่ห์แรงจริงๆ

     

    "ออกเดินทางเถอะ"เฟยเทียนกล่าวขึ้นสองจักรพรรดิมังกรหนึ่งพยัคฆ์สวรรค์พุ่งตัวขึ้นสู่ฟากฟ้าในทันที ในเวลานี้ในใจของทุกคนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด การออกจากโลกในครานี้ต้องเปิดโลกทัศน์ใหม่ของพวกเขาเป็นแน่แท้

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามมังกรเทวะ ที่คุณอ่าน