คัมภีร์ปฐมวิญญาณ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 3)

    ตอนที่ 54 ท่านพี่ ไม่มีสิ่งใดปกปิดข้าได้

    ก๊อก… ก๊อก… ก๊อก!

    เสียงเคาะประตูดังขึ้นติดๆ กัน ราชามันตรา สะดุ้งขึ้นจากภวังค์สเน่หา รีบจัดระเบียบฉลองพระองค์ที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่ ขณะที่ อวิ๋นไห่เฟิง ก็ลนลานจัดทรงผมและอาภรณ์ของตนอย่างรีบร้อน ด้วยใบหน้าที่แดงซ่านประหนึ่งลูกท้อสุก

    “นายหญิงเจ้าขา... ข้านำสำรับอาหารเช้ามาให้เพคะ” เสียงสาวใช้ดังแว่วมาจากนอกห้อง

    ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ต่างฝ่ายต่างต้องกลั้นหัวเราะในความวุ่นวายที่ไม่ได้นัดหมายนี้ “เข้ามาได้” ราชามันตราทรงตอบกลับไปอย่างพยายามให้ดูนิ่งที่สุด ทั้งที่ใบหูยังแดงระเรื่อ

    ประตูเปิดออกช้าๆ สองสาวใช้เดินถือถาดอาหารที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งเข้ามา แต่พอเห็นภาพตรงหน้า ราชามันตรากลับนั่งเก้ๆ กังๆ ส่วนอวิ๋นไห่เฟิงนั่งเบือนหน้าหนี ดึงผมมาปิดแก้มแดงปลั่งเอาไว้ สาวใช้ทั้งสองเห็นอาการของทั้งคู่ก็ลอบยิ้มหัวเราะคิกคัก

    “โถ... ดูพวกท่านสิ เป็นสามีภรรยากันมานานแล้วแท้ๆ แต่เหตุใดยังทำตัวเหมือนเพิ่งจะร่วมหอกันอยู่อีกล่ะเจ้าคะ”

    ราชามันตราไอเบาๆ พลางเบือนหน้าหลบ ส่วนอวิ๋นไห่เฟิงก็ได้แต่ก้มหน้าอมยิ้มอาย

    สาวใช้อีกคนวางถาดลง ก่อนเอ่ยเสียงเบาอย่างรู้สึกผิด “ที่จริงพวกข้ามีเรื่องต้องสารภาพเจ้าค่ะ... สมุนไพรในคลังยาหมดไปหลายวันแล้ว แม่เฒ่าจึงต้องใช้ ‘ผงกำยานปีศาจหลงเงา’ ให้พวกท่านใช้แทนไปก่อน”

    ราชามันตราขมวดคิ้ว “กำยานปีศาจหลงเงาหรือ? ทำไมชื่อนี้ฟังดูไม่น่าไว้ใจเลย”

    “เป็นกำยานที่ช่วยฟื้นพลัง และขับไล่ไอปีศาจได้ดีนักเพคะ แต่เมื่อมันออกฤทธิ์ จะกระตุ้นให้จิตใจร้อนรุ่ม... หากชายหญิงอยู่ใกล้ชิดกัน ผลข้างเคียงนี้อาจทำให้ความสัมพันธ์ลึกซึ้งเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าปกติเจ้าค่ะ”

    สาวใช้คนเดิมเสริมต่อ “แม่เฒ่าเห็นว่าพวกท่านเป็นคู่ครองกันอยู่แล้วจึงมิได้กังวล ส่วนพวกข้าจำต้องรีบล็อกประตูห้องไว้ให้แน่นหนา มิใช่เพราะต้องการกักขัง แต่เกรงว่าหากปล่อยไว้... พวกข้าอาจจะต้องเผชิญผลข้างเคียงนี้ พร้อมกับพวกท่านเจ้าค่ะ”

    อวิ๋นไห่เฟิงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา “ที่แท้... ก็เป็นเช่นนี้เอง”

    ราชามันตราถอนหายใจยาว “เช่นนั้น เราคงต้องโทษตัวเอง... ที่ดันใจอ่อนพ่ายแพ้ต่อกลิ่นกำยานปีศาจหลงเงานี่เสียแล้ว”

    สาวใช้ทั้งสองค้อมตัวยิ้มขบขัน “พวกข้าขออภัยที่ไม่ได้แจ้งให้ละเอียดตั้งแต่แรกเจ้าค่ะ เพราะหากนายหญิงไม่ได้สูดกำยานนี้เพื่อล้างพิษปีศาจ ก็อาจจะไม่ฟื้นคืนสติง่ายๆ เช่นนี้”

    ราชามันตราโบกพระหัตถ์ “ไม่เป็นไร พวกเจ้าทำถูกแล้ว... หากไม่ใช่เพราะกลิ่นกำยานนั่น เรา อาจไม่ได้เห็นรอยยิ้มของนางในยามนี้ก็เป็นได้”

    คำพูดนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลงชั่วขณะ อวิ๋นไห่เฟิงเงยหน้าสบพระเนตร แววตาเต็มไปด้วยความอบอุ่น

    “ฝ่าบาท...”

    ราชามันตราแย้มสรวลบางเบา ลมยามเช้าพัดผ่านหน้าต่างเข้ามา กลิ่นหอมจางๆ ของกำยานยังคงอบอวลติดจมูกอยู่ เสมือนกับความรู้สึกอ่อนโยนที่ยังตราตรึงอยู่ในจิตใจของทั้งคู่

    ที่แท่นบูชากลางหมู่บ้านอันเข้มขลัง แม่เฒ่าปีศาจจิ้งจอกเก้าหางในชุดสีดำสนิท ยืนอยู่หน้ารูปหล่อสัมฤทธิ์ “เทพปีศาจจันทรา” นางยกไม้เท้าเก้าจันทราชูขึ้น เสียงกระดิ่งดังกังวานประหนึ่งเสียงร้องแห่งวิญญาณ

    เลือดแพะเก้าตัวที่ถูกสังเวยเตรียมไว้ในถังไม้เริ่มสั่นสะเทือนเป็นคลื่นราวกับแผ่นหนังที่ขึงกลองยามถูกตี นางขับเคลื่อนพลังปราณดึงเลือดนั้น ให้ลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะกลั่นให้บริสุทธิ์จนแปรเปลี่ยนเป็นหยดใสเท่าเมล็ดถั่วเขียว ระยิบระยับดั่งเพชรที่ผ่านการเจียรนัยโดยช่างชั้นยอด

    นางพึมพำคาถาโบราณ เสียงแผ่วพร่าดังลอดไรฟันออกมา พร้อมกับสอดความทรงจำทั้งหมด ที่ผ่านการเห็น จำ คิด รู้ ผนึกไว้ในหยดเลือดใสนั้น

    เมื่อกลั่นจนถึงที่สุด นางก็ปล่อยหยดนั้นให้ลอยเข้าสู่หน้าอกของรูปหล่อสัมฤทธิ์ทันที

    กึงงง!... กังงง!

    เสียงโลหะสะท้านดังกึกก้อง แสงนวลกลมโตปะทุขึ้นรอบรูปหล่อดังแสงแห่งจันทราปรากฏขึ้น ก่อนจะดับวูบลงไปในพริบตา ทิ้งเพียงกลิ่นไอปีศาจลึกลับบางเบาไว้ในอากาศ

    ทันใดนั้น ร่างอันงดงามของสตรีคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้น นางก้าวออกมาจากรูปหล่ออย่างน่าอัศจรรย์ เส้นผมสยายตามแรงลม ดวงตาลึกลับเยือกเย็นดั่งแสงจันทร์ นางคือ พระสนมฟักแฟง หรือ องค์หญิงเซเรนเทีย นั่นเอง

    “คารวะ องค์หญิงเซเรนเทีย...” แม่เฒ่าจิ้งจอกค้อมกายลงต่ำ

    “เกิดเรื่องมากมายถึงเพียงนี้... เหตุใดเจ้าจึงเพิ่งแจ้งข่าวเรา?” น้ำเสียงของนางสงบแต่แฝงแรงกดดันจนน่าขนลุก

    “ทูลองค์หญิง... ท่านจักรพรรดิปีศาจสั่งไว้มิให้รบกวนพระทัยองค์หญิง แต่ครั้งนี้พระมารดาของท่านบาดเจ็บสาหัส หม่อมฉันจึงต้องฝ่าฝืนคำสั่งเพคะ!”

    องค์หญิงเซเรนเทียหลับตาลงครู่หนึ่ง “อย่าตกใจไป เราไม่ได้ตำหนิเจ้า... เพียงแค่อยากรู้เหตุผลเท่านั้น”

    ถึงคำพูดจะดูอ่อนโยน แต่รัศมีอำนาจขององค์หยิงผู้มีฉายาว่า ผู้พิพากษาในเงาจันทร์กลับแผ่ซ่านจนไม่มีใครกล้าสบตา นางคือผู้ที่สามารถมองทะลุความหลอกลวงทั้งปวงได้ โดยไม่มีผู้ใดสามารถโกหกหรือปิดบังนางได้สำเร็จ

    องค์หญิงมองแสงจันทร์เหนือแท่นบูชา ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “พาเราไปพบ... ฝ่าบาทมันตราเดี๋ยวนี้”

    “เพคะ!” แม่เฒ่ารับคำสั่ง

    เพียงอึดใจเดียว องค์หญิงเซเรนเทียและแม่เฒ่าจิ้งจอกก็มาปรากฏกายหน้าห้องพักของราชามันตรา ประตูถูกเปิดออกช้าๆ สาวใช้ในชุดสีเทาเข้มรีบก้มศีรษะ “เชิญเสด็จองค์หญิงเพคะ”

    ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้อง องค์หญิงเซเรนเทียหยุดยืนนิ่ง กลิ่นอายบางอย่างแวบเข้าสู่จิต... มันไม่ใช่แค่กลิ่น แต่มันคือ “ร่องรอยของเหตุการณ์”

    นางยกมือขึ้นแตะผนังห้องเย็นเฉียบเบาๆ ปลายนิ้วสัมผัสลงพร้อมแสงสีเงินนวลที่แผ่ออกมา “วิชากระจกจันทรา... จงเปิดเผยความจริงแห่งราตรี”

    แสงสีเงินแผ่ไปทั่วห้อง เงาบนผนังเริ่มบิดเบี้ยว แล้วภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก็ผุดขึ้นในใจของนางอย่างต่อเนื่อง ทั้งเสียงสนทนา เสียงลมหายใจ และทุกการกระทำของราชามันตรากับอวิ๋นไห่เฟิง ปรากฏชัดแจ้งราวกับนางยืนอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “ทุกคน ออกไปให้หมด เราจะคุยกับฝ่าบาท”

    น้ำเสียงนั้นนิ่ง... แต่เย็นจัดราวกับคมมีด แม่เฒ่าจิ้งจอกและเหล่าสาวใช้รีบค้อมตัวถอยออกจากห้องโดยไม่กล้าสบตา  เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินองค์หญิงเอ่ยด้วยถ้อยคำห้วนๆ และเยือกเย็นเช่นนี้ อวิ๋นไห่เฟิงก้าวออกไปเป็นคนสุดท้าย นางเหลียวกลับมามองอย่างห่วงใยก่อนจะปิดบานประตูลง

    ภายในห้องอันเงียบสนิท ราชามันตราทรงเอ่ยขึ้นก่อนด้วยรอยยิ้ม “มีเรื่องอันใดหรือ... ฟักแฟง”

    “ท่านพี่...” น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อย “ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร?” ราชามันตราขมวดคิ้ว “เราทำสิ่งใดผิดหรือ ฟักแฟง?”

    นางกัดริมฝีปากแน่น “ท่านพี่... เคยได้ยินนาม ‘เซเรนเทีย’ บ้างหรือไม่?”

    ราชามันตราทรงชะงักทันที สีหน้าที่เคยมั่นใจเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก “องค์หญิงเซเรนเทีย... ผู้ที่ไม่มีสิ่งใดปกปิดสายตานางได้... หรือว่า เจ้าคือ...!”

    องค์หญิงเซเรนเทียเพียงพยักหน้าเบาๆ “ถึงข้าจะเป็นสนมเอกของท่านพี่ แต่ท่านไม่เคย... แม้แต่จะสัมผัสข้าเลยสักครั้ง...” เสียงนางแผ่วพร่า “ข้าเพียงแค่อิจฉานางผู้นั้น...”

    น้ำตาใสไหลอาบแก้มพร้อมเสียงสะอื้น ราชามันตราทรงนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะก้าวเข้าไปโอบนางไว้ในอ้อมแขน “พี่... ผิดต่อเจ้าจริงๆ พี่ขอโทษ”

    อ้อมกอดอันอบอุ่นนััน นำพาความสุขเข้าสู่จิตใจขององค์หญิงอย่างท่วมท้นแม้เพียงชั่วครู่ แววตาของนางเต็มไปด้วยการให้อภัยและการยอมรับต่อชะตา “สำหรับน้องน่ะ ไม่เป็นไรหรอกเพคะ” นางเอ่ยเบาๆ พลางดันอกฝ่าบาทออก “ท่านพี่ทำกับข้ามากพอแล้ว... เก็บคำแก้ตัวไว้สำหรับ พี่หญิงมันปนิตา เถิด”

    นางหมุนตัวกลับแล้วเดินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นกำยานจางๆ และความเงียบงันที่เหน็บหนาวเกินกว่าจะเอ่ยคำใดได้อีก

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ปฐมวิญญาณ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 3) ที่คุณอ่าน