ลูเชียโน่กับอิซาเบลล่าทดลองปลดปล่อยกระแสพลังเวทย์ออกมาอย่างต่อเนื่อง
“นี่คือพลังของแวมไพร์ที่พูดถึงกันอย่างนั้นเหรอ”
เมื่อทุกอย่างเป็นไปอย่างที่คิดเอาไว้แล้วอาเธน่าก็พูดออกมา
“ใช่แล้วค่ะ นั่นแหละคือพลังของแวมไพร์ ตอนนี้คุณโคลด์กับคุณไวโอเล็ทก็เปรียบเสมือนทั้งดาบและโล่ของมาสเตอร์แล้ว”
"ไม่ใช่แค่ลูเชียโน่กับคุณไวโอเล็ทเท่านั้นที่มีพลังเพิ่มขึ้นแต่เป็นฉันกับภรรยาของฉันด้วย"
"มันก็แน่นอนอยู่แล้วละมาสเตอร์เพราะอัศวินผู้พิทักษ์วงศ์วานนั้นเปรียบเสมือนดาบและโล่ของมาสเตอร์ แม้ว่ามาสเตอร์จะมีเหล่าภรรยามากมายขนาดไหนก็เพิ่มขึ้นมาแค่ความแข็งแกร่งเท่านั้นเมื่อเทียบกับวงศ์วานที่ปราศจากอัศวินผู้พิทักษ์ก็เหมือนมาสเตอร์แข็งแกร่งแต่ก็ไร้เขี้ยวเล็บนั่นแหละ"
"จะรับก็รับเข้ามาเถอะ ก็แค่อัศวินผู้พิทักษ์วงศ์วาน"
ไอวี่พูดขึ้นก่อนที่เธฮคิดจะเดินหนีออกไป นี่เธอยังไม่เลิกเป็นปฏิปักษ์กับอิซาเบลล่าอีกเหรอ แต่จะไปว่าอิซาเบลล่าก็ไม่ได้นะเพราะแค่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาของไอวี่ก็ไปขยี้ใจคนที่มองมาให้สั่นสะท้านแล้ว ส่วนเหล่าภรรยาของผมพวกเธอก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่ว่าไอวี่น่ากลัวหรือไม่เพราะไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปหวาดระแวงคนที่ไม่ได้คิดร้ายต่อตนเองหรือคนที่พวกเธอรัก
หรือว่ามีแค่ผมกันนะที่มองเธอแบบหลงใหลแบบนั้น นั่นสินะก็ช่วยไม่ได้นี่ก็เธอตรงกับแบบที่ผมชอบเลย (เผยธาตุแท้ออกมาแล้วสินะโรเบิร์ต)
ผมดึงไอวี่เข้ามากอดก่อนที่จะกัดเข้าไปที่ใบหูของเธอเบาๆ
"โร...โรเบิร์ต นาย...นายกล้าทำแบบนี้กับฉันอย่างนั้นเหรอไม่กลัวว่าฉันจะฆ่านายให้ตายรึยังไง"
ภาพตรงหน้าทำให้ทุกคนตกตะลึงเล็กน้อยเพราะการหยุดไอวี่ก็เหมือนกับการเล่นกับเปลวเพลิงนรกที่ร้อนแรงไม่มีวันหมดดับ
"ไอรีนไปไหนซะละมันนานมากแล้วนะที่ผมไม่ได้เจอเธอ"
"นี่อยู่ต่อหน้าฉันยังกล้าถามถึงผู้หญิงคนอื่นอีกเหรอ"
"โอ้ ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าไม่อยากให้ผมเอ่ยถึงคนอื่นเลยสินะได้สิถ้าอย่างนั้นผมจะอยู่กับคุณเอง"
"นายคิดจะทำอะไรปล่อยฉันไปนะ ไม่อย่างนั้น….อุ๊บ"
ผมประกบริมฝีปากกับไอวี่ไปนานพอสมควรก่อนที่จะอุ้มเธอขึ้นมา ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปเอาเรี่ยวแรงที่เสียไปกลับคืนมาแบบไหนเพราะตอนนี้พละกำลังทั้งหมดมันกลับมาสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว
"เรื่องนี้คงปล่อยไปไม่ได้ ทุกคนก็พูดคุยกันไปก่อนผมขอไปทำธุระเล็กน้อย"
ผมอุ้มไอวี่กระโดดออกไปทางหน้าต่างจากนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
คนที่อยู่รวมภายในห้องทั้งหมดได้แต่มองตามตั้งแต่ต้นจนจบโดยที่ยังงุนงงกันอยู่ เนื่องด้วยงานที่ต้องดูแลของแต่ละคนทำให้ต้องแยกจากกันไปอีกครั้ง
ไอริสที่กำลังจะเดินออกไปก็พบเข้ากับอาเธน่าที่ลอยอยู่ตรงหน้าก่อนที่ไอริสจะถูกอาเธน่าร่ายเวทย์ใส่ทำให้ตัวของไอริสมาโผล่ยังห้องนอนห้องหนึ่งที่ใหญ่โตไม่ต่างจากในคฤหาสน์ของขุนนางผู้ร่ำรวยบนเตียงตอนนี้กำลังเกิดศึกสงครามครั้งใหญ่ระหว่างโรเบิร์ตกับไอวี่ที่กลายเป็นลูกแมวน้อยไปแล้ว
นี่มันเกิดอะไรขึ้น!
"คุณไอริสคงยังไม่รู้ว่าที่นี่คือโลกลึกลับของแวมไพร์สินะ มันคือโลกที่สามารถกำหนดการเดินไปของเวลาได้แต่ก็ใช้ได้ไม่นานนักและยังมีข้อจำกัดมากมาย สิ่งที่คุณไอริสเห็นตรงหน้าคือมาสเตอร์กับคุณไอวี่ทำกันแบบนั้นมาไม่ต่ำกว่าห้าวันแล้ว"
"หะ...ห้าวันแล้วเหรอ ด้านนอกพึ่งผ่านไปแค่ไม่ถึงหนึ่งนาทีตอนที่พวกเขาเดินทางกันมา"
"จนถึงตอนนี้ฉันเองก็ยังไม่สามารถหยุดมาสเตอร์ได้เพราะพลังแห่งความมืดมันดึงพลังงานมาหนุนเสริมตลอดไม่ขาดสายทำให้ไปกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกที่มากมายให้เติมเต็มเข้ามาเรื่อยๆมาสเตอร์กับคุณไอวี่ก็เลยหยุดการทำแบบนั้นไปไม่ได้"
"ถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็จะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆเลยงั้นเหรอ"
"คิกๆ ไม่หรอกเดี๋ยวก็หยุดแล้วเพราะมันใกล้ถึงขีดจำกัดแล้วยังไงละ"
ไม่ทันขาดคำโรเบิร์ตกับไอวี่ก็ฟุบลงกับเตียงแล้วหลับไปทั้งคู่จากนั้นร่างกายของไอวี่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากผมสีแดงดวงตาคู่สีแดงกลับกลายไปเป็นผมสีดำดวงตาสีน้ำตาลอ่อน นั่นบ่งบอกว่าไอวี่เปลี่ยนกลับไปเป็นไอรีนแล้วนั่นเอง
“ที่นี่ที่ไหนกัน แล้วพลังพวกนี้มันมาจากไหน”
ไอรีนที่ตื่นขึ้นมาในสภาพที่อ่อนแรงไปทั้งตัว พลังงานสีดำก็เริ่มแผ่ออกมารอบตัวของไอรีนทางด้านผมที่นอนหลับอยู่นั้นก็มีพลังที่ว่านี้ด้วย ไอริสเองก็ไม่ต่างกันแต่ที่น่าแปลกก็คือมันไม่ได้ส่งผลกับคนที่อยู่นอกโลกแห่งนี้นั่นก็คือเหล่าภรรยาของโรเบิร์ตที่เหลือด้วย
ก่อนที่มันจะดึงพลังงานสีดำจากรอบๆตัวเข้ามาในตัวของผม ไอรีน และไอริส พลังงานสีดำพวกนั้นส่งผ่านมาที่ผมผ่านทางไอรีนกับไอริสอีกที จากนั้นก็ค่อยๆหายไปอย่างช้าๆราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ผลกระทบหลังจากนั้นส่งผลมาที่ไอรีนกับไอริสโดยตรงทำให้พวกเธอทั้งสองหมดสติลงไปในทันที อาเธน่าที่รู้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็เผยรอยยิ้มออกมา
ผ่านไปนานพอสมควรก่อนที่ผมจะลืมตาตื่นขึ้นมาด้านซ้ายมือของผมก็มีไอริสนอนอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า ส่วนทางด้านขวามือของผมก็มีไอรีนนอนอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน ผมก็ไม่รู้ว่าไอริสเธอโผล่มาที่นี่ได้ยังไงแต่ว่าไอวี่ที่กลับเข้าไปภายในจิตใจแล้วส่งไอรีนออกมาแทนคงเป็นเพราะไม่อยากให้ผมเห็นท่าทางที่ราวกับลูกแมวน้อยแบบนั้นต่อไปแน่ๆ เรื่องแบบนี้มันก็เป็นเรื่องปกติเธอจะอายไปทำไมกันนะ
ผมลุกขึ้นมาอยู่ในท่านั่งก่อนจะสำรวจร่างกายของตนเองมันได้เปลี่ยนไปอีกแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือว่าเพราะอะไรเพราะว่าในขณะที่ผมกับไอวี่อยู่ด้วยกันมันมักจะทำให้ผมพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วและได้รับพลังแปลกๆมาเสมอ
“มาสเตอร์ฟื้นแล้วเหรอ ดีมากได้จังหวะพอดีเลยเพราะพวกเธอกำลังหลับใหลได้ที่เลย”
“ทำไมมีอะไรเหรออาเธน่า”
“เรื่องนี้จะว่ายังไงดีละมาสเตอร์ขนาดว่าตัวฉันเองก็ยังประหลาดใจกับมันเลย เพราะมาสเตอร์ได้ทำสิ่งที่แวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ทั่วไปที่อยู่ในระดับเดียวกับมาสเตอร์ยังไม่สามารถทำได้นอกจากจะสามารถก้าวข้ามผ่านแวมไพร์ขั้น 9 ไปอยู่ระดับที่สูงกว่านั้นได้ถึงจะสามารถปลุกมันขึ้นมาได้”
“แล้วสิ่งที่อาเธน่าว่ามามันคืออะไรละ”
“มันก็คือการที่มาสเตอร์ไปปลุกพลังทางสายเลือดได้ก่อนกำหนดนี่สิ”
“พลังทางสายเลือด?”
“พลังทางสายเลือดของแวมไพร์แต่ละคนจะไม่เหมือนกันไม่สิต้องพูดว่าแตกต่างกันสุดขั้วไปเลย พลังของมาสเตอร์จะแสดงออกมาทางด้านพลังแห่งความมืดสุดขั้วที่จะแสดงผลออกมาผ่านทางการเรียกใช้มันและมันก็จะมอบผลพลังแห่งความมืดที่พิเศษยิ่งกว่าความมืดใดๆ”
"พลังแห่งความมืดที่พิเศษยิ่งกว่าเหรอ"
ผมไหลเวียนกระแสของพลังแห่งความมืดที่มือข้างขวาให้กลายเป็นลักษณะเปลวเพลิงสีดำจากนั้นก็พบว่าเปลวเพลิงสีดำพวกนี้มันแตกต่างไปจากที่ผมรู้ไปในก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง เพราะว่าปริมาณที่อัดแน่นอยู่ภายในมันมากกว่าการที่ผมดูดซับมันเข้ามาในตัวกว่าสิบวินาทีซะอีก
ส่วนพลังทำลายนั้นไม่ต้องพูดถึงมันเลยด้วยปริมาณที่มหาศาลของมันขนาดนี้พอๆกับระเบิดเมื่อตอนไปถล่มฐานที่มั่นมนุษย์ชุดดำซะอีก อีกอย่างตัวผมก็ไม่ได้มีข้อจำกัดการใช้งานมันเหมือนคนอื่นด้วย มันเป็นอะไรที่โกงสุดๆไปเลยไม่ใช่เหรอยิ่งนับวันทำไมรู้สึกว่าตัวเองจะกลายเป็นพวกตัวร้ายที่กำเนิดจากความมืดแล้วไปขัดขวางพระเอกผู้แสนดีที่มีพลังแห่งแสงเลยนะ
เดี๋ยวนะถ้ามันเพิ่มพลังแห่งความมืดได้มันก็น่าจะเพิ่มพลังแห่งแสงได้ด้วยสิ ผมก็ลองที่มือข้างซ้ายของตนเองไหลเวียนพลังแห่งแสงให้กลายเป็นลักษณะเปลวเพลิงที่สว่างเจิดจ้าออกมา เล่นเอาอาเธน่าเบิกตากว้างพร้อมกับตกตะลึงไปแล้วเรียบร้อย
พลังทางสายเลือดของผมไม่ใช่แค่พลังแห่งความมืดแต่เป็นทั้งพลังแห่งแสงด้วย ผมก็มีความคิดแปลกๆขึ้นมาอีกนั่นก็คือถ้าบอกว่ามันมีลักษณะพิเศษที่เพิ่มขึ้นมามันก็น่าจะทำให้ผมปรับแต่งพลังทั้งสองชนิดนี้ได้
การทดลองก็เริ่มต่อไปพลังแห่งแสงผมก็ลองปรับเปลี่ยนคุณสมบัติพื้นฐานของมันให้กลายเป็นพลังแห่งแสงที่มีคุณสมบัติกำจัดพลังแห่งความมืดขึ้นมา และถ้าหากจะให้มันได้ผลที่ชัดเจนที่สุดผมก็ได้ครอบพื้นที่หนึ่งเอาไว้เป็นวงกลมรัศมี 30 เซนติเมตรด้วยการรังสรรค์ จากนั้นปล่อยพลังแห่งความมืดขนาดเล็กที่มีคุณสมบัติดั่งเดิมเอาไว้ภายในก่อนจะใส่พลังแห่งแสงขนาดเล็กที่ผมได้ปรับเปลี่ยนมันแล้วเอาเข้าไปด้วย
ผลปรากฏว่าพลังแห่งแสงมันไปกำจัดพลังแห่งความมืดจนสูญสลายไปในทันทีนั่นทำให้ผมเผยรอยยิ้มที่น่าพึ่งพอใจออกมาแสดงว่าพลังของผมคือพลังที่เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของธาตุได้ เดี๋ยวนะเมื่อสักครู่ผมพูดว่าธาตุใช่ไหม ใช่แล้วธาตุยังไงละเยี่ยมไปเลยถ้าเป็นไปตามที่คิดไว้ละก็
ผมรังสรรค์เครื่องสร้างพายุขึ้นมาแล้วใช้มันสร้างพายุขนาดเล็กจากนั้นก็ปรับเปลี่ยนคุณสมบัติพายุขนาดเล็กนั่นให้มีคุณสมบัติต้านทานพลังแห่งความมืดและพลังแห่งแสงอย่างสมบูรณ์เข้าไปภายในก่อนจะนำพลังแห่งความมืดที่ปรับเปลี่ยนคุณสมบัติให้มีความสามารถทำลายธาตุลมและพลังแห่งแสงก็ปรับเปลี่ยนให้ทำลายธาตุลมเหมือนกัน
ผลการทดลองก็ออกมาตามที่ผมได้คิดเอาไว้ไม่มีผิดเพราะพลังธาตุความมืดและแสงกำลังพยายามที่จะทำลายธาตุลมแต่ก็ไม่อาจฝ่าเข้าไปในธาตุลมที่เป็นลักษณะของพายุได้ พวกมันต้านกันไปมาโดยอีกฝั่งคิดจะทำลายส่วนอีกฝั่งก็ป้องกัน มันก็ชัดเจนแล้วว่าผมมีความสามารถปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของธาตุได้ทั้งหมด
แน่นอนว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นอาเธน่าก็เห็นมันทั้งหมดเธอได้แต่ตกตะลึงแล้วตกตะลึงอีกเพราะขนาดทวยเทพยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนคุณสมบัติพลังธาตุได้เลยแต่มาสเตอร์ของเธอสามารถทำได้นี่มันต้องแปลกประหลาดขนาดไหนกัน หรือว่ามาสเตอร์ของเธอจะเป็นสัตว์ประหลาดในร่างของแวมไพร์
"อาเธน่าเธอมองฉันอย่างกับมองสัตว์ประหลาดแบบนั้นทำไมกัน"
"มาสเตอร์ ไม่รู้รึยังไงว่าตนเองมีความสามารถขนาดที่ว่าทวยเทพยังไม่มีมัน"
"หืม! มันน่าทึ้งขนาดนั้นเชียว"
"มันก็ต้องใช่สิค่ะ เพราะพลังที่สามารถปรับเปลี่ยนคุณสมบัติได้ขนาดนี้มันก็ราวกับมาสเตอร์เป็นราชาแห่งจักรวาลนี้ไปแล้วเพราะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับพลังธาตุ"
ตามที่อาเธน่าบอกมามันก็เป็นความจริงละนะพลังแบบนี้มันเหนือกฎเกณฑ์ไปเรียบร้อยแล้วและสามารถใช้ออกมาเท่าไหร่ก็ได้โดยไม่มีขีดจำกัดเอาไว้ด้วยสิ
"เอาเถอะ เรื่องแปลกๆแบบนี้ก็สมเป็นมาสเตอร์นั่นแหละ"
"เดี๋ยวเถอะ จะเหมารวมฉันว่าแปลกไปไม่ได้นะ"
"จริงสินี่ก็ถึงเวลากลับกันแล้วเพราะฉะนั้นก็ไปกันเถอะ"
อาเธน่าพูดเปลี่ยนประเด็นก่อนจะร่ายเวทย์ออกมาในเวลาไม่นานจากนั้นร่างกายของผม ไอรีน และไอริสก็ย้ายมาอยู่ที่เตียงในห้องของผมในสภาพที่พวกเราสามคนสวมใส่ชุดปกติของตนเองเรียบร้อยแล้ว
ส่วนไอรีนกับไอริสก็ตื่นขึ้นมา แล้วพวกเธอก็มานั่งข้างผมโดยที่ไอรีนร่างกายของเธอค่อยๆเปลี่ยนกลับไปเป็นไอวี่เหมือนเดิม
"ฉันยังมีเรื่องต้องทำขอตัวก่อน"
ไอวี่เดินไปที่หน้าต่างแล้วกระโดดออกไปจากนั้นมังกรเส้นใยก็มารับตัวของเธอไป เธอไปอย่างรวดเร็วจนผมไม่ทันที่จะได้พูดอะไรออกมาเลย
"ปล่อยเธอไปเถอะพวกเราสองคนยังมีเรื่องต้องพูดคุยกันเล็กน้อย"
"เรื่องที่จะพูดคุย….อุ๊บ"
ไอริสประกบริมฝีปากกับผมก่อนจะกดผมไปที่เตียงจากนั้นก็เอามีดสั้นที่ห่อหุ้มไปด้วยพลังงานสีทองมาจ่อที่คอของผม
"นี่มันหมายความว่ายังไง ไอริส" . . .