หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 46 ฝีมือทำครัวของอาหร่วน

    ตอนที่ 46 ฝีมือทำครัวของอาหร่วน

     

    สีหน้าของหลินหานเต็มไปด้วยความจริงจัง

     

    หลินหร่วนหันศีรษะไปมองเขา จากนั้นก็พนักหน้ารับ“ดี !ข้าเชื่อว่าเจ้าต้องทำได้”

     

    สิ่งนี้กระตุ้นความกระตือรือร้นของหลินหานได้เป็นอย่างดี

     

    หลินหร่วนมักจะมองหลินหานในแง่ดีเสมอ หลินหานมีความรับผิดชอบตั้งแต่อายุยังน้อยดังนั้นหากในวันข้างหน้าเขาจะเลวร้ายก็คงมิเลวร้ายไปมากกว่านี้แล้ว ทั้งยังมีนางคอยพร่ำสอนอยู่ทั้งคนถึงเขาจะมิสามารถเป็นมังกรได้ แต่เขาต้องได้เป็นในสิ่งที่คนในหมู่บ้านตระกูลหลินเทียบเคียงมิได้

     

    หลินหานกำหมัดแน่นพร้อมกับเร่งฝีเท้าวิ่งไปยังไร่ข้าวโพด

     

    บัดนี้เขายังมิทราบว่าต้องทำเยี่ยงไรถึงจะแข็งแกร่งเขาทราบเพียงว่าตนเองเป็นบุรุษเพียงคนเดียวในบ้านดังนั้นเขาต้องทำงานมากกว่าคนอื่น ๆ เพื่อที่หลินหร่วนจะได้มิต้องลำบากมากนัก

     

    ทว่าในไม่ช้าเขาก็ต้องตกตะลึงกับความจริงที่โหดร้าย

     

    ความเร็วของหลินหร่วนนั้นเร็วมากยิ่งนักเขาใช้กำลังทั้งหมดที่ได้มาจากการดื่มนมก็มิอาจตามนางได้ทัน

     

    ตะกร้าของหลินหร่วนเต็มไปด้วยข้าวโพดอีกครา นางเตรียมที่จะแบกกลับบ้านแต่เมื่อเห็นหลินหานทำหน้าละห้อย นางจึงเอ่ยถามออกมาว่า “มีอันใดหรือไม่ ? ”

     

    หลินหานเม้มปากแน่นมิยอมเอ่ยออกมา เขามิอยากยอมรับว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังสู้เด็กสาวคนหนึ่งมิได้เลยด้วยซ้ำ

     

    เขาทำปากขมุบขมิบอยู่นานสุดท้ายก็ตัดสินใจเอ่ยออกมาว่า “อาหร่วน ถ้าเช่นนั้นให้ข้าหักข้าวโพดดีหรือไม่ ส่วนเจ้าเป็นคนแบกกลับบ้าน? ”

     

    หักข้าวโพดเป็นงานที่ยากที่สุดเพราะต้องเข้าไปในไร่ข้าวโพดที่มีต้นข้าวโพดสูงท่วมศีรษะใบข้าวโพดมักจะทำให้ระคายผิว ทำให้เกิดบาดแผลเล็ก ๆ ได้ง่าย พอโดนเหงื่อก็จะทั้งแสบทั้งคันมิสบายตัวเป็นอย่างมาก

     

    หากเทียบกันแล้ว งานแบกข้าวโพดนั้นสบายกว่าเป็นไหนๆ

     

    หลินหร่วนเหลือบมองหลินหาน ก่อนจะเอ่ยถามว่า“เจ้าแน่ใจนะว่าทำไหว หักข้าวโพดมันเหนื่อยมากนะ? ”

     

    หลินหานพยักหน้ายืนยันอย่างหนักแน่น“เอาแบบนี้เถิด เจ้าเป็นสตรี หากถูกใบข้าวโพดบาดหน้าจะทำเยี่ยงไร ? ข้าเป็นบุรุษเหนื่อยกว่าเล็กน้อยจะเป็นอันใดกัน ถึงจะโดนใบข้าวโพดบาดก็มินับว่าเป็นเรื่องใหญ่หรอก”

     

    “เอาแบบนั้นก็ได้ แต่หากเจ้ามิไหว ก็อย่าลืมตะโกนเรียกข้าล่ะเจ้าจงตั้งใจทำงานเข้าล่ะ ข้าจะคอยจับตาดูเจ้าเอาไว้”

     

    หลินหร่วนมิอยากขัดใจเขา ดังนั้นนางจึงนำข้าวโพดสองตะกร้ามารวมกันแล้วแบกกลับบ้านไป

     

    ทางด้านของหลินหานก็ราวกับเลือดไก่เข้าตา เขาเริ่มลงมือหักข้าวโพดโดยตั้งใจว่าช่วงที่หลินหร่วนแบกตะกร้ากลับบ้าน เขาจะหักข้าวโพดให้เต็มตะกร้าเช่นนี้เขาถึงจะสามารถตามความเร็วของหลินหร่วนได้ทัน

     

    หลินหร่วนที่แบกข้าวโพดกลับบ้าน เห็นหลินซิ่วลากม้านั่งตัวเล็กออกมานั่งอยู่ในลานนางตั้งใจเฝ้ากองข้าวโพดด้วยท่าทีจริงจัง

     

    หลังจากที่เอ่ยชมนางออกไปแล้ว หลินหร่วนก็ได้วางตะกร้าลงจากนั้นก็พับแขนเสื้อเพื่อเตรียมทำมื้อกลางวัน

     

    เมื่อชาติที่แล้ว นางมีฝีมือในการทำอาหารอยู่เล็กน้อยถึงจะทำอาหารที่ละเอียดอ่อนมิได้ ทว่าอาหารธรรมดา ๆ ก็มิได้เป็นปัญหาสำหรับนางทุกคนที่เคยชิมต่างก็บอกว่าอร่อย

     

    หลังจากที่นางได้ทะลุมิติมาอยู่ในโลกใบนี้นอกจากสัตว์ป่าย่างแล้ว นางยังมิมีโอกาสได้พัฒนาฝีมืออีกเลย

     

    เพราะว่าหลินหานมักจะแย่งทำอาหารตลอด

     

    เจ้าเด็กนั่นมิได้กลัวว่านางจะเหนื่อย แต่เขากลัวว่านางจะทำให้อาหารเสียเปล่า

     

    เหมือนว่าบัดนี้นางจะเก็บเงินได้เกือบห้าสิบตำลึงแล้วสามารถกินบะหมี่ได้แล้ว

     

    ทว่าเจ้าหมอนั่นเป็นเด็กตระหนี่เขาตั้งท่าจะปฏิเสธอย่างเดียว

     

    แป้งยี่สิบชั่งที่ซื้อมาจากในเมือง บัดนี้ยังเหลือมากกว่าครึ่ง

     

    มิว่าหลินหร่วนจะเกลี้ยกล่อมเยี่ยงไรเขาก็มิยอมดังนั้นจึงทำได้เพียงปล่อยไป ทว่านางได้ขอให้มีธัญพืชในอาหารทุกวัน

     

    คำร้องขอนี้ หลินหานมิได้คัดค้านอันใด เยี่ยงไรพวกเขาก็เป็นเพียงเด็กจำเป็นต้องทำให้ร่างกายเจริญเติบโต หากมิกินอาหารที่มีคุณภาพสักหน่อยมันย่อมส่งผลเสียต่อร่างกาย

     

    ในที่สุดวันนี้หลินหร่วนก็มีโอกาสได้ทำอาหารแล้วนางตัดสินใจว่าจะทำอาหารดี ๆ และแบ่งบางส่วนไปให้พวกป้าโจวด้วย

     

    นางนำกระต่ายป่าที่ล่ามาได้เมื่อวานออกมาหนึ่งตัวลงมือถลกหนังแล้วหั่นเป็นชิ้นเท่ากับหัวแม่มือ จากนั้นก็นำไปลวกในน้ำเดือด

     

    หลินหร่วนหยิบกระเทียมมาสองหัว จากนั้นก็ให้หลินซิ่วไปเด็ดพริกเขียวที่สวนหลังบ้านและเด็ดพริกแดงจากแปลงผักของป้าโจวมาหนึ่งกำ จากนั้นก็นำมาหั่นเป็นชิ้น ๆ

     

    หลินหร่วนใส่น้ำมันหมูลงไปในกระทะหนึ่งช้อน จากนั้นก็ใส่เครื่องเทศและพริกแห้งลงไปผัดให้หอมแล้วใส่เนื้อกระต่ายลงไปผัดต่อ เมื่อผัดจนมีกลิ่นหอมดีแล้ว จึงเติมน้ำลงไปในหม้อจากนั้นก็นำแป้งมานวดแล้วตบให้เป็นแผ่นบาง ๆ แล้วนำไปนาบไว้ข้างกระทะ

     

    หลินซิ่วปีนขึ้นมาข้างเตา นางสูดกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากหม้อทันใดนั้นน้ำลายก็แทบจะหกออกจากปาก

     

    หลินหร่วนขอให้นางนั่งเฝ้าอยู่หน้าเตาส่วนนางเดินไปยังแม่น้ำเพื่อหาปลาสักสองสามตัว เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วนางจึงนำไปวางไว้บนเตาเพื่อปิ้งพวกมัน

     

    “ท่านพี่ ข้าหิวยิ่งนัก”

     

    หลินซิ่วดมกลิ่นหอมที่กระจายไปทั่วทั้งลานบ้านบัดนี้นางทนต่อไปมิไหวแล้วจริง ๆ

     

    หลินหร่วนยกยิ้มแล้วเปิดฝาหม้อขึ้น จากนั้นก็ตักเนื้อกระต่ายสองสามชิ้นขึ้นมาใส่ถ้วยพลางส่งให้หลินซิ่ว

     

    “ท่านพี่ ท่านกินด้วยกันสิ”

     

    หลินหร่วนอ้าปากรับเนื้อที่นางป้อนถึงปากอย่างมิเกรงใจจากนั้นก็หรี่ตาลงอย่างมีความสุข แม้ว่านางจะมิได้ทำอาหารอย่างจริง ๆ จัง ๆมาหลายปีแล้ว ทว่ารสมือของนางยังคงดีอยู่

     

    “ท่านพี่ อร่อยหรือไม่ ? ”

     

    “อร่อยยิ่งนัก เนื้อที่หลินซิ่วป้อน มันอร่อยจนลืมมิลงเลยล่ะ”

     

    หลินซิ่วที่ได้รับคำชมยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวจากนั้นจึงหยิบเนื้อที่เหลืออยู่เข้าปากตนเอง

     

    “ท่านพี่ เนื้อนี่อร่อยมากยิ่งนัก” หลินซิ่วเคี้ยวเนื้อไปพลาง เอ่ยชมไปพลาง

     

    เมื่อหลินหร่วนเห็นใบหน้าน่ารักของนางจึงอดตักเนื้อให้นางอีกสองชิ้นมิได้ “หากอร่อยก็กินให้มากหน่อยเถิด”

     

    เมื่อแผ่นแป้งข้างกระทะสุกแล้ว หลินหล่วนจึงคีบมันออกมาจากนั้นก็เทพริกเขียวกับพริกแดงลงไปในกระทะ แล้วหยิบชามใบใหญ่มาตักเนื้อกระต่ายใส่ลงไปวางปลาที่ย่างจนสุกแล้วไว้ด้านบน แล้วตามมาด้วยแผ่นแป้ง จากนั้นก็นำไปใส่ไว้ในตะกร้า

     

    ทั้งยังใช้โถดินเผาที่เพิ่งซื้อมาใหม่ใส่น้ำสะอาดเอาไว้จากนั้นหลินหร่วนจึงแบกตะกร้าขึ้นหลัง พร้อมกวักมือเรียกหลินซิ่ว

     

    “พวกเราไปส่งข้าวให้พี่ชายของเจ้ากันเถิด”

     

    ในช่วงฤดูกาลทำไร่ทำนา ชาวบ้านส่วนใหญ่มักจะกินอาหารอยู่ในทุ่งนาเพราะหลังจากที่กินข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจะได้ทำงานต่อได้เลย โดยมิต้องเสียเวลาเดินกลับไปกลับมา

     

    สองพี่น้องเดินมาถึงไร่ข้าวโพด จากนั้นก็ตะโกนออกไปเสียงดัง“อาหัน เรียกป้าโจวกับคนอื่น ๆ มากินข้าวด้วยกันเถิด”

     

    ครอบครัวของป้าโจวย่อมมิกล้ามากินกับพวกเขาจากความทรงจำของพวกเขาแล้ว บัดนี้สามพี่น้องต่างก็อยู่ในช่วงเวลาที่แสนยากลำบากเมื่อครู่นางให้ต้าหลางแบกข้าวโพดกลับบ้าน ทั้งยังกำชับให้เขาบอกฉินซื่อกับโจวเหลียนเอ๋อว่าให้ทำกับข้าวมากสักหน่อยจะได้ชวนพวกหลินหร่วนมากินด้วยกัน

     

    โจวเหลียนเอ๋อกับฉินซื่อนำอาหารมาส่งพอดีครอบครัวโจวจึงค่อย ๆ ทยอยพากันออกมาจากไร่ข้าวโพด

     

    หลินหร่วนมิได้เอ่ยอันใดมากนัก นางยื่นกับข้าวที่ตนเองทำชามนั้นให้แก่ป้าโจว

     

    คนในตระกูลโจวมองดูเนื้อกระต่ายในชามขนาดใหญ่ซึ่งมีสีสันน่ากินมันส่งกลิ่นหอมจนน้ำลายสอ ทั้งยังมีปลาที่ปิ้งจนเป็นสีเหลืองทองอีกด้วย

     

    หลินหร่วนคลี่ยิ้ม “เมื่อวานโชคดี ข้าจับกระต่ายป่าบนภูเขาได้หนึ่งตัวส่วนปลาเหล่านี้ข้าจับมาจากแม่น้ำ ทุกคนรีบชิมฝีมือของข้าเร็วเข้า”

     

    เมื่อป้าโจวได้สติกลับมา จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตำหนิว่า“เจ้ามิน่าฆ่ากระต่ายป่าตัวนี้เลย หากนำเข้าไปขายในเมือง คงแลกเป็นเงินได้หลายสิบอีแปะเลยทีเดียว”

     

    หลินหร่วนมิได้คิดว่าป้าโจวผู้นี้จุกจิกจู้จี้จนเกินไปนางทราบดีว่าป้าโจวเป็นห่วงพวกนาง

     

    “ท่านป้า กระต่ายตัวหนึ่งมิได้คุ้มค่าให้เดินทางเข้าไปในเมืองดังนั้นสู้ฆ่ามันให้ทุกคนกินยังจะดีเสียกว่า บัดนี้เป็นช่วงทำไร่ทำนา หากมิกินอาหารดีๆ ไหนเลยจะมีแรงทำงานได้เล่า มิต้องเอ่ยอันใดให้มากความแล้ว ประเดี๋ยวอาหารจะเย็นชืดเสียก่อน”

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องหลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน