ตอนที่ 98 ฉิบหายแล้ว
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาค่ายอสูรเหลือเพียงแค่ซากปรักหักพังแนวกั้นซากรถเละเสียหาย กำแพงไม้หลายส่วนพังถล่มมีไฟยังคุกรุ่นอยู่ตามกองซากไม้กลิ่นควันกับเลือดคละคลุ้งไปทั่วลานค่าย ศพทหารนอนเกลื่อนราวกับพรมสีดำแดง บางศพยังคงกำดาบไว้ในมือบางศพถูกฟันจนแทบจำหน้าไม่ได้
แต่ส่วนใหญ่ล้วนถูกยิงตายด้วยลูกศรยิงทะลุร่างจนตายตรงกลางค่าย ผู้รอดชีวิตที่ถูกควบคุมตัวนั่งรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ทุกคนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองทหารมืดที่ยืนล้อมอยู่รอบด้าน
เสียงฝีเท้าหนักดังขึ้นแอรีสเดินกลับมาจากอาคารด้านในค่ายโดยในมือยังคงถือดาบพิฆาตเหล็ก T1 ที่มีคราบเลือดยังไม่แห้งติดอยู่สีหน้าของเขาบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด
ลิชที่กำลังตรวจตราคนของตัวเองหันไปมองทันที
“เจอตัวไหม?” ลิชถามอย่างสงสัยเพราะเห็นแอรีสและทหารพากันกลับมามือเปล่า แอรีสส่ายหน้าอย่างหงุดหงิด
“ไม่เจอ เจ้านั่นหนีไปแล้ว” คนที่พวกเขาหมายถึงย่อมไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นลอร์ดพยัคฆ์แห่งค่ายอสูรซึ่งตั้งแต่ต้นจนจบพวกเขายังไม่เจอตัวของอีกฝ่ายเลย
พอบุกเข้าไปด้านในได้ก็รีบตามไปแต่ดูแล้วคงไม่ทัน เจ้านั่นน่าจะหนีหายไปในเครื่องส่งแล้ว
ลิชอดที่จะเสียดายไม่ได้และเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบาๆ ราวกับไม่ได้แปลกใจนักยังไงลอร์ดส่วนใหญ่ถ้าสู้ไม่ได้ก็พยายามหนีทั้งนั้น
ส่วนหนีเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับความเด็ดขาดของลอร์ดนั้นๆซึ่งดูแล้วลอร์ดพยัคฆ์ก็เด็ดขาดไม่เบา
“นายท่านจะว่าอะไรไหม” แอรีสถามอย่างกังวล
“ไม่หรอก ที่จริงแล้วนายท่านคาดเดาไว้แล้ว” ลิชกล่าวตามจริงเพราะว่าก่อนจะออกมากัสได้บอกความเป็นไปได้เรื่องนี้ไว้แล้วและให้ลิชเน้นไปที่ตราประทับดินแดน
ลอร์ดที่ไม่มีตราประทับดินแดนก็ไม่ใช่ลอร์ดอีกต่อไปไม่สามารถเข้ามายังหอคอยได้อีกตลอดกาล
“ช่างเถอะ เอาตราประทับดินแดนมาก่อนเรายังต้องไปต่อ” ลิชพูดต่อทันที “ทางฝั่งของออสก้าเหมือนจะเจอกับปัญหา ทหารตายไปมากเราต้องไปดึงความสนใจที่แนวรบ”
ข่าวนี้เพิ่งส่งมาจากทางค่ายมิดไนท์ไม่นานแอรีสขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกวาดตามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดลงเรื่อยๆเขาไม่ได้เป็นห่วงกองกำลังที่เดินทางตอนกลางคืน สำหรับมนุษย์กลางคืนในโลกซอมบี้ก็เหมือนการเดินเข้าไปตาย
แต่ไม่ใช่กับกองกำลังทหารมืดพวกเขาและซอมบี้ถ้าไม่ยุ่งเกี่ยวกันก็ไม่มีใครทำอะไรต่อกันแต่สิ่งที่ห่วงคือเชลยและสิ่งของในค่าย
“ท้องฟ้าใกล้มืดแล้ว... แล้วคนพวกนี้ล่ะ” สายตาแอรีสมองไปยังกลุ่มผู้รอดชีวิต
ค่ายถูกทำลายและกำแพงพังกับเสบียงกระจัดกระจายถ้าทิ้งคนพวกนี้ไว้ บางคนอาจมีโอกาสหนีรอด แต่คนที่อ่อนแอกว่านั้นคงตายแน่นอน
ยิ่งศพกองอยู่เกลื่อนกลาดไปหมดไม่นานก็จะดึงดูดฝูงซอมบี้เข้ามาแน่นอน
ลิชมองภาพนั้นเงียบๆอยู่ครู่หนึ่ง เดิมทีเขาคิดจะพาคนพวกนี้กลับค่ายไปด้วยอย่างน้อยก็ยังเป็นแรงงานหรือกำลังคนสำรองได้ แต่ตอนนี้สถานการณ์เร่งด่วนเกินไปกองกำลังต้องรีบไปที่สนามรบแนวหน้าระหว่างสองพันธมิตร
ข่าวเรื่องค่ายอสูรโดนโจมตีอาจจะแพร่ไปบ้างแล้วแต่ข่าวเรื่องโดนทำลายโดยสมบูรณ์คงยังไม่กระจายไปทั่วนักพวกเขาต้องรีบฉวยโอกาสในตอนที่ยังมี ออกเดินทางโดยเร็วที่สุดแต่ถ้าลากคนจำนวนมากไปด้วยจะทำให้ความเร็วของทั้งกองกำลังช้าลง
ลิชจึงก้าวออกไปข้างหน้า“ฟังให้ดี”เสียงของเขาเรียบเย็น แต่หนักแน่นผู้รอดชีวิตหลายคนค่อยๆเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความสงสัยสับสนและความไม่แน่นอนของชีวิตในแววตายังเต็มไปด้วยความระมัดระวังและหวาดระแวง
“พวกเรามาจากค่ายมิดไนท์”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงทันทียังไงซะคนส่วนใหญ่ก็รู้อยู่แล้ว
ลิชพูดต่อ “ใครที่สนใจก็เข้าร่วมกับค่ายมิดไนท์แล้วเดินทางไปที่นั่น ไปที่ค่ายมิดไนท์ด้วยตัวเอง ที่นั่นเปิดรับผู้รอดชีวิตอยู่ส่วนใครไม่ต้องการ จะไปไหนก็ไป”
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นคนในกลุ่มผู้รอดชีวิตเริ่มมองหน้ากันเอง บางคนยังลังเล บางคนก้มหน้าเงียบขณะที่บางคนในแววตากลับเริ่มมีประกายขึ้นมา
เพราะนี่ไม่ใช่การจับตัวแต่มันคือการให้เลือก แอรีสมองภาพนั้นแล้วพ่นลมหายใจออกจมูกเบาๆ สถานการณ์เปลี่ยนแผนก็ต้องเปลี่ยนและลิชก็ไม่ลังเลที่จะทำในทันทีชักช้ามัวแต่เสียเวลาไม่ใช่สิ่งที่ลิชชอบ
เขาสังเกตมาระยะหนึ่งแล้วว่าแม้ค่ายมิดไนท์จะมีเป็นกำลังหลักเป็นทหารมืดแต่ก็ยังต้องการผู้รอดชีวิตที่มีความสามารถอยู่ดี คนธรรมดาอาจไม่มีค่ามากในสนามรบแต่คนที่สามารถเอาตัวรอดในโลกแบบนี้ได้ ย่อมไม่ใช่พวกไร้ประโยชน์
การไปที่นั่นก็เป็นอีกบททดสอบเล็กๆไปในตัวให้กับผู้รอดชีวิตด้วย
ที่สำคัญนายท่านเริ่มรับผู้รอดชีวิตเข้าค่ายมากขึ้นเรื่อยๆนั่นหมายความว่ากำลังวางแผนอะไรบางอย่างอยู่ แต่รายละเอียดเป็นแบบไหน
‘ถึงเวลา เดี๋ยวก็รู้เอง’ ลิชคิดในใจก่อนจะหันไปสั่งการทหารมืดให้รวบรวมตราประทับดินแดน เก็บทรัพยากรที่ยังใช้ได้และเตรียมถอนกำลังทันที เพราะสำหรับพวกเขาที่ค่ายอสูรไม่มีค่าอะไรอีกแล้ว
...
ค่ายแกนนอน
ภายในห้องโถงบัลลังก์เหล็กที่กว้างใหญ่แสงไฟจากคบเพลิงส่องสะท้อนผนังโลหะเป็นเงาสีแดงหม่นบรรยากาศเงียบงันราวกับลมหายใจของทั้งค่ายกำลังถูกกดเอาไว้
ลอร์ดแกนนอนนั่งอยู่บนบัลลังก์เหล็กของตนเองเอนตัวพิงพนักดวงตาคมกริบมองไปยังความว่างเปล่าด้านหน้า นิ้วมือเคาะที่วางแขนบัลลังก์เบาๆเป็นจังหวะ
ตึก... ตึก...ตึก... เสียงนั้นดังสม่ำเสมอในห้องโถงที่เงียบจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของทหารยาม
‘เวลาผ่านไปนานแล้วทำไมยังไม่มีข่าวอะไรส่งกลับ’สายตาของลอร์ดแกนนอนเริ่มเย็นลงทีละน้อยแผนการพวกเขาควรจะเรียบง่าย
ทำลายการแลกเปลี่ยนและลูก้าพาทหารไปโจมตีค่ายมิดไนท์เอาตราประทับดินแดนที่โดนปล้นไปกลับมาหรือต่อให้โดนหลอมรวมไปแล้วก็เอาตราของมันกลับมาได้พร้อมกับโต๊ะสิ่งประดิษฐ์
พวกนั้นมีรถด้วยระยะทางแค่นี้ต่อให้ขับทั้งวันก็ถึงค่ายมิดไนท์ไปนานแล้วข่าวล่าสุดคือมีแค่ตอนที่ปะทะกันที่ย่านการเงินแผนการดำเนินไปด้วยดีไม่มีความผิดพลาด
‘มอร์ควรจะรายงานแล้ว’
‘หรือไม่ก็ลูก้า’
ไม่ว่าฝ่ายไหนอย่างน้อยก็ต้องมีข่าวกลับมา แต่ตอนนี้...เงียบสนิทยิ่งทำให้ลอร์ดแกนนอนเป็นกังวลมากขึ้นว่าจะเกิดเรื่องอะไรหรือไม่
ทันใดนั้นเอง... เสียงฝีเท้าก็วิ่งเข้ามาจากทางประตูห้องโถงอย่างเร่งรีบทหารนายหนึ่งแทบจะสะดุดล้มขณะหยุดอยู่ตรงหน้า ก่อนจะรีบคุกเข่าลงทันที
“ท่านลอร์ด!”
ลอร์ดแกนนอนเหลือบตามองลงมา“ว่า”เสียงของเขาเรียบต่ำแต่ทำให้คนฟังรู้สึกหนาวขึ้นมาทันที
ทหารคนนั้นรีบรายงาน“มีข่าวจากสนามรบแนวหน้าครับ!มีการส่งสัญญาณฉุกเฉินเข้ามา มีกองกำลังไม่ทราบฝ่าย กำลังบุกโจมตีแนวหน้าเป็นทหารที่สวมชุดเกราะเต็มรูปแบบทั้งกองกำลังครับ!”
คำพูดนั้นทำให้ทหารยามบางคนในห้องโถงเงยหน้าขึ้นทันทีกองกำลังชุดเกราะเต็มรูปแบบในหอคอยชั้นแรกไม่ใช่สิ่งที่เห็นกันได้ง่ายๆเพราะที่นี่ทรัพยากรและเทคโนโลยีมีจำกัด
ทหารคนนั้นพูดต่อ “ตอนนี้พันธมิตรราชาส่งกำลังไปช่วยแล้วครับพวกเขาคิดว่าอาจเป็นการลอบโจมตีจากพันธมิตรผู้แก้แค้น”
ห้องโถงกลับมาเงียบอีกครั้งสายตาของลอร์ดแกนนอนไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย เพียงเอนตัวกลับเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมาอย่างเฉยชา
“ปล่อยให้พวกมันจัดการกันเอง” คำตอบนั้นทำให้ทหารที่รายงานชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็รีบก้มศีรษะรับคำ
“ครับนายท่าน”
สำหรับลอร์ดแกนนอนแนวหน้าไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้ แต่อยู่ที่ลูก้าและค่ายมิดไนท์โต๊ะสิ่งประดิษฐ์คือของสำคัญในแผนการบางทีมันอาจจะเทียบเท่ากับอำนาจแห่งลอร์ดในตราประทับเลยก็ได้อำนาจแห่งลอร์ดมีค่าในชั้นสองโดยเฉพาะตอนที่เลื่อนระดับขึ้นไปแต่ว่าโต๊ะสิ่งประดิษฐ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน มันสามารถประดิษฐ์สิ่งของตามพิมพ์เขียวได้ช่วยให้กองกำลังพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
เขาจึงแทบไม่สนใจพวกพันธมิตรราชาหรือพันธมิตรผู้แก้แค้นในตอนนี้เลยมีค่ายดีแลนอยู่ยังไงพันธมิตรผู้แก้แค้นก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ยิ่งมีข่าวเรื่องการลอบโจมตีที่ย่านการเงินจากมอร์ยิ่งทำให้ลอร์ดแกนนอนมั่นใจว่าพันธมิตรผู้แก้แค้นมันก็แค่กระดาษเปียกน้ำเท่านั้นเอานิ้วทิ่มเบาๆ ก็ทะลุแล้วอีกอย่างที่ลอร์ดแกนนอนไม่เคลื่อนไหวตอนนี้ก็เพราะว่าทหารที่ค่ายเหลือไม่มากแล้วด้วยความสำคัญของโต๊ะสิ่งประดิษฐ์และตราประทับลอร์ดแกนนอนให้ลูก้าพาทหารไปเกือบหมด
เหลืออยู่ที่ค่ายแค่หนึ่งร้อยนายเท่านั้นมันเสี่ยงมาก แต่มันคุ้มค่า แถมไม่มีค่ายไหนกล้าโจมตีค่ายแกนนอนอย่างแน่นอน
ค่ายดีแลนพวกนั้นยังหัวหมุนอยู่แนวหน้าค่ายอื่นๆ ก็ไม่ต่างกัน
‘เงียบเกินไป ทำไมยังไม่มีข่าว’
ลอร์ดแกนนอนหรี่ตาลงเล็กน้อยตอนนี้ท้องฟ้ามืดแล้ว ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน อย่างน้อยก็ควรมีรายงานกลับมาไม่ว่าจะเป็นชัยชนะ หรือแม้แต่ปัญหา แต่ไม่มีอะไรเลย
“ใครก็ได้เข้ามาเรียกเจ้าหน้าที่สื่อสารมาติดต่อไปหาพวกนั้นให้ได้ แล้วก็ส่งคนออกไปตรวจสอบดู”
“ขอรับนายท่าน”
แต่ขณะที่กำลังจะออกไปนั้นก็มีเสียงดังเกิดขึ้นที่นอกค่ายตามมาด้วยความสับสนและวุ่นวาย เสียงเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พอๆกับหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะของลอร์ดแกนนอน ลางสังหรณ์บอกกับเขาว่า...ฉิบหายแล้ว!