คำกล่าวนั้นเปรียบได้ดั่งสายฟ้าฟาดลงมากลางใจของเหยียนเส้าเจ๋อและผู้คนอีกมากมาย
ภายใต้ความเงียบที่ยืดยาว ทุกสายตาต่างหันไปมองยังจุดที่ชายหนุ่มผู้นั้นยืนอยู่ด้วยความตกตะลึงระคนไม่เชื่อสายตา
ชายหนุ่มที่เงียบงันมาตลอดบัดนี้กลับกลายเป็นศูนย์กลางของความสนใจอีกครั้ง
เพียงแค่ถ้อยคำหนึ่งเดียว เขาได้ปลุกระลอกคลื่นขนาดใหญ่ให้แผ่ซ่านไปทั่วทั้งลานอย่างไม่อาจห้าม
กระทั่งในขณะที่ผู้คนยังนิ่งงันอยู่นั้น เหยียนเส้าเจ๋อก็พลันได้สติกลับคืนมา สีหน้าของชายวัยกลางคนผู้นี้เปลี่ยนเป็นแดงก่ำ ดวงตาเบิกโพลงราวกับจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ เขายกมือสั่นระริกขึ้นชี้หน้าหลงเซียวเหยาด้วยความโกรธจัด
“จะ.. เจ้า.. กล้าดูหมิ่นสำนักวิญญาณของข้าเรอะ!”
น้ำเสียงของเขาดังก้องพร้อมกับปราณภายในร่างที่ถูกเร่งเร้าจนปะทุออกจากผิวหนังเป็นสายไอสีดำขุ่นปกคลุมไปทั่วร่าง
คลื่นพลังที่กระจายออกมากระแทกลงสู่พื้นจนแผ่นศิลาเบื้องล่างแตกร้าว
เกิดเสียงลั่นเปรี๊ยะของพื้นหินที่แตกละเอียดราวกับถูกทุบด้วยค้อนหนัก
สายลมรุนแรงพัดกระโชกวูบเข้าหาใจกลางลาน ทำให้ผ้าคลุมของศิษย์หลายคนสะบัดปลิวขึ้นสูงอย่างควบคุมไม่อยู่
ผู้คนโดยรอบถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง พวกเขาไม่คิดว่าเหยียนเส้าเจ๋อจะถึงขั้นระเบิดพลังออกมาเช่นนี้
เพียงเพราะคำพูดของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนยิ่งประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือหลงเซียวเหยาไม่แม้แต่จะถอยก้าวเดียว
เขายังคงยืนอย่างมั่นคง มือไขว้หลังไว้ในท่าทีสงบ แววตาคู่นั้นไม่มีแววหวาดกลัวหรือเคารพ
ปากของเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยคำออกมาด้วยน้ำเสียงที่เจือเย้ยหยันอย่างชัดเจน
“เห็นไหมล่ะ.. ขีดจำกัดของสำนักก็เป็นได้เพียงแค่สำนักนั่นแหละ”
“ผู้อาวุโสเช่นเจ้ามีระดับเพียงแค่เปิดห้วงจิตวิญญาณเท่านั้น..”
ส่วนข้าอายุเพียงแค่สิบเจ็ดปีแต่ก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมกายาขั้นเจ็ดแล้ว
“คิดดูสิ.. คงไม่กี่เดือน.. ไม่สิ อีกไม่นาน ข้าก็จะยกระดับขึ้นเทียบเท่าเจ้าทันที!”
“แล้วจะให้ข้าไปอยู่ในสำนักวิญญาณที่มีรากฐานอ่อนแอได้อย่างไรกันล่ะ?”
สิ้นเสียงพูด ร่างของหลงเซียวเหยาก็ยักไหล่ขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ แถมยังยกมุมปากขึ้นอย่างเย้ยหยันอีกครั้งหนึ่ง การกระทำนี้ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าผู้อาวุโสแห่งสำนักวิญญาณอย่างเปิดเผย กลางลานแห่งการทดสอบ และท่ามกลางสายตาของสำนักใหญ่อีกแปดแห่ง
เหยียนเส้าเจ๋อถึงกับขบกรามแน่นจนสั่น ใบหน้าแดงจัดด้วยความโกรธจัด คลื่นปราณทั่วร่างปะทุขึ้นสูงราวกับจะระเบิดออก สายตาแดงฉานของเขากวาดมองชายหนุ่มด้วยความอาฆาตแค้นสุดขีด ก่อนจะเปล่งเสียงตะโกนออกมาอย่างเกรี้ยวกราด
“ไอ้เจ้าเด็กบัดซบ!”
“งั้นแกก็อย่าอยู่เลย!!”
เพียงแค่นั้น พลังกดดันระดับเปิดห้วงจิตวิญญาณขั้นสูงก็ระเบิดออกเต็มกำลัง
มันเป็นเจตนาที่ชัดเจนว่าไม่เพียงแต่จะข่มขู่ หากหมายจะบดขยี้หลงเซียวเหยาให้สลายกลายเป็นผงด้วยมือเปล่า คลื่นพลังสีดำไหลวนเป็นเกลียวหมุนก่อรูปขึ้นกลางอากาศราวกับเงาปีศาจที่กำลังยื่นกรงเล็บเข้ามาคว้าหมายของมัน
ทว่าก่อนที่พลังจะปลดปล่อยจนถึงขีดสุด ร่างของผู้อาวุโสจากสำนักอื่นอีกแปดคนก็พลันเคลื่อนไหว
“หยุด!”
พวกเขาพุ่งออกจากจุดของตนในเวลาไล่เลี่ยกันโดยมิได้นัดหมาย พลังที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์พุ่งเข้าควบคุมอากาศรอบบริเวณในพริบตาเดียว ท่ามกลางความตึงเครียด พลังจสอดประสานเข้าควบแน่นจนอำนาจของเหยียนเส้าเจ๋อพลันถูกสะกัดกั้น
ท่ามกลางแรงปะทะที่สั่นสะเทือนพื้นลาน ผู้คนรอบข้างต่างผงะถอยด้วยความตื่นตระหนกและเงียบงันอีกครั้ง
เหยียนเส้าเจ๋อมองไปรอบๆ เห็นสายตาของเหล่าผู้อาวุโสก็ยิ่งโกรธจัดแต่ไม่อาจทำอะไรได้ ทำได้เพียงแค่กำหมัดแน่น
ดวงตาเต็มไปด้วยเพลิงแค้นลุกโชน ก่อนจะสบัดแขนเสื้อและก้าวเดินจากไปอย่างหงุดหงิด
ทิ้งไว้เพียงเงาหลังที่เต็มไปด้วยความพ่ายแพ้และความเคียดแค้นที่ระเบิดไม่ได้
ขณะเดียวกัน หวังฉีที่ยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆมาตลอดก็ได้เหลือบตามองหลงเซียวเหยาอย่างครุ่นคิด
ก่อนจะถอนหายใจออกมา พลางก้าวเท้าเข้ามาใกล้พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เอาเถอะ เจ้าชื่อหลงเซียวเหยาใช่หรือไม่?”
ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อยแล้วโค้งคำนับด้วยท่าทีเคารพ
“ขอรับ ข้าชื่อหลงเซียวเหยา”
หวังฉีมองเศษซากของลูกแก้วที่แตกกระจายบนพื้นอย่างเงียบงัน
สายตาของเขาลึกซึ้งดั่งมหาสมุทรที่ไร้ก้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมยิ่งขึ้น
“การทำให้ลูกแก้วแตกได้แบบนั้นแสดงว่าเจ้าต้องมีพลังบางอย่างที่ผิดแผกไปจากคนทั่วไป บางทีเจ้าอาจมีร่างศักดิ์สิทธิ์บางอย่างแฝงอยู่”
“งั้นก็ดี! เพื่อให้แน่ชัด เจ้าจงไปทดสอบกับเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงซะ ข้าจะได้รู้ด้วยตัวเองว่าเจ้ามีความสามารถระดับใด”
ชายหนุ่มพยักหน้าอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ
“เข้าใจแล้วขอรับ!”
จากนั้นหลงเซียวเหยาก็ก้าวเดินอย่างสง่าผ่าเผย มุ่งตรงไปยังเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงที่ยังคงตั้งตระหง่านอย่างเงียบสงบ
ขณะเดียวกัน ตัวของหลัวหยางเองที่ยืนอยู่ห่างออกไปก็แสยะยิ้มขึ้นในใจอย่างเงียบงัน
สายตาจ้องมองหลงเซียวเหยาด้วยแววลึกซึ้งที่ยากจะคาดเดาได้ ริมฝีปากขยับเบาๆคล้ายกำลังสนทนาอยู่กับตนเอง หากแต่ในความจริงแล้ว เป็นการส่งเสียงไปยังภายในจิตที่มีระบบสังหารโชคชะตาสถิตอยู่
“ท่านอาจารย์ระบบ”
“เห็นไหมล่ะ..”
“ไอ้หมอนี่น่าโดนฆ่าจริงๆ”
เสียงของระบบก็ดังตอบกลับมาในทันทีโดยไม่ต้องเว้นจังหวะ
【เออ ใช่เลย แล้วไหนมันยังเลือกจะไปนิกายเทียนหมิงอีก】
【ดีล่ะ ง่ายเลย แค่รอให้มันเติบโตอีกหน่อย แล้วค่อยหาจังหวะเหมาะๆจัดการมันให้สาสมซะเลย】
【ส่วนเศษเสี้ยวจิตวิญญาณระดับจักรพรรดิฟ้าดินที่อยู่ในแหวนของมัน.. หึหึ ของชั้นดีเชียวนะ】
คำพูดเหล่านั้นเปี่ยมไปด้วยนัยยะ ทำให้มุมปากของหลัวหยางยกขึ้นเล็กน้อย
ดวงตาของเขาเรืองรองเย็นชาอยู่ใต้เงาม่านผม สะท้อนประกายแสงที่ยากจะเข้าใจ
ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วน หลงเซียวเหยาได้ยกมือขึ้นอย่างสงบแล้วแตะปลายนิ้วลงไปยังเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิง
ท่วงท่าของเขาไม่ได้โอ้อวดหรือโอหัง ทว่าแฝงไว้ด้วยความมั่นใจอย่างเงียบงัน
นิ้วมือของเขาแตะลงบนพื้นผิวที่เย็นเฉียบของเสาศักดิ์สิทธิ์
และทันใดนั้น เหมือนกับมีบางสิ่งปลดล็อกกลไกสวรรค์ที่หลับใหลมานานนับพันปี
“ครืนนนนนนนนนนน!”
เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงเริ่มสั่นสะเทือนในทันที สั่นรุนแรงยิ่งกว่าครั้งก่อนหน้า
แผ่นพื้นบริเวณโดยรอบแตกออกเป็นวงกว้างราวกับรับแรงสั่นสะเทือนไม่ไหว ก่อนที่แสงสีรุ้งจะทะลักพวยพุ่งออกมาอย่างฉับพลัน
ระลอกคลื่นแห่งพลังเจิดจรัสแผ่กระจายออกไปรอบทิศ คล้ายมีมิติซ้อนกันกางออกจากศูนย์กลางและซ้อนทับกันนับไม่ถ้วน
ทุกคนที่อยู่ใกล้ต่างรู้สึกราวกับเวลาหยุดนิ่งในชั่วขณะ
หัวใจของพวกเขาเต้นช้าลง เลือดภายในร่างเย็นเฉียบ เสมือนถูกตอกตรึงไว้ด้วยอำนาจบางอย่างที่ไม่อาจเข้าใจได้
ประกายแสงนั้นยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น มันเริ่มควบแน่นรวมตัวเข้าด้วยกันตรงกลางของเสาเทียนหมิง ก่อนจะระเบิดพุ่งขึ้นฟ้าราวกับลูกศรที่ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้ แสงนั้นแทงทะลุชั้นเมฆที่ปกคลุมฟ้าเหนือเมืองจงหนานแล้วแตกกระจายออกเป็นสายลำแสงนับพันที่ตกกระทบ
สะท้อนกลับเข้ามาเป็นวงแหวนแห่งแสงที่ครอบคลุมพื้นที่หลายสิบลี้
“นะ.. นี่มัน.. ”
ชายชราหวังฉีอุทานขึ้นพร้อมกับสายตาที่เบิกกว้าง เขามองไปยังท้องฟ้าด้วยความตกตะลึงอันหาที่เปรียบมิได้
ก่อนที่ท่ามกลางปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่เหนือศีรษะ จะมีรูปร่างบางอย่างค่อยๆแหวกทะลุออกมาจากม่านแสงอันเจิดจรัส
บนท้องฟ้าเหนือเมืองจงหนาน มังกรศักดิ์สิทธิ์เก้าตัวที่มีขนาดนับสิบจั้งปรากฏขึ้นในท่วงท่าที่สง่างามยิ่งยวด
“โฮกกกกกกกกกกกกก!”
พวกมันแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางแสงสีรุ้งดุจเงาของวิญญาณจากยุคโบราณ เสียงคำรามของพวกมันก้องสะท้อนไปทั่วท้องนภาและแผ่สะเทือนไปยังพื้นดิน ทุกครั้งที่พวกมันเคลื่อนไหว อากาศก็คล้ายจะบิดเบี้ยวตามพลังของมัน
“กายาเก้ามังกรสวรรค์?!”
คำพูดที่สะท้านไปถึงหัวใจของทุกคนดังขึ้นพร้อมกันจากผู้อาวุโสหลากสำนัก ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้เห็นล้วนเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตะลึง
“มันคือกายาเก้ามังกรสวรรค์จริงๆ สุดยอดร่างศักดิ์สิทธิ์ที่บรรพชนกล่าวขานว่าบรรจบรวมพลังของมังกรสวรรค์โบราณทั้งเก้าเอาไว้!”
ผู้คนที่อยู่ในลานทดสอบในเวลานั้นแม้จะยืนอยู่ ก็ยังไม่อาจระงับความสั่นสะท้านในร่างกายของตนได้
บางคนถึงกับคุกเข่าลงอย่างไม่รู้ตัว ร่างกายอ่อนแรงราวกับกำลังแบกรับแรงกดดันจากสวรรค์โดยตรง
มังกรเก้าตัวที่ปรากฏอยู่กลางเวหามีแต่ความศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจละสายตาได้
พวกมันสอดประสานลวดลายของแสงออกจากกายาที่ส่องประกายทอง เงิน ม่วง น้ำเงิน เขียว ดำ ขาว แดงและฟ้าแต่ละตัวล้วนเปล่งพลังของธาตุสวรรค์อันเป็นต้นกำเนิดของธรรมชาติออกมาครบทั้งเก้า ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนที่สุดของการถือกำเนิดของกายาเก้ามังกรสวรรค์
ภายในสายตาของผู้คน ตอนนี้หลงเซียวเหยาได้ก้าวเข้าสู่ฐานะที่ไม่ต่างจากเทพเจ้าในบรรดาศิษย์คนรุ่นเดียวกัน
เพราะนับแต่วันนี้เป็นต้นไป จะไม่มีผู้ใดลบชื่อของเขาออกจากหน้าประวัติศาสตร์ของการคัดเลือกศิษย์ได้อีกต่อไป
“น่าสนใจ..”
หลัวหยางพอเห็นร่างศักดิ์สิทธิ์นี้ก็ยิ่งเกิดความละโมบขึ้น เลียริมฝีปากของตน ทำท่าทางไม่ต่างอะไรไปจากผู้เป็นอาจารย์ระบบเลยซักนิด
【เคี้ยก!เคี้ยก!เคี้ยก! โชคชะตาของมันน่าอร่อยจริงๆนั่นแหละ เพราะยิ่งสูงก็น่ากิน คิดว่างั้นไหมศิษย์รัก!】