คัมภีร์มารกระกางกลืนวิญญาณ

    [TDSS] ตอน 032 : ข้าฝันไป

    "ที่นี่ที่ไหนกัน" ถังเฟยหยางตื่นขึ้น สองมือนางคว้าไปที่ชายเสื้อบริเวณลำคอตามจิตสำนึก


    ห้วงความทรงจำสุดท้ายแม้ภาพจะเลือนราง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกสิ่งคล้ายจะยังแจ่มชัดในห้วงสำนึก


    แต่เมื่อนางมองไปโดยรอบ นางพบว่านางตื่นขึ้นมา ณ ห้องสะอาดสะอ้าน ซึ่งนับเป็นห้องพักชั้นดีและออกไปทางหรูหราด้วยซ้ำ


    นอกจากนั้นร่างกายนาง สิ่งที่ควรอยู่ก็อยู่ ไม่มีร่องรอยของการถูกข่มเหงใดๆ


    'หรือเมื่อคืนข้าฝันไป' ถังเฟยหยางคิดเช่นนี้ แต่พอนางเอี่ยวตัวมองไปทางโต๊ะเครื่องแป้งที่มีกระจกบานใหญ่ นางเห็นรอยแดงที่คอ ใช่แล้วนางไม่ได้ฝันไป และเมื่อคืนนางเกือบจะตายไปแล้วโดยฝีมือของซีถิง แต่มีใครคนหนึ่งช่วยนางเอาไว้


    "หน้ากากร่ำไห้" พอถังเฟยหยางพูดถึงคนผู้นี้ นางรีบส่งจิตไปที่แหวนมิติของตัวนาง


    หลายปีมานี่นางมักเป็นคนคิดอะไรในแง่ร้ายเอาไว้ก่อน


    หรือว่าบุรุษหน้ากากร่ำไห้วางแผนการบางอย่างไว้และใช้นางเป็นหมาก การมอบ 'บงกชเจ็ดสีอายุ 500 ปี' เป็นเพียงอุบายอย่างหนึ่งเพื่อเรียกความสนใจของผู้คน


    เมื่อเขาสร้างภาพลักษณ์โดดเด่นได้ในตลาดมืด สุดท้ายเขาก็มาตามเก็บของของตัวเองกลับคืน


    แต่ดูท่าความคิดของถังเฟยหยางคล้ายใช้จิตคนชั่วดูหมิ่นคนดี


    ในแหวนมิติของนาง 'บงกชเจ็ดสีอายุ 500 ปี' ที่ถูกผนึกสรรพคุณไว้ด้วยศาสตร์โอสถชั้นสูง ยังคงล่องลอยในแหวนมิติของนางอย่างเด่นชัด


    และนี่...


    ทำให้หัวใจของถังเฟยหยางอยู่ๆ คล้ายบีบรัดและเต้นแรงขึ้น


    นางไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อนตลอดชีวิต จนถึงวันนี้ วันที่นางมีอายุ 42 ปี อายุ 42 ปีนั้นหากเป็นมนุษย์ทั่วไปคงนับว่ามาก


    แต่สำหรับนางเซียนขาววิหคเหินที่แก่นพลังบาดเจ็บ จนทำให้ฐานการบ่มเพาะตกลงไม่นับว่ามากอะไร นั่นเพราะอายุขัยของนางนั้นอย่างน้อยๆ ก็อยู่ได้ถึง 120 ปี กว่าความชราจะเริ่มปรากฏก็ช่วงอายุ 95 หรือ 96 ปี ที่เป็นเช่นนี้เพราะฐานการบ่มเพาะของนางคือ ระดับ [4] ตราสัญลักษณ์ขั้นลึกล้ำ [5] หากนางไม่แก่นพลังบาดเจ็บ ตอนนี้นางอาจจะเป็นผู้บ่มเพาะระดับ [5] รวมจิตวิญญาณ ซึ่งสามารถมีอายุ 150 ปี กว่าจะเริ่มแก่ชราก็อายุ 120 ปี


    และเมื่อเวลาผ่านช่วงชีวิตมาเนิ่นนาน นางพึงเคยพบเจอผู้ชายแบบนี้ ผู้ชายที่ทำสิ่งใดเพื่อคนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน นางถามตัวเองซ้ำๆ ในโลกมีผู้ชายเช่นนี้จริงหรือ


    และเหตุใดเขาต้องทำดีกับข้า


    เหตุใดเขาจึงมาช่วยชีวิตข้าได้


    ในหัวของถังเฟยหยางมีคำถามเหล่านี้ปรากฏในหัวไม่หยุด


    นอกจากนั้นในอึดใจหนึ่งนางพบว่า...


    !พรวด


    ถังเฟยหยางรีบลุกขึ้นสำรวจห้อง นางอยากรู้ว่าชายหน้ากากร่ำไห้ยังอยู่ที่นี่รึเปล่า


    ห้องนี้แม้ใหญ่พอสมควร แต่นางก็พบว่าไม่มีร่องรอยของคนอื่นอาศัยห้องนี้ร่วมกับนางเลย และเมื่อนางเปิดประตูห้องออกไป ก็เห็นบานประตูเรียงต่อกันเป็นทางยาว หน้าประตูต่างมีหมายเลขอยู่


    นางรับรู้ว่านางพักอยู่ ณ โรงแรมสักแห่งหนึ่ง


    ถังเฟยหยางรีบเดินเร็ว จนไปถึงฝ่ายต้อนรับ


    นางรีบถามถึงคนที่พานางมาที่นี่


    สิ่งที่นางได้รับคำตอบคือ ชายคนนั้นส่งนางไปถึงห้องเขาก็กลับออกไปทันที


    อาจจะเพราะเขาสวมหน้ากากจึงทำให้เป็นที่จดจำ และเพราะโรงแรมนี้ก็นับเป็นโรงแรมระดับสูงแม้จะอยู่บนพื้นที่รอบนอกก็ตาม แต่มันเป็นโรงแรมพักตากอากาศ จึงมาตั้งอยู่ที่นี่เพื่อรับวิวป่าเขา ด้วยความพวกเขาเป็นโรงแรมระดับสูง ดังนั้นพวกเขาก็ยอมไม่ปล่อยปละเรื่องการพาหญิงสาวมาขืนใจ หากมีเหตุการณ์เช่นนี้โรงแรมก็คงเสียหาย ดังนั้นตั้งแต่หลี่เค่อพานางมาที่นี่จนถึงช่วงเขากลับออกไปแทบมีคนอยู่ด้วยกับหลี่เค่อเกือบตลอด


    นอกจากนั้นการวางเงินจำนวนมากเป็นสินน้ำใจให้พนักงานหญิงเช็ดตัวให้ถังเฟยหยางก็ยิ่งสร้างความประทับใจให้ผู้คนที่ทำงานที่นี่ขึ้นไปอีก


    ใต้หน้ากากจำแลงนางเซียนขาววิหคเหินให้เป็นหญิงใบหน้าสามัญ


    ตอนนี้นางเซียนขาววิหคเหินแก้มแดงก่ำอย่างที่ไม่เคยเป็น


    นางคิดอะไรอยู่กัน?


    ...


    บนห้องชั้นบนสุดของโรงแรม หลี่เค่อมองทอดลงมาและเขาเห็นถังเฟยหยาง ก้าวกระโดดดุจหงส์เหินนภาจากไป


    "แคร๊ะ แคร๊ะ" หลี่เค่อไอแรง ใต้หน้ากากโลหิตรินไหล


    นี่คือความเจ็บปวดที่หลี่เค่อต้องแบกรับจากการที่ร่างกายมากเกินไป จนร่างกายไม่อาจจะแบกรับอำนาจจิตของตัวเองได้


    หากให้พูดกันตรงๆ ตอนนี้ อำนาจจิตของหลี่เค่อที่ได้จากการดูดซับดวงวิญญาณป่าดำ มันกำลังบีบบังคับให้หลี่เค่อทะลวงระดับของผู้ใช้เวทย์


    แต่ปัญหาคือร่างกายของหลี่เค่อคล้ายมีมลทิน ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อาจจะสามารถบรรลุวิถีแห่งผู้ฝึกปราณหลอมกายได้เสียที


    และเมื่อภาชนะและจิตในร่างต่างกันเกินไปจนไม่สมดุล จึงเป็นผลให้ทุกครั้งที่หลี่เค่อใช้พลังจิตจำนวนมาก กายเนื้อเริ่มไม่อาจจะแบกรับพลัง


    เมื่อวานนี้อาจจะดูเหมือนหลี่เค่อไม่ได้ทำอะไร แต่อย่าลืมว่าเขาฆ่าคนไปมากมาย และสำแดงพลังจิตของตัวเองอย่างต่อเนื่อง


    ทั้งยังมีการแปรพลังจิตสู่พลังเวทย์สร้างโลกแห่งสำนึกหลายครั้ง


    แต่ที่แย่ที่สุดคือการพาถังเฟยหยางหนี


    เขาต้องวิ่งก้าวให้เร็ว และร่างของหลี่เค่อที่เป็นมนุษย์ธรรมดาจะวิ่งในป่าได้เร็วเหรอ ก็ย่อมไม่ ดังนั้นพลังจิตจึงเป็นตัวช่วยในการรีดเค้นศักยภาพพิเศษออก


    แต่นั่นก็ทำให้ตอนนี้หลี่เค่อภายในบอบช้ำหนัก


    "ดูท่าข้าต้องเร่งการบ่มเพาะแล้ว ข้ามีเวลาเหลือน้อยกว่าที่คิด อั๊ก" หลี่เค่อกระอักเลือดอีกครั้ง แต่เขาก็มีสายตาอบอุ่นเมื่อมองถังเฟยหยางจากไป สำหรับหลี่เค่อ เขาคิดว่าตัวเองคงไม่ได้เจอนางอีก


    หลี่เค่อลุกจากโซฟานั่ง ได้เวลาที่เขาจะต้องออกจากที่แห่งนี้แล้วเหมือนกัน


    ความเจ็บปวดภายในอาจจะทรมาน แต่หลี่เค่อเดินราวกับร่างกายไม่เคยเจ็บปวยได้


    ...


    สายวันเสียหน่อยเวลาราวแปดเก้าโมง


    หลี่เค่อวันนี้ดูอิดโรยและแก่ชราขึ้นไปอีก เขาก้าวช้าเดินผ่านตรอกต่างๆ ขึ้นรถสาธารณะเช่นคนอื่นๆ แม้ ที่ 'มหานครต้นไม้แห่งชีวิต' จะได้ชื่อว่าเป็นจุดศูนย์รวมของผู้บ่มเพาะของดินแดนแห่งนี้ แต่ผู้คน 9 ใน 10 ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นคนธรรมดา


    นั่นเพราะในโลกใบนี้คนธรรมดา ระดับ [1] หลอมกายหรือวิถีผู้ใช้เวทย์ระดับ [1] คำนึกสายหมอก พวกเขาถูกนับให้เป็นชนชั้นเดียวกัน


    ไม่อาจจะนับเป็นผู้บ่มเพาะ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีมากที่สุดใน 'มหานครต้นไม้แห่งชีวิต'


    นั่นทำให้ยามเช้าตรู่หลี่เค่อได้เห็นภาพที่แปลกต่างจากโลกใบเดิมของเขาไปบ้าง เช่นคนแบกถังข้าวใหญ่ขึ้นไหล่สองข้าง


    คนทำข้าวต้มที่มีทักษะตักอาหารที่รวดเร็วจนแทบมองตามไม่ทันด้วยสายตาคนธรรมดา


    เมื่อเห็นภาพเหล่านี้ทำให้หลี่เค่อรับรู้ว่าเหล่าผู้บ่มเพาะระดับต่ำพวกเขาก็มีวิถีที่เรียบง่ายของตัวเองเช่นคนธรรมดา


    ทุกคนไม่ได้ที่จะชอบออกไปเสี่ยงชีวิตล่าอสูรปีศาจที่ประตูนรกหรือพื้นที่ชายแดน แต่ทำมาหากินเยี่ยงคนธรรมดา


    พอเห็นแบบนี้หลี่เค่อเห็นความสวยงามของวิถีชีวิตมนุษย์รูปแบบเก่าๆ ที่คุ้นเคย


    ดูนั่นบิดาคนหนึ่งยากจน ไม่มีเงินให้ลูกชายนั่งรถไปเรียน เขากับถือโอกาสนี้ฝึกฝน แบบลูกชายขึ้นหลังวิ่งเร็วกว่ารถเสียอีก


    ภาพแปลกๆ แบบนี้ทำให้หลี่เค่ออดจ้องมองไม่ได้


    และเมื่อหลี่เค่อลงรถ เขาพยายามเดินเลี่ยงผู้คนที่วุ่นวายยามเช้า


    แต่ช่างน่าเหลือเชื่อ


    ตอนนี้ตรงหน้าเขากลับพบ...


    "ท่านปรมาจารย์โปรดเมตตารับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถอะเจ้าคะ"


    หลี่เค่อมองไปที่เฉินรุ่ยฟาง


    เขาเห็นความพยายามของหญิงสาวผู้นี้ ดูเหมือนนางจะมีวิธีการติดตามตัวเขาจากอะไรบางอย่าง นางจึงสามารถมายืนดักรอเขาที่นี่ได้


    แต่หลี่เค่อไม่ใส่ใจ ในความคิดของเขายังเป็นเช่นเดิม


    วิถีการฝึกตนของเขาดุจเทพมารเจ้าปีศาจ เขาไม่ต้องการสร้างคนแบบเขาขึ้นมาในโลกใบนี้อีก


    ดังนั้นหลี่เค่อจึงเดินผ่านหญิงสาวใบหน้าน่ารักดุจตุ๊กตากระเบื้องเคลือบผู้นี้อย่างไม่ไยดี


    ไม่สนใจเสียงที่สั่นไหวของนาง

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์มารกระกางกลืนวิญญาณ ที่คุณอ่าน