ตอนบ่ายหนิงเฟิ่งให้เ้าหนูโก่วเซิ่งเก็บข้าวของอยู่ที่บ้าน ส่วนเธอก็มาเกี่ยวหญ้าเพื่อนำไปทำหลังคาอยู่บนเนินเขาไม่ไกล หญ้าที่นี่สูงจนเกือบจะท่วมหัว ไม่ว่าชาวบ้านจะมาตัดไปบ่อยแค่ไหนก็ไม่หมด
หนิงเฟิ่งแบกมัดหญ้าอันใหญ่ลงจากเขาทีละ 2 มัด หากผู้ใดมาพบก็คงไม่เชื่อว่าผู้หญิงจะแรงเยอะได้ขนาดนี้
พอแบกหญ้ารอบสุดท้ายลงมาจึงเห็นว่าเ้าหนูน้อยกำลังพูดคุยกับคนผู้หนึ่งอยู่
“แม่ พี่กงไห่เอาเนื้อกระต่ายมาให้เราด้วยแหละ” เ้าหนูหันมาบอกแม่ด้วยรอยยิ้มสดใส
เด็กหนุ่มหน้าตาธรรมดามีนามว่า กงไห่ อายุน่าจะอยู่ใน่ 15-16 ปี ใส่ชุดผ้าหยาบมีรอยปักชุนอยู่หลายจุด เขามีรูปร่างผอมบางแต่ก็ดูกระฉับกระเฉง สีผิวดูเข้มยิ่งกว่าเ้าหนูโก่วเซิ่ง
กงไห่กำลังพิจารณาหนิงเฟิ่งเงียบๆ ไม่พูดไม่จา สายตาแสดงออกว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเธอมากนัก หนิงเฟิ่งไม่ได้สนใจปฏิกิริยาอย่างนั้นของเขา ทำเพียงปฏิเสธความหวังดี
“บ้านข้ามีเนื้อกินแล้ว เ้าเอากลับไปเถอะ”
“ข้านำมาให้โก่วเซิ่ง ไม่ได้ให้ท่านเสียหน่อย” กงไห่กล่าวอย่างไม่ยอม
“พี่กงไห่ แม่ข้าล่าไก่ป่ากับกระต่ายมาได้ ข้ามีเนื้อกินเยอะแยะเลยนะ” หนิงโก่วเซิ่งไว้ใจกงไห่มาก กงไห่และกงต๋าใจดีกับเขา ่ที่แม่ไม่ใส่ใจเขา นอกจากป้าโจวก็มีพี่กงไห่และกงต๋านี่แหละที่ชอบนำอาหารมาให้บ่อยๆ
กงไห่ทำหน้าไม่เชื่อ หญิงนางนี้ชอบทำตัวเหยาะแหยะ วันๆ เอาแต่ห่วงสวย ลูกเต้าไม่ใส่ใจ จะสามารถล่าสัตว์ได้ยังไงกัน?
พอเห็นอย่างนั้น เ้าหนูน้อยก็ยอมไม่ได้ที่มีคนไม่เชื่อคำพูด รีบจูงมือพากงไห่ไปดูไก่กับกระต่ายที่อยู่หลังบ้าน
“นี่ไง! นี่กระต่ายของข้า นี่ไก่ของข้า แม่ข้าล่ามาได้หมดเลย”
“จริงหรือ” กงไห่ถามย้ำด้วยความไม่อยากเชื่อ แม่ของเ้าหนูมีความสามารถล่าสัตว์ขนาดนี้เลยหรือ?
“อื้อ! ที่จริงแม่ข้าได้มา 6 ตัว แต่เอาไปขายแล้ว 2 ตัว” หนิงเฟิ่งที่เดินมาตามหลังแอบหัวเราะก็ความช่างอวดของเ้าหนู
ช่างเป็การโอ้อวดที่น่ารักเสียจริง
กงไห่หันมาหาหนิงเฟิ่งด้วยสายตาเป็ประกาย ลืมเลือนความไม่ชอบใจในตัวแม่ของโก่วเซิ่งไปหมดสิ้น หากจะขอเรียนการล่าสัตว์จากนางได้หรือเปล่านะ?
กงไห่ดำรงชีพด้วยการตัดฟืนขาย แต่พอมีความรู้ในการทำบ่วงดักสัตว์เลยล่ากระต่ายป่ามาได้บ่อยๆ ทำให้พอมีเงินนำไปซื้อยาให้แก่น้องชายได้บ้าง
กงต๋าร่างกายอ่อนแอั้แ่เด็ก เพราะแม่คลอดเขาก่อนกำหนด วันที่กงต๋าเกิดคือวันที่แม่จากโลกนี้ไป ไม่นานจากนั้นพ่อที่เสียใจจนไม่สนใจลูกก็ตามแม่ไปติดๆ เขาที่เพิ่งอายุ 12 ปี ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงดูน้องคนเดียว กงต๋าป่วยออดๆ แอดๆ ต้องมีคนดูแล ทำให้เขาไม่สามารถเข้าไปหางานทำในเมืองได้จึงอาศัยการตัดฟืนขายั้แ่นั้น
เดิมยังพอถูๆ ไถๆ มาได้ แต่่นี้อาการของกงต๋าไม่ค่อยดี ท่านหมอเขียนยาเพิ่มให้อีกหลายอย่าง รายได้ในแต่ละวันแทบจะหมดไปกับค่ายาจนหมด เขาจึงต้องหาวิธีหาเงินเพิ่ม
“มีอะไร?” เห็นสายตาแปลกๆ ของเด็กหนุ่ม หนิงเฟิ่งจึงเอ่ยถาม
“เอ่อ ท่าน...ช่วยสอนข้าล่าสัตว์ได้หรือไม่” กล่าวไปเขาก็กระดากปาก ด้วยก่อนหน้าตนปรามาสแม่ของโก่วเซิ่งมาตลอด แต่ครั้งนี้กลับมาขอความช่วยเหลือซะนี่
“อยากล่าสัตว์?”
“ขอรับ”
หนิงเฟิ่งไม่ได้ตอบรับ แต่เบนหน้าไปทางเ้าหนูแทน เห็นลูกชายพยักหน้าเร็วปานไก่จิกก็รู้ว่าเขาคงอยากให้ตนช่วยเด็กผู้นี้
“แม่ ก่อนหน้าพี่กงไห่เคยให้เนื้อกระต่ายกับข้าด้วยนะ”
“อื้อ ข้าจะช่วยสอน” เห็นแก่ความดีที่เคยช่วยลูกชายของเธอไว้หรอก
“ขอบคุณท่านน้าขอรับ!”
“พรุ่งนี้ข้าจะเข้าป่าลึกล่าสัตว์ ไปไหม?”
เด็กหนุ่มใช้ความคิดอย่างหนัก เข้าป่าลึกต้องไปเป็วันไม่ก็หลายวัน แล้วใครจะดูแลกงต๋า “โก่วเซิ่งไปหรือไม่?”
“ไปสิๆ แม่ให้ข้าไปด้วย พี่กงไห่ ท่านก็เอากงต๋าไปด้วยสิ” เ้าหนูกล่าวชักชวน หากกงต๋าไปเขาจะได้มีเพื่อน
“กงต๋าไม่สบาย ป่วยมาหลายวันแล้ว”
เ้าหนูโก่วเซิ่งทำหน้าปวดใจ หันไปถามแม่ของตน “แม่ ช่วยกงต๋าได้หรือไม่?”
หนิงเฟิ่งในตอนนี้คงดูเก่งกาจไปทุกเื่ในสายตาเ้าหนูไปแล้ว เขามองเธอด้วยสายตาคาดหวัง หนิงเฟิ่งไม่อยากปฏิเสธแต่สุดท้ายก็ต้องส่ายหน้า “แม่ไม่มีความรู้เื่การแพทย์”
ชาติก่อนต้องอยู่กลางดินกลางทรายบ่อยๆ หนิงเฟิ่งพอรู้จักพืชพื้นๆ ในป่าบางชนิดที่นำมาใช้เป็ยาห้ามเืหรือยาพิษบ้าง แต่เธอไม่มีความสามารถไปตรวจดูได้ว่ากงต๋าที่ลูกชายเอ่ยถึงเป็อะไรและควรกินยาชนิดใด
ใบหน้าเ้าหนูสลดลง เขาออกอาการมากกว่ากงไห่ที่เป็พี่ชายเสียอีก หนิงเฟิ่งจึงหาถ้อยคำมาเอ่ยปลอบ “พรุ่งนี้ก็ไปแต่เช้า ล่าสัตว์ได้แล้วก็รีบออกมาเลย ไม่ต้องค้างคืน”
“ได้ๆ พี่กงไห่ แบบนี้ได้ไหม?”
กงไห่พยักหน้า “ได้!”
หนิงเฟิ่งสอนเด็กกงไห่ทำหน้าไม้อยู่พักหนึ่ง มันใช้ล่าสัตว์เล็กอย่างกระต่ายและไก่ป่าได้ แต่พวกหมูป่าจะมีหนังที่หนา ลูกดอกแบบไม้ยิงไปแทบไม่สะกิดผิว เธอเลยคิดจะใช้การทำหลุมดักสัตว์แทน
กงไห่อยู่ได้ไม่นานนักเพราะใกล้ถึงเวลากินยาของน้องชายแล้ว ก่อนที่เด็กหนุ่มจะไป หนิงเฟิ่งกำชับให้พรุ่งนี้เขาพากงต๋ามานอนพักที่บ้านของเธอ
แม้จะไม่เข้าใจแต่กงไห่ก็รับคำแข็งขัน บ้านของโก่วเซิ่งแม้จะผุพังแต่ก็ยังดีกว่าบ้านของเขา ให้กงต๋ามานอนที่นี่อาจจะสบายขึ้น
เช้ามาหนิงเฟิ่งก็จัดการแต่งตัวให้ลูกชาย เ้าเด็กหัวโตไม่ยอมใส่ชุดใหม่ คัดค้านกับเธออยู่นานสองนานจนกระทั่งกงไห่แบกกงต๋ามาถึงบ้าน
หนิงเฟิ่งมองเ้าหนูหน้ามึนดุๆ มีชุดใหม่แทนที่จะใส่ มากลัวชุดเปื้อนซะนี่ เ้าเด็กนี่คิดว่าเธอจะซื้อเสื้อผ้าให้เขาชุดเดียวหรือไง?
หนิงโก่วเซิ่งกอดชุดใหม่ไว้ในอก นี่ชุดที่แม่ซื้อให้นะ หากไปเกี่ยวกับกิ่งไม้ขาดทำยังไง
ให้ตายเขาก็ยังไม่ใส่หรอก
หญิงสาวถอนหายใจ “ไม่ใส่ก็ไม่ใส่ เดินมานี่ก่อน แม่จะรวบผมให้” กวักมือเรียกเ้าหนูเข้ามา จากนั้นจึงหันไปเอ่ยกับกงไห่ที่แบกน้องชายตัวผอมแห้งซึ่งกำลังถูกฤทธิ์ไข้เล่นงานจนหน้าแดงแจ๋เบาๆ “เ้าเอาน้องชายไปนอนลงเตียงข้า เขากินยาแล้วหรือยัง?”
“ข้าให้เขากินก่อนมาแล้วขอรับ”
“อืม” ดูแล้วเ้าหนูกงต๋าอาการหนักพอควร หนิงเฟิ่งแตะหน้าผากที่ร้อนปานไฟของเขา ตัวร้อนขนาดนี้อย่างไรก็ต้องเช็ดตัวระบายความร้อนหน่อย “เช็ดตัวให้เขาก่อนค่อยเดินทาง บนเตามีน้ำอุ่นอยู่ เ้าไปจัดการซะ”
กงไห่รับคำ เ้าหนูที่ยอมเดินเข้ามาใกล้มารดาถามด้วยความเป็กังวล “แม่ กงต๋าเป็หนักเลยหรือ?”
“เช็ดตัวก็ดีขึ้นแล้ว กงต๋าเพิ่งกินยาไปเดี๋ยวก็ออกฤทธิ์”
หนิงโก่วเซิ่งคิดหนัก ขมวดคิ้วจนเป็ปม “หรือข้าจะอยู่เฝ้าเขาดี เวลากงต๋าตื่นจะได้ไม่กลัว”
“หืม ไม่ไปแล้ว? ”
“อื้อ คนป่วยต้องมีคนเฝ้าไข้นะ” เขาเคยป่วยครั้งหนึ่ง แค่จะลุกไปกินน้ำยังลำบากเลย แม่ก็ไม่สนใจเขาอีกต่างหาก เ้าหนูคิดไปก็รู้สึกเศร้าระทมไป
“งั้นก็ได้ แม่จะรีบไปรีบกลับ”
เ้าหนูน้อยเอียงคอถาม “จริงนะ?”
“อือ!”
“ถึงไม่ได้สัตว์ป่า วันนี้ก็ต้องออกมานะ”
“อื้อ!” เ้าเด็กคนนี้ กลัวเธอไม่กลับมาขนาดนั้นรึไง?
เมื่อกงไห่เอายกชามน้ำอุ่นเข้ามาในห้อง หนิงเฟิ่งจึงออกไปข้างนอก เ้าหนูน้อยหยิบชุดใหม่แล่นฉิวไปในห้องครัว โผล่หน้ามาอีกทีหนิงเฟิ่งก็เห็นลูกชายสวมชุดสีน้ำเงินใหม่เอี่ยมมาอวดแล้ว
“ข้าหล่อหรือไม่” หนูน้อยโก่วเซิ่งแอ่นไปแอ่นมาต่อหน้าแม่ของตน
“อือ น่ารักดี”
รอยยิ้มกว้างหุบฉับพลัน “แม่ ข้าบอกว่าอย่าชมข้าว่าน่ารักไงล่ะ” เขาเป็ผู้ชายนะ น่ารักเอาไว้ชมผู้หญิงต่างหาก!
“เ้าหนูน่ารัก”
“หล่อ!”
“น่ารัก!”
“แม่ ข้าเป็ลูกท่านนะ!”
หนิงเฟิ่งหลุดขำให้กับใบหน้าบึ้งตึงของเ้าหนูโก่วเซิ่ง เธอเอื้อมมือไปจับแก้มทั้งสองข้างของลูกชายแล้วขยับไปมาด้วยความมันเขี้ยว “เ้าเป็ลูกแม่ก็ถูกแล้ว หรือเ้าคิดว่าตัวเองออกมาจากกระบอกไม้ไผ่?”
“อ้า! แก้มข้า"