“หากวันนี้บ่าวของสกุลเรายังตามหาเย่วซินของข้าไม่พบ วันพรุ่งนี้ให้เจ้าไปจ้างวานบุรุษในเมืองให้ได้มากที่สุด ปูพรมค้นหานาง เบี้ยหวัดอย่าได้ห่วง ข้าจะเป็นผู้จ่ายให้ทั้งหมด!!”
“ขอรับ” อาไฉ่รับคำพร้อมกับกล่าวถึงเรื่องที่เขายังสงสัย แม้ใจลังเลว่าที่ตนเห็นจะเป็นบ่าวของคุณหนูหรือไม่แต่เขาตัดสินใจที่จะพูด “คุณชายขอรับ เมื่อคืนนี้บ่าวเห็นเสี่ยวเม่าไปยืนลับๆ ล่อๆ ตรงหน้าต่างด้านหลังของห้องหอขอรับ” สถานที่ตรงนั้นเป็นต้นไม้พุ่มและเขาบังเอิญจะไปหาที่ปลดเบา นอกจากจะไม่ได้ปลดเบาแล้วเขายังแอบมองเสี่ยวเม่าอยู่ตรงนั้นจนทนไม่ไหว
ขวับ!! เสิ่นซัวหยางมองบ่าวชายพร้อมกับถาม “นางไปทำสิ่งใด”
“ไม่ทราบขอรับ เมื่อคืนนี้ในยาม 01.20 บ่าวกำลังจะเดินอ้อมไปทางด้านหลังเพื่อปลดเบาแต่กลับเห็นเสี่ยวเม่ายืนแอบอยู่ตรงนั้น พร้อมกับสนทนากับอาลี่”
ในความไม่เข้าใจว่าเหตุใดบ่าวของเย่วซินจึงไปยืนอยู่ตรงนั้นทั้งๆ ที่สตรีในห้องหอมิใช่…เย่วซิน!! มือแกร่งล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบผ้าเช็ดหน้าหอมกลิ่นกายของสตรีในดวงใจขึ้นมาสูดดม ความเมามายเมื่อคืนบวกกับความมืดในห้องหอทำให้เขาเห็นสตรีใต้ร่างไม่ชัดเจน การแสดงออกในยามนั้นนอกจากคำรักที่เขาพร่ำบอกกับเย่วซินก็ยังไม่ถูกต้อง ทั้งๆ ที่ใต้ร่างคือซือหลิวเยี่ยน ‘แต่ถ้าใต้ร่างคือซือหลิวเยี่ยนจริง เหตุใดเช้านี้นางจึงไม่ต่อว่าเขาที่เอาแต่พร่ำพูดคำรักให้กับสตรีอื่น?’ “ข้าคิดว่ากลิ่นผ้าเช็ดหน้าผืนนี้น่าจะเป็นกลิ่นเดียวกันกับสตรีในห้องหอไม่ผิดแน่” แต่คิดอย่างไรมันก็ไม่มีทางเป็นไปได้ “ข้ายังไม่เข้าใจว่าเสี่ยวเม่าไปยืนทำสิ่งใดตรงนั้น เจ้าแน่ใจนะว่าเจ้ามิได้ตาฝาด”
“บ่าวมิได้ทานสุราสักอึกนะขอรับ” จะบอกว่าเพราะมัวแต่พยุงร่างคุณชายของตนที่เมามายพร่ำเพ้อก็คงไม่ผิด อีกทั้งเมื่อคืนนั้นหลังจากที่แอบมองสองสาวใช้นานเข้าจนทนไม่ไหวและหนีไปปลดเบาที่อื่น กลับมาอีกครั้งคือสองสาวใช้ก็ได้หายไปจากสายตาเสียแล้ว เขาจึงกลับไปพักยังเรือนของตนเมื่อคืนวสันต์ของคุณชายจบลง
“…” เรื่องนี้มีบางสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ‘อะไรบางอย่างบอกเขาว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา ก่อนเย่วซินจะจากไปต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ จะบอกว่าเสี่ยวเม่าไปแอบฟังเขากับซือหลิวเยี่ยนร่วมรักกันแล้วนำไปบอกเย่วซินจนนางเสียใจ หนีออกไปจากจวนก็ไม่น่าจะใช่’ ในเมื่อเรื่องเข้าหอเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต่างก็รู้อยู่แล้วว่ามันต้องเกิดเรื่องดีงาม แล้วยิ่งสาวใช้ทั้งสองฝ่ายมิได้สนิทสนมกันถึงเพียงนั้น จะอยู่ด้วยกันยิ่งเป็นไปไม่ได้ “ข้าควรต้องทำอะไรสักอย่าง” เพื่อพิสูจน์ความสงสัยของตัวเอง
คืนนั้น
ในห้องนอนของเสิ่นซัวหยางที่ยามนี้เขากำลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวจะชำระล้างร่างกาย เสียงในส่วนของห้องทางด้านหลัง (มีฉากกั้นสูงจรอดเพดานแยกเป็นห้องน้ำ) ยืนยันชัดเจนว่าซือหลิวเยี่ยนกำลังนั่งแช่อยู่ในนั้นโดยมีสาวใช้อย่างอาลี่อยู่ร่วมด้วย เสียงพูดคุยราวกับซุบซิบมิได้ทำให้เขาสนใจมากไปกว่าการสวมเพียงเสื้อคลุมแล้วก้าวเข้าไปสั่งการ “อาลี่เจ้าออกไปก่อน”
สาวใช้ร่างอวบสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบถอยออกจากอ่างน้ำที่มีคุณหนูของตนเปลือยเปล่าแช่อยู่ในถัง นางลอบยิ้มใส่คุณหนูและเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
ด้านซือหลิวเยี่ยนที่แสร้งทำท่าเอียงอาย รีบยกมือขึ้นปกปิดอกขาวสล้าง “ท่านพี่”
สวบสาบๆ (เสียงถอดชุดคลุมและรองเท้า) “วันนี้พี่จะร่วมอาบน้ำกับเจ้า ฮูหยินรักอย่าอายไปเล่า อย่างไรเสียคืนนี้เจ้าก็ไม่รอด” ร่างแกร่งเปลือยเปล่าก้าวขาลงไปในอ่างน้ำ สายตาคมกริบมองฮูหยินไม่วางตา เขาเห็นนางจดจ้องส่วนกลางกายของเขาด้วยดวงตาวาววาม ลึกๆ ในใจพลันหวนคิดไปถึงคืนวสันต์…เท่าที่จำได้ขึ้นใจคือเรื่องกลิ่นกายประจำตัวของสตรีใต้ร่างและการกัดผิวกายเนียนนุ่มจนทั่ว ไม่เว้นแม้แต่เรียวขาขาว!! “มาเถอะ มาใกล้ๆ พี่”
จ๋อมๆ เสียงแหวกน้ำในถังขนาดใหญ่ คล้ายเสนอตัวใกล้ชิดบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นสามีจนร่างเปลือยของนางไหลไปนั่งคร่อมอยู่บนตักแกร่ง นางกอดรัดเสิ่นซัวหยางพลางร่อนช่วงเอวอย่างลืมตัว ริมฝีปากบางขบกันคล้ายเชิญชวนให้ร่วมรัก แต่นอกจากเสิ่นซัวหยางจะนิ่งมองนางแล้ว อีกฝ่ายยังใช้มือหยาบนั้นบีบเต้าอวบอย่างแรง “อ๊า!!”
ความไม่คุ้นชินตรงฝ่ามือบ่งบอกได้ว่า ‘ความรู้สึกนี้มันก้ำกึ่ง คล้ายไม่ใช่ความรู้สึกที่เขาสัมผัสได้เมื่อคืน แต่เพื่อความแน่ใจ หลังจากอาบน้ำแล้ว…เขาต้องทำอะไรบางอย่าง?’ ซ่าๆๆ เสิ่นซัวหยางอุ้มร่างของสตรีผิวขาวขึ้นมาจากอ่างในท่วงท่าที่นางใช้สองขาเกี่ยวรอบเอวของเขาเอาไว้ ดวงตาบุรุษมิได้มีความพิศวาสหรืออารมณ์กำหนัดปะปนอยู่สักนิด ที่หลงเหลือในตอนนี้มีเพียงความสงสัย ‘เหตุใดสตรีในห้องหออย่างซือหลิวเยี่ยน จึงดูช่ำชองราวกับสตรีในหอคณิกา?’
พรึ่บ!! กายบางถูกพาขึ้นไปนอนบนเตียงที่ใช้เป็นสถานที่ร่วมรักเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ในความแตกต่างของยามนี้คือแสงไฟจากตะเกียงส่องสว่างให้เขาได้มองนางใต้ร่างจนถ้วนทั่ว ตั้งแต่ช่วงเอวของสตรีที่ขึ้นชื่อว่าเป็นฮูหยินเลื่อนต่ำลงมายังช่องทางรักเปิดอ้ากว้าง เขามิได้มองเพราะอยาก…แต่เขากำลังสำรวจว่าเหตุใด นางถึงไม่มีรอยกัด ยกเว้นตรงเนินอกที่มีรอยสีแดงจางๆ สองสามรอย หนำซ้ำตรงช่วงขาขาวสองข้างที่แม้จะเมามายแต่เขาจำได้ว่าเขาทั้งกัดทั้งเลียมัน ไม่น่าจะต่ำกว่าสิบรอย!! ในความสับสนของตนยามนี้กำลังเข้าใจไปว่า คนเมาย่อมขาดสติและมักจะเผลอออกแรงหนักๆ แม้จะจำเหตุการณ์ได้ไม่หมด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะลืมความรู้สึกนึกคิดไปเสียสิ้น!!
“ท่านพี่ อย่ามองข้านานเช่นนั้นเจ้าค่ะ ข้าอาย” กระถดช่วงล่างเข้าหากายแกร่งบุรุษ “หากท่านพี่ต้องการข้ายามนี้ แม้จะยังเจ็บช่องทาง แต่ข้าก็จะทนเจ้าค่ะ มาเถิดอย่าชักช้าเลย”