ในเมืองยุทธภพตอนนี้เต็มด้วยผู้เล่นมากมายที่เข้ามาในเมืองเพื่อหลบฉากการต่อสู้ของกิลด์และสมาพันธ์ที่เคลียร์กันไม่ลงตัวว่าใครขโมยไอเท็มของใครไปกันแน่ทำให้พื้นที่ภายนอกแทบจะทั่วระแหงเกิดสงครามขึ้นอย่างดุเดือดผู้เล่นอิสระไร้สังกัดทำได้เพียงหลบอยู่ในเมืองนึกแค้นใจไอ้ตัวก่อเรื่อง
ซึ่งภายในร้านที่ตกแต่งอย่างดีตอนนี้คับคลั่งแน่นด้วยผู้เล่นที่สนใจมาดูการถ่ายทอดสดของสงครามทำให้ภายในร้านมองเห็นเป็นภาพวุ่นวายของพนักงานที่ต้องเดินต้อนรับลูกค้าเพื่อบริการเครื่องดื่มอาหาร
“น่าเบื่อชะมัด” ผู้เล่นกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ในร้านคาเฟ่ชาพะยอมบ่นออกมา
“นั่นดิ เมื่อไหร่พวกมันจะตีกันจบสักที ยืดยาดเป็นเต่าแบบนี้ผู้เล่นอย่างเราจะออกไปทำภารกิจก็ถูกลูกหลงตายพอดี” เพื่อนในกลุ่มพูดเสริม
“พวกนายไม่คิดว่ามันแปลกๆหรอ”
เพื่อนทั้งสองหันมามองหน้าหญิงสาวในชุดนักบวชใบหน้าคมผมสีน้ำตาลเธอมีนามว่าไอลิชและเพื่อนชายทั้งสองมีนามว่า อายและไอซ์
อายชายหนุ่มหน้าสวยปานหญิงสาวผมสั้นสีดำในชุดนักรบหันมามองหญิงสาวก่อนจะพูดขึ้น “แปลกยังไง...?”
“นั่นดิ!” ไอซ์ถามขึ้นสีหน้าสงสัย เขาอยู่ในชุดหนังสัตว์ใบหน้าเข้มขรึมคล้ายคนไทยออกแนวเหี้ยมเกรียมแต่แฝงความเท่คมสันสไตร์คนไทยทุกประการณ์
เฮอ....หญิงสาวถอนหายใจ “ก็หลายๆกิลด์หลายสมาพันธ์ต่างก็ไอเท็มหายจากคลังสมบัติ และต่างฝ่ายต่างโทษกันไปมาแล้วก็ปฏิเสธกันไปมา บอกว่าพวกตนบริสุทธิ์ แล้วถ้าพวกเขาทั้งหมดคือเหยื่อล่ะ”
อายขมวดคิ้วเอามือลูบคาง “ก็มีความเป็นไปได้” ชายหนุ่มปิ้ง “จริงซิ เห็นไอ้เจ้าหอกตรงมันบอกว่าเวลาที่ไอเท็มของกิลด์และสมาพันธ์หายนั่นไล่เลี่ยกันเลย”
“ใช่ ฉันคิดว่ามีกลุ่มที่สามลงมือขโมยไอเท็ม”
“กลุ่มหรอ” ไอซ์สงสัย “เธอมั่นใจได้ไงว่าพวกมันมีเป็นกลุ่ม ถ้าใช่อย่างที่เธอพูดมาจริงแสดงว่างานนี้มีกลุ่มโจรถือกำเนิดขึ้นมาเลยนะ” ชายหนุ่มหน้าเครียด “ใครมันจะบ้าเพราะถ้าถูกจับได้เท่ากับว่าแทบจะเป็นศัตรูกับกิลด์สมาพันธ์ในหิมพานต์ทั้งหมด ไม่มีใครบ้ากล้าแบบนั้นหรอก”
ไอลิชเงียบใช้ความคิดชั่วครู่ก่อนจะพูดขึ้น
“ที่ตั้งของสมาพันธ์และกิลด์ที่ไอเท็มถูกขโมยมันตั้งอยู่ติดกันบ่าง ห่างกันบ่าง การจะขโมยสมบัติมากมายขนาดนั้นก็ต้องใช้เวลา มันไม่มีใครหรอกที่จะเคลื่อนที่ขโมยของไปมาระหว่างกิลด์หรือสมาพันธ์ได้รวดเร็วจนไม่มีใครมองเห็น เพราะงั้นแหละมันต้องลงมือเป็นกลุ่ม”
อายพยักหน้า “งั้นตกลงนะ เราทั้งสามคนจะช่วยไอ้หอกตรงตามหาคนร้าย ฉันสงสารมันที่ต้องมาทะเลาะกับไอ้หอกหัก”
เพื่อนทั้งสองพยักหน้า
ฟ้าครามและคณะกำลังเดินเที่ยวชมเมืองยุทธภพด้วยความสบายใจไม่ว่ากลุ่มของเธอเดินมาหยุดบริเวณไหนบริเวณนั้นแทบจะไร้ซึ่งผู้เล่น
เจ้าหล่อนหยุดยังร้านขายอาหารและผลไม้ริมทาง “มีเมล็ดทานตะวันขายไหมค่ะ” ฟ้าครามถามเสียงใส
เถ้าแก่เจ้าของร้านตะกุกตะกักมองหน้าฟ้าคราม
“เจ้ามนุษย์ไม่ได้ยินที่นายหญิงเราถามหรืออย่างไร” ภุชจังดึงคอเสื้อเถ้าแก่ขึ้นมาตวาดลั่นสีหน้าไม่พอใจจนฟ้าครามต้องห้าม
“เอ...เออ เมล็ดทานตะวันผมไม่มีหรอกครับ ผมขายแต่อาหารคน” เถ้าแก่เสียงสั่น
“อ่าว” เจ้าหล่อนหน้ามุ้ย “แล้วเมล็ดทานตะวันไม่ใช่อาหารคนหรอ”
“ก...ก็ใช่ครับ แต่ใครจะกินกันล่ะครับ”
ฟ้าครามถอนหายใจ “งั้นขอผลไม้ เหมาหมดเลยค่ะ”
“ฉู่...” สดายุเงยหน้ามองฟ้าครามพร้อมกับชูสองนิ้ว
“ไม่พอหรอลูก” เจ้าหล่อนถาม
สดายุส่ายหน้าประมาณว่ายังไม่ได้ครึ่งกระเพาะเลยมี๋
“มีอีกไหมค่ะ” ฟ้าครามหันไปถามเจ้าของร้าน
เถ้าแก่เปลี่ยนท่าทียิ้มแก้มแทบแตก “มีอีกสองตัน ไม่ทราบว่าคุณหนูจะเหมาหมดเลยไหมครับ”
“หมดเลยค่ะ”
เถ้าแก่รีบเรียกวินโดว์ออกมาก่อนจะรีบกดๆจิ้มๆนิ้วในอากาศเพียงชั่วครู่ผลไม้สองตันก็ปรากฎออกมาสดายุและตะลุงจังดีใจยกใหญ่
“เท่าไหร่หรอค่ะ”
“สองหมื่นเหรียญทองครับ” เถ้าแก่ลูบมือยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
ฟ้าครามตาโตร้องโอโฮ่ว.... เพราะเมื่อครู่เธอพึ่งเหมาร้านยาดองและเครื่องเพชรพลอยให้หงอคงสัมพาทีและภุชจังจนหมดเงินไปถึงสองแสนกว่าเหรียญทอง
“หนึ่งหมื่นห้าพันเหรียญทองไม่ได้หรอ” เจ้าหล่อนถามต่อราคาด้วยน้ำเสียงใสทำตาแป๋ว
เถ้าแก่เจ้าของร้านตาแทบถลน “ล...ลดทีห้าพันเหรียญทองเลยหรอครับ” เขาหน้าซีดทันที
ใช้เวลาอีกสิบนาทีฟ้าครามก็สามารถเหมาผลไม้สองตันมาได้ในราคาหนึ่งหมื่นสามพันเหรียญทองก่อนจะเดินยิ้มออกมาอย่างเริงร่าที่ต่อรองราคาสำเร็จทิ้งเถ้าแก่ให้ยืนน้ำตาไหลเป็นสายธาร
ฟ้าครามเดินมาถึงยังตึกสีขาวซึ่งเป็นธนาคารและเมื่อเธอเดินเข้ามาผู้เล่นก็กระเจิงกันทันที
“สวัสดีครับมีอะไรให้รับใช้หรอครับ” NPC หนุ่มเดินเข้ามาต้อนรับ
ภุชจังยืนมองภายในอาคารด้วยสีหน้าตลึงเพราะเธอไม่เคยเห็นคอมพิวเตอร์และบันไดเลื่อนมาก่อน
“มาขายไอเท็มค่ะ เออ...ขอทำการขายในห้องวีไอพีได้ไหมค่ะ” ฟ้าครามถาม
“ได้ซิครับ แต่ทางคุณลูกค้าต้องเสียค่าห้องวีไอพีนะครับ”
ฟ้าครามพยักหน้าก่อนที่พนักงานจะเดินพาพวกเขามายังห้องวีไอพีที่ปกปิดมิดชิดตกแต่งอย่างดีมีโซฟาสีแดงตั้งอยู่กลางห้องฟ้าครามและทุกคนเดินไปนั่งทันทีจากนั้นพนักงานก็ถามขึ้น
“ไหนหรอครับไอเท็มที่คุณลูกค้าต้องการขาย”
ฟ้าครามอุ้มตะลุงจังที่นั่งอยู่บนหัวของสดายุขึ้นมาก่อนจะถอดแหวนที่สวมคอของตะลุงจังออกจากนั้นหญิงสาวเรียกเอาไอเท็มทั้งหมดที่ถูกเก็บไว้ในแหวนตะกละออกมาเกิดเสียงดังโคร่มสนั่นลั่นห้อง
กองไอเท็มทับถมราวกับโคลนดินไหลหลาก ร่างของพนักงานหมุ่นจมมิดก่อนที่เขาจะค่อยๆตะเกียกตะกายขึ้นมาอยู่บนกองไอเท็มที่แทบจะล้นห้อง
พนักงานตาค้างอ้าปากเหวอ ห้องวีไอพีคือมิติปิดแบบพิเศษทำให้ขนาดของห้องใหญ่พอๆกับภูเขาหนึ่งลูกแต่ไอเท็มก็ยังทะลักพยายามดันประตูด้วยไอเท็มแน่เบียดกัน “ข...ขายทั้งหมดนี่เลยหรอครับ”
“ค่ะ” ฟ้าครามตอบยิ้ม
“ขอทางเราตรวจสองสักครู่นะครับ”
ตัดมาทางด้านศิลาตอนนี้เขาได้ขอตัวลาเซียนโพธิมาชั่วคราวและเขาสัญญาว่าจะกลับมาใหม่
ชายหนุ่มกำลังเดินทอดน่อง ชมนกชมไม้ ชมฉากสงครามกิลด์และสมาพันธ์ท่ามกลางป่าใหญ่ที่เต็มด้วยเสียงระเบิดเสียงคมดาบผสมเสียงกรีดร้องโหยหวนราวผีร้ายคาบเลือดสาดกระจายเกาะตามต้นไม้อย่างน่าดูชม เขาฉีกยิ้มออกมาด้วยความพอใจ
“เสียงกรีดร้องของความเจ็บปวดฟังที่ไรก็เพลินไพเราะเสนาะหูจริงๆ” เขาเดินมองยิ้มหน้าบานแต่ทว่าพวกคนที่ทำสงครามกันอยู่หาได้คิดแบบเขาไม่ “จะว่าไปเราก็ไม่ได้แหกปากร้องโหยหวนเลือดตกยางออกมานานแล้วนี่หว่า ไม่ได้ๆเดี๋ยวร่างกายจะหลงลืมความเจ็บปวดต้องรีบหาอะไรมากระแทกร่างแล้ว” เขาบ่นก่อนจะพุ่งตัวเหาะในอากาศมายังเมืองยุทธภพ
เขาหลับตาเพ่งสมาธิในมโนภาพของเขาเห็นห้องแสงไฟสีส้มภายในห้องตกแต่งอย่างดีและเห็นพวกซุนหงอคง ซึ่งภาพที่เขาเห็นคือสิ่งเดียวกับที่ฟ้าครามเห็นเขากำลังมองโดยผ่านสายตาของฟ้าคราม “อยู่ธนาคารหรอ” เขาเปรยออกมา “น้องฟ้าค่ะ”
“ค่ะ...” เสียงหวานตอบกลับอย่างรวดเร็ว “กลับมาไวจังคะพี่ หรือถึงบ้านแล้ว” เจ้าหลอนถามเสียงใส
“ยังค่ะ พี่แค่อยากจะมาตีวิหารอาคาทาส เลยออนไลน์ก่อนกำหนด เดี๋ยวน้องเสร็จธุระตรงนั้นแล้วมาหาพี่ในปราสาทของเมืองยุทธภพนะ”
“พี่จะไปที่ปราสาทของโมนาทำไมหรอค่ะ”
“โมนาส่งข้อความมาว่ามีเรื่องจะคุยกับพี่”
“โอเค...ค่ะ”
หลังจากเขาบอกหวานใจเสร็จใช้เวลาไม่นานเข้าก็มาถึงยังปราสาทที่ตั้งอยู่ท้ายเมืองยุทธภพรูปทรงสถาปัตย์แบบจีนโบราณศิลาที่ลอยอยู่กลางอากาศมองจากมุมสูงเขาต้องอึ้งเล็กน้อยเพราะปราสาทของโมนามีขนาดใหญ่กว่าตำหนักของเขาเสียอีก ซึ่งศิลาพอจะเดาได้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายอยากจะคุยเรื่องอะไรกับเขาและถ้าเดาไม่ผิดคงเป็นเรื่องอยากขอให้เขาปรามพวกฟ้าครามไม่ให้ทำลายกิลด์ของพวกตนแบบไม่คิดหน้าไม่คิดหลังไม่คิดอะไรเลย
เขาลงมายืนหน้าทางเข้าปราสาททหารยามเฝ้าประตูสองคนเบิกตาตลึงเล็กน้อยก่อนที่จะเปิดประตูให้เขาเข้าไปในเขตชั้นในอย่างว่าง่าย
“คนนี้แหละศิลาตัวจริง” ทหารยามนินทาขึ้นทันทีเมื่อศิลาเดินผ่านเข้าไปด้านในซึ่งเพื่อนอีกคนของเขากำลังยืนเหม่อมองด้านหลังของศิลา สายตาของเขาบอกว่านี่หรอความห่างชั้นของตัวตนที่ถูกเรียกว่าจอมมาร
“นี้หรอคนที่คุณนีวาชอบ หล่อสมคำล่ำลือจริงวุ๋ย เอ๊ะเดี๋ยวนะแล้วแบบนี้ปราสาทของเราจะไม่พังทลายหรอว่ะเอง” ชายหนุ่มหน้าตาตื่น
“ไม่หรอก เราเป็นพันธมิตรกัน หัวหน้าโมนาก็บอกแล้วนี่ถ้าพวกอาชญากรมาให้ต้อนรับพวกเขาอย่างดี อย่าให้ขาดตกบกพร่อง”
ทหารสองคนสีหน้าภูมิใจ “หัวหน้าเราก็เอาเรื่องเหมือนกันแหะถึงขนาดเป็นพันธมิตรกับกิลด์ Destroyer ของคุณศิลาได้”
ทหารยามทั้งสองแจ้งถึงทหารด้านในเพื่อให้นำทางศิลาไปห้องโถงเมื่อเขามาถึงภายในห้องโถงก็พบกับโมนา นีวา และชางหลงรวมถึงอีกสองคนที่เขาไม่รู้จักซึ่งทั้งหมดกำลังรอต้อนรับเขาอยู่
“ผมต้องขอโทษจากใจจริงครับ ที่ทางเราต้อนรับคุณศิลาไม่คู่ควร” โมนาเดินลงมาจากบัลลังก์ยื่นมือมาจับมือกับศิลา “ยินดีต้อนรับคุณจากใจจริงเลยครับ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมเองตางหากต้องขอโทษที่มาโดยไม่แจ้งล่วงหน้า” เขามองหญิงสาวและชายหนุ่มที่เขาไม่รู้จักทั้งสองนั่งอยู่บนโต๊ะสีแดงข้างทางเดินขึ้นบัลลังก์
ทั้งสองก้มหัวให้ศิลา “ผมกวนฮุกครับ ยินดีที่ได้พบคุณศิลา” ชายหนุ่มชุดจอมยุทธ์สีเขียวกล่าว
“ฉันเม่ยจังค่ะ ดีใจจริงๆที่ได้พบคุณศิลาผู้เลื่องลือโดยที่ไม่ต้องเป็นศัตรูกัน”
ศิลาก้มหัวเชิงให้เกียรติอีกฝ่าย “ผมเองก็เช่นกัน แต่ผมก็แค่ผู้เล่นคนหนึ่งเท่านั้นไม่ต่างอะไรกับคนอื่นๆหรอกครับ”
ทั้งหมดเดินมานั่งล้อมวงโต๊ะอาหารที่จัดเตรียมไว้อย่างดีและตอนนั้นเอง “พี่ศิขา...หนูมาแล้วค่ะ” เสียงของฟ้าครามดังมาถึงก่อนตัวเสียอีก
เมื่อเธอและคณะเข้ามาในห้องโถงศิลาก็ทำการแนะนำให้ทุกคนรู้จักพวกเขาคุยกันถึงเรื่องต่างๆสารพัดและมีเรื่องสำคัญคือลูกกิลด์ของโมนาได้ประสบพบเจอเข้ากับกองทัพประหลาดพวกมันดูคล้ายวิญญาณต่อให้คนของพวกโมนาจะโจมตีพวกมันเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผลคล้ายกับว่าพวกมันมีสกิลพิเศษต้านทานเวทมนต์ พลังปราณ พลังธาตุ พลังจิต และการโจมตีกายภาพก็ว่าได้
ศิลาขมวดคิ้ว “คงเป็นกองทัพยมโลกครับ”
ยมโลก!...... ทั้งหมดอุทานออกมา ศิลาพยักหน้าก่อนจะพูดขึ้น
“ผมเคยเจอไอ้ตัววิญญาณแบบนี้มาแล้ว เพราะงั้นผมจะบอกวิธีรับมือพวกมันให้”
“มีวิธีรับมือด้วยหรอครับ” ชางหลงถาม
“มีครับ พวกมันคือสัตว์อสูรในยมโลกหรือก็คือพวกมันคือสัตว์อสูรเผ่าพันธ์ุวิญญาณซึ่งตรงตามเผ่าของพวกมันเลยครับการโจมตีทุกอย่างจะไร้ผลกับพวกมันเพราะพวกมันนั้นถือว่าตายไปแล้ว วิธีเดียวคือใช้พลังวิญญาณในการรับมือกับพวกมัน”
“พลังวิญญาณ?...” กวนฮุกเอียงคอสีหน้าสงสัย
“พี่ศิลาค่ะ” นีวาเรียกด้วยความสนิทสนม
ฟ้าครามหันควับมองจ้องเมข่นเจ้าของเสียง
นีวาสะดุ้งเมื่อสบเข้ากับตาคมกริบของเจ้าหล่อน “ขอโทษค่ะ เออคุณศิลาคะ แล้วพลังวิญญาณนี่คืออะไรหรอ”
“พลังวิญญาณก็คือมานานั่นแหละครับ เราแค่เปลี่ยนจากการเคลื่อนมานาที่เคยใช้แบบผนึกใส่ลงไปในสกิลหรือเวทมนต์มาเป็นการใช้มานาห่อหุ้มร่างโดยตรงก็พอ”
ทั้งหมดหยักหน้า พวกเขาเข้าใจทันทีเพราะยังไงก็ถือว่าพวกเขาเป็นยอดฝีมือและผ่านการต่อสู้มามากมาย
“ผมสงสัย” ชางหลงถามขึ้น “หากเราดึงเอามานาหรือพลังวิญญาณมาห่อหุ้มร่างตลอดเวลา มานาจะไม่ไหลไปตามกระแสอากาศหรอครับ”
“ไหลซิครับ เพราะงั้นหากเจอกับกองทัพยมโลกพวกคุณก็ควรจะมีน้ำยาฟื้นมานาติดตัวให้มากที่สุด และทางเมืองของผมขายน้ำยาฟื้นพลังทุกอย่าง หากกิลด์คุณโมนาสนใจผมจะให้คนส่งมาให้ แน่นอนราคาเป็นกันเอง” ศิลาฉีกยิ้มอยู่ในใจ
อันที่จริงการดึงมานาออกมาใช้ห่อหุ้มร่างเป็นร่างอาบคลื่นพลังมานานั้นมีวิธีคุมไม่ให้มานาไหลออกไปตามกระแสอากาศอยู่แต่ใครจะยอมบอกหมดเปลือกกันล่ะ การทำธุรกิจก็ต้องสร้างความน่าเชื่อถือบอกข้อมูลจริงบางส่วนเพื่อให้อีกฝ่ายคล้อยตามและเชื่อใจไว้วางใจเพื่อปกปิดข้อมูลสำคัญและยื่นแนวทางข้อเสนอให้
“โมนาฉันว่าดีนะ” เม่ยจังเสนอ “เพราะโพชั่นฟื้นพลังและมานาถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในทุกๆวันถ้าเราหาซื้อได้มากๆในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดมันจะลดต้นทุ่นเราได้เยอะ”
“ตกลงครับ” โมนาหันมาบอกศิลา “ผมฝากทางคุณช่วยข่นส่งมาให้ด้วยนะครับ”
ศิลาฉีกยิ้มออกมา “ไม่มีปัญหาครับเดี๋ยวผมให้คนจัดส่งมาให้”
“จะว่าไป” นีวาหันมามองศิลา “วันนี้ทางกิลด์พิทักษ์จันทร์และกิลด์พิทักษ์สุริยันกำลังทำกิจกรรมตีวิหารวาคิวเรีย ที่เขตพนาคุณศิลาสนใจอยากจะไปดูไหมคะ” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงแววตาที่แอบซ่อนความหวังไม่มิดชิด
จ้องงง......... สายตาสวยสุกสระกราวจ้องไม่วางตา
ศิลาหันมามองหวานใจ อยากจะถามว่าเอาไงดี
“ศิลาเราอยากดูมนุษย์ตีกัน” ภุชจังพูดขึ้น
“นั่นซินะ ภุชจังยังไม่เคยเห็นสงครามชิงพวกหอคอยหรือวิหารนี่นา” เขาหันไปถามนีวา “แล้ววิหารวาคิวเรีย เป็นภารกิจของทางพวกคุณที่ได้รับมาหรือกิจกรรมจากทางเกมหรอครับ”
“กิจกรรมทางเกมจัดขึ้นค่ะ โดยช่วงนี้จะมีกิจกรรมตีชิงวิหารบ่อยถ้าใครชนะก็จะได้เงิน ไอเท็ม และวิหารนั้นไปครอง”
ศิลาพยักหน้า
จากนั้นโมนาพูดขึ้นต่อ “ช่วงนี้จะมีกิจกรรมแบบนี้บ่อยมากๆครับและทางจีเอ็มก็ไม่ได้เป็นผู้จัดแต่เป็นโปรแกรมที่ชื่ออริสเป็นผู้กำหนดกิจกรรมขึ้นโดยมีจเอ็มเป็นผู้ควบคุมเท่านั้น”
ซึ่งโมนาหวังดีกลัวว่าศิลาจะไม่เข้าใจเพราะแต่ก่อนกิจกรรมตีชิงวิหารหรือหอคอยไม่ค่อยมีสักเท่าไหร่แต่ตอนนี้กลับมีแทบทุกวันเหตุนั้นเพราะต้องการให้ทางช่องDe.TV มีการถ่ายทอดสดเรียกยอดผู้ชมและโฆษณานั่นเอง
แต่ศิลารู้เรื่องโปรแกรมอริสอยู่ก่อนแล้วเพราะอริสคือตัวตนที่ขัดขวางไม่ให้จีเอ็มหน้าใหม่ของสองผู้ถือหุ้นมาแทรกแทรงปรับลดระดับตัวละครของเขาและที่เขามั่นใจคือจีเอ็มหน้าใหม่แอบช่วยกิลด์ God Creator ไม่ต้องเดาเลยว่าเพราะอะไร นั่นคืออยากจะได้หุ้น 50% ของบริษัทอัลไซส
“น้องอยากดูไหม” เขาหันมาถามฟ้าคราม
“ฟ้าก็สนใจอยู่นะ”
ศิลายิ้ม “แล้วมีแค่กิลด์ของพวกคุณหรอครับ” เขาหันถามโมนา
“เปล่าครับมีอีกหลายๆกิลด์บางทีอาจจะมีกิลด์จตุรศาสตราและกิลด์เก้ามายาหรือกิลด์เจ็ดบาปเข้าร่วมด้วยก็ได้”
“น่าเสียดาย” ศิลาเปรยออกมา “ทำไมกิลด์ God Creator ไม่ค่อยมาแจมอะไรแบบนี้เลยนา....เฮอ.. หรือรอต้อนรับฉันอยู่ที่เมืองกันแน่สงสัยคงต้องแวะเข้าไปทักทายแนะนำตัวหน่อยแล้ว”
เขาเปรยออกมาอย่างลืมตัวโดยไม่เห็นเลยว่าสีหน้าพวกโมนากำลังตระหนกขนาดไหน
“จะเป็นไรไหมครับถ้าผมจะให้หงอคง ภุชจัง สดายุ และตะลุงจังเข้าร่วมด้วย”
พวกโมนาหันมองหน้ากันตาปริบๆ โมนามองหน้านีวาประมาณอยากจะบอกว่ายายน้องเอ่ยชวนอะไรไม่ชวน
“ก...ก็คงได้มั้งครับ” โมนายิ้มฝืดๆ
“ขอบคุณครับ”
“เอาล่ะไปกันเลย....” ลิงคึกคัก
โอ่ว...
“พี่ใหญ่วันนี้เรามาแข่งกันดีกว่าว่าใครจะฆ่าได้เยอะกว่ากัน” สัมพาทีเสนอ
หงอคงฉีกยิ้ม “ได้เลยน้องรอง พวกเจ้าจะแข่งด้วยไหมสดายุ ภุชจัง”
“ฉู่.....จาย” สดายุชูมือที่ถือไก่สองตัว ก่อนที่ฟ้าครามจะรีบเช็ดปากเช็ดแก้มของสดายุน้อยที่เลอะซอส
“ฮึ...ฮึ... อย่าออมมือให้เพราะเห็นว่าข้าเป็นสตรีก็แล้วกัน” ภุชจังเอาด้วย
จากนั้นพวกเขาก็ออกเดินทางมุ่งไปยังเขตพนาด้วยท่าทางคึกคักทว่าต่างจากพวกโมนาที่คอหักเหงื่อตก