ไฉ่หงกำลังจะหลบกลับที่พักเห็นสตรีนางหนึ่งเดินออกมาจากประตูเรือนใหญ่ในมือของนางถือตะเกียงเดินเท้าส่องลงพื้น ไฉ่หงหลบไม่ทันเสียแล้วเพราะเป็ที่ค่อนข้างโล่งแจ้งในสวนของจวน
“นั่นใคร!!” เสียงะโถามเชิงดุ ฟางหรูไม่ทันระวังตัวออกเสียงเรียกทักไปไม่คาดคิดว่าจะเป็ไฉ่หงที่นางตั้งใจหลบหน้า คราวนี้คงยากแล้วที่จะหนีพ้น
“ข้าไฉ่หงผู้มาขออาศัยเป็ญาติของลู่หลินเ้าค่ะ” ไฉ่หงตอบด้วยความประหม่านิดๆ แสงไฟสลัวฟางหรูเดินเข้ามาใกล้และไม่มีทีท่าใหรือแสดงอาการใดๆ
“เ้านี่เอง ดึกดื่นเ้าไม่เข้าห้องนอนมาทำสิ่งใดข้าไม่ว่าแต่คราวหน้าเ้าไม่ควรมานะ” นางทำตาดุใส่มองหัวจรดเท้านางใช้สายตากด เพื่อไม่ให้ไฉ่หงสงสัยในตัวตนของนาง ไฉ่หงมองหน้าหญิงผู้เป็เ้าของเสียง วินาทีนั้นไฉ่หงแปลกใจมากที่ใบหน้าของหญิงผู้นั้นคือฟางหรู ไฉ่หงรีบเดินเข้าไปจับแขน
“ฟางหรูท่านอยู่ที่นี่เองท่านหายไปจากบ้าน ข้าไปหาท่านที่เรือนเอาพุทราไปให้ทำไม……ท่านมาอยู่ที่นี่ได้?” ไฉ่หงรีบถามนาง
ฟางหรูถอยห่างผลักให้มือของไฉ่หงหลุดออกจากแขน ของตัวเองและชักสีหน้าใส่ไฉ่หง ในใจนางตอนนี้จึงเข้าใจแล้วว่าตะกร้าพุทราในกระท่อมมาจากไหน
“เ้าจำคนผิดแล้ว ข้าชื่อฟางหรูจริง…แต่ข้าไม่รู้จักกับ เ้านะ” ฟางหรูปรายตาโกหกหน้าด้านๆ ใส่ไฉ่หง
นางรู้ว่าไฉ่หงไม่ใช่ญาติของลู่หลินแน่ ไฉ่หงคงมีเหตุผลที่โกหกอาจเพราะนางมาอยู่ที่นี่แต่นางมาทำไมกันแล้วมาได้อย่างไรหรือนางจะเจอก้อนดินเผาของข้าที่อยู่ในกระท่อมนั่น
ไฉ่หงมองหน้าฟางหรูมองไปนางหน้าตาเหมือนฟางหรูก็จริงแต่การแต่งกายและสีหน้าช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ฟางหรูที่นางรู้จักสดใสอ่อนหวานแต่งกายเหมือนสาวชาวบ้านแต่ฟางหรูผู้นี้หน้าเริดเชิดหยิ่งแต่งกายเหมือนภรรยาเ้าเมืองแถมยังมีน้ำเสียงวางท่าทางไม่เหมือนกันเลย ไฉ่หงรีบก้าวเท้าถอยห่างออกมาสองก้าว
“ข้าขออภัย ข้าคงจำคนผิด” คิดในใจข้าคงจำฟางหรูผิดคนจริงๆ
“แต่ท่านเหมือนนางราวกับแกะแต่ในเมื่อท่านว่าไม่ใช่ ข้าก็คงต้องเชื่อท่าน…ขออภัยท่านด้วยแล้วกัน” ไฉ่หงกล่าวพร้อมคำนับ ฟางหรูเดินจากออกมาจากไฉ่หงและกล่าวทั้งที่ยังหันหลังอยู่อีกครั้งว่า
“เ้าก็อยู่ที่นี่ไปจนกว่าเ้าจะเสร็จธุระแล้วกัน ขอแค่เ้าไม่สร้างความเดือดร้อนก็เพียงพอแล้ว” นางหันหลังกลับไปมีสีหน้าที่ตระหนกเล็กน้อยเหมือนคนถูกจับผิดได้แต่ก็ยังทำเหมือนไม่มีอะไร ไฉ่หงเห็นแต่ด้านหลังเมื่อนางเดินจากไป
ไฉ่หงเดินกลับเรือนที่พักของตัวเอง นางคิดมาตลอดทางว่าช่างแปลกนักคนเราจะหน้าตาเหมือนกันได้ขนาดนี้แต่เป็คนละคนได้อย่างไร
นางเดินกลับไปที่ห้องของตัวเองก็รู้สึกแปลกๆ ห้องเล็กลงถนัดตาและยังมีเพียงเตียงเดียว สังเกตเห็นผนังที่สร้างขึ้นมาลวกๆ นางจึงเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนที่นางเข้ามาไม่ทันสังเกตว่ามีประตูเพิ่มมาอีกบานนางจึงเดินอ้อมออกจากห้องนี้ไปอีกด้านเข้าไปอีกห้องหนึ่งเห็นลู่หลินกำลังเก็บเครื่องมือช่างไม้บนพื้นที่วางอยู่
“เ้าทำผนังกั้นให้ข้าหรือ? เ้าช่างรอบคอบว่องไวยิ่งนัก… ข้าขอบใจนะ”
“เ้าไม่น่าเหนื่อยเลย ข้าอยู่ไม่นานหรอก” ไฉ่หงพูดไปพลางขยับตัวนั่งที่โต๊ะกลางห้อง ซึ่งบัดนี้ไม่กลางเสียแล้ว
“ข้าเองที่ไม่สะดวก ข้าไม่ได้ทำให้เ้าสักหน่อย” ลู่หลิน เหลือบมองตานาง
“เ้ารำคาญลูกตาข้า” ลู่หลินแกล้งว่าใส่
“ก็ดีข้าเองก็ไม่คุ้นชินเ้าเหมือนกัน” ไฉ่หงชำเลืองตาค้อนตาใส่ลู่หลินแบบเสียมิได้
“ชายหญิงไม่ควรร่วมห้องเดียวกัน”
“เ้าไม่ได้เป็อะไรกับข้าสักหน่อย” พูดจบไฉ่หงก็ลุกจากเก้าอี้เดินออกไปจากห้องทำหน้างอนไปเบาๆ
“นี่ข้าจะโกรธเขาทำไมกัน” ไม่มีเหตุผลเลยไฉ่หงกลับมาที่ห้องของตัวเองรินน้ำชาดื่ม คิดถึงเื่เมื่อวันก่อนที่นางจับก้อนดินเผาประหลาดแล้วมาโผล่ที่หญ้านิลริมบึงถ้ำดิน ช่างแปลกยิ่งนักทำยังไงข้าถึงจะกลับไปที่บ้านได้ป่านี้ท่านพ่อคงจะเป็ห่วง
ยามซื่อคือ 09.00 – 10.59 น. ในวันรุ่งขึ้น ไฉ่หงไม่ได้บอกผู้ใดนางเดินออกจากเรือนเ้าเมืองไปตามตลาดบ้านคน สำรวจรอบเมืองและชานเมืองด้วยตัวเอง นางไปไกลกว่าเมื่อวานนางเหนื่อยจึงเข้านั่งพักร้านน้ำชาริมทาง นางได้ยินชาวบ้านคุยกันว่าถ้าจะเดินทางออกนอกเมืองมีทางไม่กี่เส้นทาง เมืองชิงหนงนี้เชื่อมต่อกับเมืองสองเมืองก็คือเมืองผางกับเมืองที่ผู้คนไม่อยากเอ่ยนาม
“เมืองที่ท่านว่าไม่เอ่ยนามนี่คือเมือง…เมืองจงหนานใช่หรือไม่” ไฉ่หงรีบสอดถามใส่ชาวบ้านแปลกหน้า
“ใช่แล้วล่ะแม่นาง” ชาวบ้านผู้หนึ่งตอบกลับมา
“ใช่ว่าพูดชื่อเมืองมิได้แต่ไม่มีประโยชน์ที่จะกล่าวถึง”
“ทำไมกันล่ะ?” ไฉ่หงเรียบเรียงถาม
“ไปก็ตายกันพอดีชาวบ้านอย่างเราวรยุทธ์ก็ไม่มีคนที่เคยไปได้ต่างมีวรยุทธ์และยังต้องไปกันหลายคน ไม่อย่างนั้นอย่าหวังว่าจะไปถึงเมืองนั้นได้เลย” ต่างคนต่างเบือนหน้าหนีหันไปมองโต๊ะใครโต๊ะมัน ชาวบ้านสองสามคนตรงนั้นส่ายหน้า
“มิน่าในทางกลับกัน ท่านพ่อไม่เคยเล่าถึงเมืองชิงหนงนี้ให้ฟังคงห่วงว่าข้าจะอยากรู้อยากเห็นเกินไป” ไฉ่หงคิดในใจ
“ข้าต้องทำอย่างไร? จึงจะกลับบ้านได้”
ใกล้ยามเว่ยคือ 13.00 – 14.59 น. เห็นทีข้าจะต้องกลับไปหาลู่หลินก่อน เผื่อลู่หลินจะช่วยข้าคิดได้บ้าง
เช้าวันต่อมา..ไฉ่หงก้าวเท้าสั้นๆ ถี่ๆ เดินไปบนไหล่ดินอย่างเชื่องช้า
“เมื่อไหร่จะถึงทางที่เ้าว่ากัน” นางพูดไปเดินไปบ่นไป
“เราเดินเลียบริมบึงนี่ไปปลอดภัยกว่าเดินไปทางถ้ำแล้วก็ไม่ต้องเข้าป่าหญ้าดำด้วยเ้าว่าไม่ดีหรือไง?” ลู่หลินแจกแจง ไฉ่หงทำหน้าเลียนแบบคำพูดของลู่หลินล้อเลียนแบะปากไปมาดึงถุงผ้าที่แขนขึ้นให้แน่นไว้
“ไม่ดีไกลมากเลยทำไมข้ารู้สึกว่าพงหญ้าคืนนั้นมันใกล้กว่านะ” ไฉ่หงเถียง
“ใกล้กว่าอะไร? ถ้าเ้าอยากไปทางเดิมก็ได้ข้าจะพาไปแต่ต้องเดินเข้าถ้ำทะลุไปยังเมืองของเ้า ข้าไม่รับผิดชอบนะ ข้า...ไม่เคยไป” ลู่หลินกล่าว
ลู่หลินเอื้อมมือมาจับมือไฉ่หงเพื่อดึงขึ้นไปทาง้าไฉ่หงดันตัวขึ้นยังไม่ทันจะยื่นมือไปถึงมือของลู่หลินดีนัก ถุงผ้าเกือบหล่นจากไหล่ นางเกรงว่าจะหลุดหายมือเลยกระตุกไปมาจะจับมือลู่หลินหรือจะดึงถุงผ้าก่อนดีทำให้ประสาทััขาแขนมั่วไปหมด เหยียดเท้าจากพื้นดินด้านล่างไม่เต็มฝ่าเท้าแต่นางกลับลื่นไถลเกือบจะตกลงไปด้านล่าง ดีที่ลู่หลินจับเอวนางไว้ได้ทันวินาทีนั้นหน้าของนางเกือบชิดสนิทกับแก้มของลู่หลิน นางถึงกับแก้มแดงออกมาไม่ทันที่จะหลบหน้าเขา สายตาของลู่หลินเห็นเข้าพอดี
“ทำไม? เ้าหน้าแดงเยี่ยงนี้ล่ะ” ลู่หลินจ้องตานาง
บัดนี้นางยืนเหยียบเท้าของลู่หลินเอาไว้ทั้งสองข้างไม่หล่นลงไปแล้วแต่เหมือนโดนเขากอดเอาไว้จนแน่น นางเองก็โอบไหล่เขาเอาไว้ทั้งสองแขนจนแน่นเสียอีกด้วย
“ข้า…ข้าร้อนเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว” รีบผลักตัวออกจากลู่หลินทันที เอามือยกขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก นางดึงถุงผ้ากระชับไหล่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทั้งสองคนทำทีสะบัดผ้าปัดฝุ่นเบือนหน้าหันหลังใส่กัน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อครู่แอบกลั้นยิ้มเขินอายต่อกันไว้
ใกล้ยามโหย่วคือ 17.00 – 18.59 น.เข้ามาทุกที
“เราต้องหาที่พักก่อไฟ เสบียงที่เ้านำมาด้วยเราจะได้กินกันฟ้าจะมืดแล้วมันอันตราย” ลู่หลินเปลี่ยนสีหน้าทันทีไฉ่หงไม่ทันสังเกตดูท้องฟ้า ปกตินางไม่กังวลใดๆพอเห็นลู่หลินมีสีหน้าถอดสีนางก็เริ่มหวั่นๆ เช่นกัน
