เรือธงของสมาคมไป๋ซางค่อยๆ ลดความเร็วลง พร้อมกับลดระดับการบินลงสู่ริมแม่น้ำหลงชวน
ณ จุดจอดเรือเซียน มีเรือลำอื่นๆ จอดเทียบท่าอยู่ก่อนแล้วมากมาย ทว่าด้วยขนาดใหญ่โตมหึมาที่มีความยาวกว่าร้อยจั้ง จึงทำให้เรือธงลำนี้ดูโดดเด่นกว่าเรือลำใดเป็นพิเศษ
ทันทีที่สะพานเรือทอดตัวลงเทียบท่าจนเกิดเสียงดังสนั่น แขกเหรื่อคนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยเดินลงจากเรือ
บนท่าเรือคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เดินขวักไขว่จนแทบจะเดินชนกัน เมื่อเซิ่งมู่ก้าวลงมาก็พบกับพ่อค้าเร่จำนวนมากที่มายืนเร่ขายสินค้า บางคนก็มาเสนอรถม้าโดยสาร บางคนก็ขายอาวุธวิเศษ
สมาชิกในกลุ่มเดินทางของพ่อค้าหมิงเจ๋อพากันเดินไปรวมตัวยังจุดที่ผู้คนไม่พลุกพล่านนัก พลางยืนพูดคุยกันระหว่างรอหมิงเจ๋อจัดการธุระกับทางสมาคม
เมื่อทุกคนเห็นหมิงเจ๋อเดินกลับมา วงสนทนาก็พลันเงียบเสียงลง
หมิงเจ๋อกระแอมไอเล็กน้อยเพื่อทำให้ลำคอโล่ง “พวกเราคงต้องแยกย้ายกันตรงนี้… ข้าขอขอบคุณพวกเจ้าทุกคนที่คอยปกป้องและช่วยเหลือสนับสนุนกันตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ข้ากับผู้อาวุโสเฉินต้องเดินทางไปยังสมาคมไป๋ซางสาขาหลัก คงต้องขอตัวลา”
หมิงเจ๋อเดินขึ้นรถม้าหรูหราคันแดงที่มีลวดลายสีทองไปพร้อมกับผู้อาวุโสเฉินเวินอวี้ เขายังเลิกม่านหันกลับมาประสานมือขอบคุณทุกคนอีกครั้ง ก่อนที่รถม้าจะเคลื่อนตัวออกไป โดยมีขบวนเกวียนบรรทุกสินค้าหลากชนิดวิ่งตามไป
ไป๋เซียวเฟิงประสานมือขอตัวเป็นคนแรก “ข้าเองก็ต้องไปแล้วเช่นกัน อย่างที่พวกเจ้าเห็น ตลอดหลายวันมานี้ข้ายุ่งกับการติดต่อทางตระกูลจนแทบไม่มีเวลา คงต้องขอลาพวกท่านไปก่อน…”
“เดินทางปลอดภัย พี่ไป๋” ต้าจินกล่าวลา
เซิ่งมู่เอ่ยตาม “โชคดีคุณชายไป๋”
ไป๋เซียวเฟิงสะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง พัดหงส์ขาวพิสุทธิ์ในมือก็พลันขยายขนาดขึ้นจนใหญ่โตถึงสิบฉื่อ บัณฑิตชุดขาวกระโดดขึ้นไปเหยียบบนพัดวิเศษของตน ก่อนหันมาโบกมือให้ทุกคน “ทุกท่าน แล้วไว้พบกันใหม่!”
สิ้นคำ ร่างของเขาก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภา หายลับตาไปอย่างรวดเร็ว
เฉินจื้อเยว่หัวเราะหึหึในลำคอ “ช่างชอบโอ้อวดเสียจริง…” นางหันมาทางพวกเซิ่งมู่พลางประสานมือ “พวกข้าก็ต้องไปแล้วเช่นกัน หากมีเรื่องอันใดสามารถไปติดต่อข้าได้ที่ตำหนักตระกูลเฉิน… บอกว่าเป็นสหายของเฉินจื้อเยว่ก็เพียงพอแล้ว”
เซิ่งมู่ประสานมือคารวะตอบ “เข้าใจแล้ว โชคดีแม่นางเฉิน”
หลิวจื่ออี้เอ่ยกลั้วรอยยิ้ม “หากข้าต้องการสมุนไพร ข้าจะไปหาเจ้านะ”
เฉินจื้อเยว่คลี่ยิ้มบาง ก่อนจะหันกายเดินขึ้นรถม้าคันหรู
“ไว้เจอกันที่สำนักหลวงนะ” หลี่ซิ่วโบกมือลาพลางเอ่ยเสียงใส อู๋ซือหยวนเพียงโบกมือให้โดยไม่กล่าวสิ่งใด ส่วนเฉินชิงชิงก็พยักหน้าให้เซิ่งมู่เบาๆ เป็นการอำลา
เซิ่งมู่พยักหน้ารับพลางโบกมือตอบกลับ
รถม้าของตระกูลเฉินค่อยๆ เคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่ตำหนัก ฝูงชนรอบด้านต่างรีบแหวกทางให้อย่างรวดเร็ว บางคนมองตามด้วยสายตาใคร่รู้ ทว่าหลายคนกลับเต็มไปด้วยท่าทีหวั่นเกรง
เมื่อสุยอู๋ซินเห็นว่าทุกคนต่างแยกย้ายกันไปตามทางของตน เขาจึงหันมาหาพวกเซิ่งมู่เพื่อเอ่ยลาเป็นคนสุดท้าย “ข้าต้องขอตัวเช่นกัน… หากมีปัญหาอันใด ไปหาข้าได้ที่โรงเตี๊ยมสายลมหวน”
เซิ่งมู่เลิกคิ้วเมื่อได้ยินชื่อที่คุ้นเคย “ที่นี่ก็มีด้วยหรือ?”
สุยอู๋ซินพยักหน้ายืนยัน “มีอยู่แล้ว เจ้าหาได้ไม่ยากหรอก ร้านที่ใหญ่ที่สุด! คนเยอะที่สุด! และอาหารอร่อยที่สุด! ข้ามักไปนั่งอยู่ที่นั่นช่วงยามซวีเป็นประจำ”
เซิ่งมู่ประสานมือรับคำ “จดจำไว้แล้ว”
“แล้วเจอกันนะพี่สุย” ต้าจินเอ่ยลา ส่วนหลิวจื่ออี้เพียงยกมือขึ้นโบกช้าๆ
บุรุษอาภรณ์ดำพยักหน้าให้พวกเขาทั้งสาม ก่อนจะกระทืบเท้าทะยานร่างขึ้นไปบนเรือเซียนลำเล็กที่จอดเทียบอยู่ รูปลักษณ์ของมันคล้ายคลึงกับเรือแจวธรรมดา
“ภูเขาเขียวขจี สายน้ำไหลยาว แล้วไว้พบกันใหม่!” สิ้นคำอำลา เรือเล็กของสุยอู๋ซินก็พุ่งทะยานออกไปจนลับสายตา
ยามนี้บนท่าเรือจึงเหลือเพียงเซิ่งมู่ หลิวจื่ออี้ และต้าจิน ฝูงชนรอบข้างบางส่วนยังคงลอบมองพวกเขาอยู่ไกลๆ ด้วยความสนใจ คล้ายอยากรู้ว่าคนเหล่านี้เป็นบุตรหลานตระกูลใด ถึงได้มีวาสนาเป็นสหายกับทายาทตระกูลใหญ่เช่นนั้น
เซิ่งมู่เกาหัวเบาๆ “พอแยกย้ายกันไปหมดก็รู้สึกเหงาๆ เหมือนกันนะ”
หลิวจื่ออี้ร้อง อื้ม! รับสั้นๆ ก่อนจะสังเกตเห็นต้าจินยืนทำท่าทางอ้ำอึ้ง นางจึงเอ่ยเร่ง “มีอะไรจะพูดก็รีบพูดสิ!”
ต้าจินหัวเราะแห้งพลางกล่าว “ข้าเองก็ต้องขอตัวเช่นกัน ท่านพ่อกำชับไว้ว่าเมื่อถึงเมืองหลวงแล้ว ให้รีบเดินทางไปรายงานตัวที่สำนักโดยทันที…”
เซิ่งมู่ตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆ “ไปเถอะ… แม้เมืองหลวงจะกว้างใหญ่… ใหญ่จนเมืองเล็กสิบเมืองไม่อาจเทียบได้ แต่อย่างไรพวกเราก็ต้องมีโอกาสได้พบกันอีกแน่”
หลิวจื่ออี้กอดอกหรี่ตามองหนุ่มร่างกำยำ “เว้นแต่ว่าเจ้ายังฝืนดูดกลืนฤทธิ์ยาจนพุงแตกตายไปเสียก่อน!”
ต้าจินยิ้มแห้ง “ข้าจะจำใส่ใจไว้ละกัน…” เขาหันมาทางเซิ่งมู่พร้อมกับยื่นกำปั้นออกมา “แล้วเจอกัน… สหาย”
“อื้ม!” เซิ่งมู่ยกกำปั้นขึ้นชนหมัดอีกฝ่ายเบาๆ
ต้าจินหันกำปั้นไปทางหลิวจื่ออี้บ้าง “เจ้าด้วย!”
หลิวจื่ออี้กลอกตา ทว่าก็ยอมยกมือขึ้นชนหมัดกับเขาเบาๆ “ทำเป็นเรื่องใหญ่โตไปได้…”
สิ้นคำบอกลา ต้าจินก็เดินกลืนหายเข้าไปในฝูงชน เซิ่งมู่มองตามแผ่นหลังนั้น เห็นเขายกแผนที่แผ่นเล็กๆ ขึ้นมากางก้มดูสลับกับมองหาทางไปพลาง
เซิ่งมู่ถอนหายใจยาว “คราวนี้ก็เหลือแค่เจ้าแล้วสินะ…”
หลิวจื่ออี้กอดอกเหลือบมองเขา “เหลือแค่เจ้าอะไรกันล่ะ… เจ้าจะไม่ไปทักทายพ่อแม่ข้าหรืออย่างไร?”
เซิ่งมู่ยิ้มรับพลางกล่าวตอบ “นึกว่าเจ้าจะไม่ชวนเสียแล้ว”
หลิวจื่ออี้คลี่ยิ้มบาง ก่อนจะเดินนำเขาไปยังรถม้าหน้าตาธรรมดาคันหนึ่ง ซึ่งมีธงสีเขียวปักอักษรสีทองคำว่า ‘หลิว (刘)’ ประดับไว้
สารถีผู้เฝ้ารถม้าซึ่งเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับขอบเขตขั้นหกก้มศีรษะทำความเคารพพวกเขาทั้งสอง โดยไม่ได้เอ่ยปากถึงที่มาที่ไปของเขาให้มากความ
เมื่อก้าวขึ้นมาบนรถม้า เซิ่งมู่ก็พลันฉายแววตาประหลาดใจเล็กน้อย เขากวาดสายตาสำรวจภายในอย่างละเอียด
รถม้าเซียนของตระกูลหลิวคันนี้ แม้ภายนอกจะดูเรียบง่ายไม่สะดุดตา ทว่าภายในกลับกว้างขวาง เทียบเท่ากับรถม้าธรรมดาถึงสองคันรวมกัน ภายในตกแต่งด้วยเบาะผ้านุ่มสบาย มีชั้นวางตำราขนาดเล็ก และยังมีตู้ลิ้นชักสำหรับเก็บสมุนไพรจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ
หลิวจื่ออี้หันมามองเซิ่งมู่ ราวกับล่วงรู้ความคิดของเขา “รถม้าประจำตัวของทายาทตระกูลหลิวสายหลักทุกคน ล้วนเป็นรถม้าเซียนที่ถูกสลักอาคมช่องว่างมิติเอาไว้ ก็เพื่อให้ทายาทตระกูลสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้ในทุกที่ทุกเวลา”
เซิ่งมู่พยักหน้าอย่างเข้าใจ “เรื่องนี้คงเป็น… ความคิดของผู้อาวุโสหลิวใช่หรือไม่?”
แม้ผู้อาวุโสในตระกูลหลิวจะมีอยู่หลายสิบคน แต่นางก็รู้ดีว่าชายหนุ่มเบื้องหน้าหมายถึงผู้ใด “ใช่! ท่านปู่เป็นคนออกหน้าขอให้ผู้อาวุโสจากสำนักอริยะมาลงค่ายกลนี้ให้ด้วยตัวเองเลยนะ”
เซิ่งมู่หย่อนกายนั่งลงบนเบาะผ้า สายตายังคงสอดส่องสำรวจไปรอบๆ อย่างสนใจ ในขณะเดียวกันสารถีก็เริ่มบังคับม้าให้เคลื่อนตัวไปตามท้องถนน ทว่าเซิ่งมู่กลับไม่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากการบดของล้อรถม้าแม้แต่น้อย
หลังจากรถม้าเคลื่อนตัวไปได้ไม่นาน เซิ่งมู่ก็พลันหันไปถามสตรีตรงหน้า “บิดามารดาของเจ้า… พวกท่านเป็นคนเช่นไรหรือ?”
หลิวจื่ออี้ละสายตาขึ้นมาจากถุงผ้าเก็บสมุนไพรของนาง ซึ่งเซิ่งมู่คาดเดาว่ามันน่าจะเป็นถุงมิติราคาแพงหูฉี่ “ท่านแม่ของข้าค่อนข้างใจดี… แม้นางจะเป็นสะใภ้ที่แต่งเข้าตระกูล แต่ก็เข้ากับคนอื่นๆ ได้ง่าย อีกทั้งเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์การฝึกตนสูงล้ำที่สุดในตระกูล ส่วนท่านพ่อ… แม้จะไม่ได้มีพรสวรรค์ด้านฝึกตนดังท่านแม่ ทว่าท่านถูกขนานนามว่าเป็นแพทย์อันดับหนึ่งในเมืองหลวง ไม่ว่าโรคร้ายใดๆ ก็รักษาหายได้… เพียงแต่วิชาปรุงโอสถของท่านพ่อค่อนข้างจะไม่เอาไหนสักหน่อย… ส่วนเรื่องนิสัยน่ะหรือ…” นางยกมือขึ้นจับคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ก็ค่อนข้างใจดี… แล้วก็มีนิสัยแปลกๆ นิดหน่อยกระมัง?”
เซิ่งมู่พยักหน้ารับคำ แม้ในใจจะรู้สึกสงสัยคำว่า ‘แปลกๆ นิดหน่อย’ ของนางก็ตามที “เช่นนั้น… ข้าควรซื้อของขวัญชิ้นใดไปฝากบิดามารดาของเจ้าดี?”
เมื่อหลิวจื่ออี้ได้ยินเช่นนั้น นางก็หรี่ตามองเขาพร้อมกับเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “เซิ่งมู่… นี่เจ้าคิดจะเตรียมของไปสู่ขอข้าแล้วงั้นหรือ?”
ได้ยินประโยคนั้น สีหน้าของเด็กหนุ่มก็พลันแข็งค้างไปชั่วขณะ เขารีบส่ายหน้ารัวๆ พลางเอ่ยปฏิเสธ “ข้ากับเจ้ายังไม่ได้คิดไปไกลถึงขั้นนั้นเสียหน่อย! ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าข้ามองเจ้าเป็นเสมือนพี่สาวน้องสาวคนหนึ่งมาตั้งแต่วัยเยาว์แล้วด้วย”
หลิวจื่ออี้ยกมือป้องปากหัวเราะคิกคักอย่างขี้เล่น “เจ้ากับข้าน่ะคิดเช่นนี้ได้ แต่เจ้าคิดว่าท่านพ่อของข้าจะยอมคิดเช่นนี้ด้วยหรือไม่เล่า?”
เซิ่งมู่ตกอยู่ในห้วงความคิดครู่หนึ่ง ‘ก็จริงของนาง… การที่บุตรสาวพาบุรุษแปลกหน้าเข้าบ้านเป็นครั้งแรก แถมบุรุษผู้นั้นยังเตรียมของกำนัลมามอบให้ถึงมือบิดามารดา… ไม่ว่าจะมองเช่นไรก็เหมือนการมาฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกเขยชัดๆ…’
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ “แต่ถึงอย่างนั้น ของกำนัลที่สมควรให้ก็ต้องให้… ผู้อาวุโสหลิวเคยช่วยเหลือข้าไว้มาก อย่างไรเสียข้าก็ควรหาทางตอบแทนพวกท่านบ้าง…”
หลิวจื่ออี้มองค้อน “แล้วเหตุใดคนผู้นั้นถึงไม่ใช่ข้าเล่า!?”
เซิ่งมู่ตอบกลับทันควัน “มันมิได้ไหมเล่า!? การที่บุรุษมอบของมีค่าให้สตรี หากผู้อื่นรู้เข้ามันจะดูไม่งาม”
หลิวจื่ออี้บ่นอุบอิบ “แล้วที่เจ้าจะให้บิดามารดานางล่ะ…”
เซิ่งมู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายใจ “นั่นเรียกว่าผู้เยาว์แสดงความเคารพต่อผู้อาวุโสต่างหาก”
หลิวจื่ออี้ฟังแล้วก็สะบัดหน้า โบกมือปัดอากาศไปมา “ไม่เอาก็ไม่เอาสิ! ข้าไม่ง้อเจ้าหรอก”
เซิ่งมู่คลี่ยิ้มอ่อนใจ “ข้าเพียงล้อเจ้าเล่นหรอกน่า… แต่อย่างไรข้าก็ควรให้ผู้อาวุโสกว่าก่อน…”
หลิวจื่ออี้หรี่ตามองเขา ก่อนจะชูนิ้วก้อยเรียวยาวของนางขึ้นมา “สัญญาแล้วนะ!”
เซิ่งมู่ยื่นมือไปเกี่ยวก้อยยืนยัน “อื้ม!” ก่อนจะเอ่ยถาม “ว่าแต่พ่อแม่เจ้าชอบสิ่งใดเป็นพิเศษหรือไม่?”
สตรีชุดเขียวหลับตาลงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ “อืม… ท่านแม่ของข้าชื่นชอบงานหยกแกะสลัก… ส่วนท่านพ่อน่ะหรือ… เจ้าอยากซื้ออะไรก็ซื้อไปเถอะ!”
เซิ่งมู่ร้อง “อ้อ!” รับคำ ทว่าในขณะเดียวกันเขาก็พลันนึกถึงปัญหาใหญ่บางอย่างขึ้นมาได้ ชายหนุ่มจึงหันไปกล่าวกับนางเสียงค่อย “แต่ว่าตอนนี้ข้าไม่มีเงินเซียนติดตัวเลยแม้แต่เหรียญเดียว… เจ้าช่วยบอกให้รถม้าแวะโรงรับจำนำก่อนได้หรือไม่?”
หลิวจื่ออี้พยักหน้ารับ พลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ได้สิ แล้วเจ้าคิดจะนำสิ่งใดไปขายเล่า? มิใช่ว่าพัดเล่มนั้นเป็นของสำคัญหรอกหรือ?”
เซิ่งมู่วางมือลงบนพัดพับไม้ไผ่ข้างเอวเบาๆ ก่อนส่ายหน้า “ข้าไม่ได้จะขายพัดเล่มนี้… แต่จะขายตำรายุทธ์ต่างหาก สุยอู๋ซินเคยบอกข้าว่าตำราพวกนั้นอย่างต่ำๆ ก็ได้หลายเหรียญวิญญาณ… ในเมื่อข้าจดจำเนื้อหาของตำราบางเล่มได้แล้ว หากจะขายสักสองสามเล่มก็คงไม่เป็นไรกระมัง?”
หลิวจื่ออี้ร้อง “อ้อ!” รับ ก่อนโผล่หน้าไปบอกสารถีผู้ฝึกตนที่ควบคุมรถม้า รถม้าจึงค่อยๆ เปลี่ยนทางเดินรถช้าๆ
…
ไม่นานนัก รถม้าตระกูลหลิวก็มาจอดเทียบอยู่เบื้องหน้าหอขนาดใหญ่โตที่มีความสูงกว่าสิบชั้น บนยอดหอประดับด้วยธงสีแดงผืนใหญ่ ปักลวดลายอักษรสีทองคำว่า ‘ไป๋ (百-ร้อย)’ เอาไว้อย่างโดดเด่น
เซิ่งมู่เงยหน้ามองพร้อมกับเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “ที่นี่คือโรงรับจำนำของสมาคมไป๋ซางงั้นหรือ?”
หลิวจื่ออี้ที่ยืนอยู่เคียงข้างกล่าวตอบ “ใช่! อย่างไรเสียมองไปทั่วแคว้นหมิงก็มีเพียงสมาคมไป๋ซางที่เชื่อถือได้ที่สุด”
สตรีชุดเขียวเดินนำเข้าไปภายในหอรับจำนำอย่างมั่นใจ โดยมีเซิ่งมู่เดินตามหลัง ส่วนสารถีผู้ฝึกตนนั้นเพียงยืนรออยู่ด้านนอก
เมื่อเห็นพวกเขาสองคน หญิงต้อนรับในชุดกระโปรงสีแดงก็รีบรุดเข้ามาหาทันที “มิทราบว่าคุณชายและคุณหนูต้องการสิ่งใดหรือเจ้าคะ?” นางยอบกายลงทักทายอย่างนอบน้อมพลางเอ่ยถาม
หลิวจื่ออี้หยิบป้ายสีดำที่สลักอักษร ‘ไป๋’ สีทองออกมาแสดงให้ดู “ข้ามาขายสินค้า”
เมื่อเห็นป้ายคำสั่งนั้น หญิงต้อนรับก็ยอบกายตอบอีกครั้ง “เชิญตามมาทางนี้เจ้าค่ะ” นางผายมือออก ก่อนจะเดินนำทางไปเบื้องหน้าครึ่งก้าว
ทั้งสองเดินตามนางขึ้นบันไดวนไป ก่อนจะถูกพาตัวเข้ามายังห้องรับรองส่วนตัวที่มีการตกแต่งอย่างดี
หญิงต้อนรับผายมือไปยังเก้าอี้บุนวมสองตัวที่ตั้งอยู่เคียงข้างโต๊ะไม้ชั้นดี “เชิญคุณชายและคุณหนูนั่งรอผู้ดูแลสักครู่… หากต้องการสิ่งใดเพิ่มเติม สามารถสั่นกระดิ่งรับสั่งได้เลยเจ้าค่ะ” นางยอบกายทำความเคารพอีกครั้งก่อนจะถอยหลังเดินออกจากห้องไป
เซิ่งมู่ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวม ก่อนจะหันไปกระซิบถามสตรีข้างกาย “เมื่อครู่เจ้าหยิบป้ายอะไรขึ้นมาน่ะ?”
หลิวจื่ออี้ยกป้ายสีดำในมือขึ้นมาให้เซิ่งมู่ดูชัดๆ มันเป็นป้ายเหล็กที่หลอมขึ้นจากเหล็กเย็นแข็ง แข็งเสียจนแม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตขั้นห้าใช้กระบี่ฟันก็ยังมิอาจสร้างรอยขีดข่วนได้ มันส่งไอปราณบางๆ ความรู้สึกคล้ายกับตราทองแดงที่เขาเคยได้รับจากหนิงกงซี บนป้ายสลักลวดลายอักษรพู่กันแบบข่ายซู (ตัวตรงระเบียบมาตรฐานที่เขียนทั่วไป) สีทองเป็นคำว่า ‘百 (ไป๋)’ ไว้
หลิวจื่ออี้ปล่อยให้เซิ่งมู่สำรวจป้ายนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอธิบาย “มันคือป้ายสำหรับลูกค้าคนสำคัญของหอการค้าไป๋ซาง ท่านปู่เป็นคนมอบให้ข้าพกติดตัวไว้ก่อนจะออกเดินทางจากเมืองเล็ก” นางขยับใบหน้าเข้าไปใกล้เขา ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่วเบา “ข้ากลัวเจ้าโดนกดราคาเอาน่ะ…”
เซิ่งมู่ได้ยินก็เลิกคิ้วสงสัย “มิใช่เจ้าบอกว่าพวกเขาน่าเชื่อถือที่สุดหรือ?”
หลิวจื่ออี้กลับไปนั่งยืดตัวตรง มองเขาด้วยหางตา “พ่อค้าก็คือพ่อค้า… เจ้าคิดว่าพ่อค้าทุกคนซื่อสัตย์หรืออย่างไร?”
เซิ่งมู่เบ้ปากเล็กน้อย ก่อนจะชูนิ้วชี้ขึ้นมาราวกับนึกอะไรออก “มีสิ! ท่านหมิงเจ๋อไง!”
ทว่าหลิวจื่ออี้กลับส่ายหน้าปฏิเสธ “แม้แต่ท่านน้าก็เชื่อถือไม่ได้… เว้นเสียแต่กับพวกเราที่เป็นคนสนิท”
เซิ่งมู่พยักหน้ารับเบาๆ ที่แท้พ่อค้าทุกคนล้วนมีลูกคิดของตนในใจ
แม้จะได้พบเจอกับหมิงเจ๋อที่ดูเหมือนพ่อค้าผู้ซื่อสัตย์คนหนึ่ง ทว่าลึกลงไปในใจของอีกฝ่ายก็ย่อมมีลูกคิดที่คอยดีดคำนวณคิดราคาอยู่ตลอด เพียงแต่ว่าราคานั้นจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าเขากำลังนั่งกับผู้ใดอยู่ก็เท่านั้น
นั่งรออยู่เพียงไม่กี่จิบชา ผู้อาวุโสในชุดคลุมสีเทาก็เดินเข้ามาภายในห้อง หลังงองุ้ม ใบหน้าใจดี ทั้งสองพลันลุกขึ้นด้วยความเคยชิน ก่อนที่ผู้อาวุโสท่านนั้นจะโบกมือเป็นเชิงบอกให้นั่งลง พร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
ผู้อาวุโสเปิดปากเอ่ยน้ำเสียงแหบพร่า “ใครที่จะขายสินค้าล่ะ?”
หลิวจื่ออี้ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด นางเพียงหันหน้าไปทางเซิ่งมู่
“ข้าเองขอรับ” เซิ่งมู่เอ่ยตอบรับ ก่อนจะเรียกตำราหกเล่มลอยออกมาจากพัดพับไม้ไผ่ “ข้าต้องการรบกวนให้ผู้อาวุโสช่วยประเมินมูลค่าของตำราทั้งหกเล่มนี้ หากเป็นไปได้ก็อยากให้ทางหอไป๋ซางช่วยรับซื้อไว้ขอรับ”
เซิ่งมู่ค่อยๆ วางตำราทั้งหมดลงบนโต๊ะเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง
ผู้อาวุโสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบตำราขึ้นมาพลิกอ่าน
ตำราวรยุทธ์ทั้งหกที่เขาวางลงให้ผู้อาวุโสดูล้วนเป็นตำราที่เขาอ่านจนจำขึ้นใจได้หมดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น บางวรยุทธ์เขายังฝึกฝนจนดึงพลังที่แท้จริงของมันออกมาใช้งานได้ด้วยซ้ำ
ตำราเล่มแรกมีชื่อว่า ‘พยัคฆ์ขย้ำหงส์เพลิง’ มันเป็นตำรายุทธ์เล่มแรกที่เขาหยิบขึ้นมาศึกษาหลังจากออกเดินทางจากเมืองเล็ก ผู้คิดค้นวิชานี้คืออดีตขุนพลแม่ทัพแห่งราชวงศ์ชิง แก่นแท้ของวิชาเน้นหนักไปที่กระบวนท่าหมัดอันดุดันแข็งกร้าว ด้วยเหตุนี้เขาจึงสามารถทำความเข้าใจและเรียนรู้มันได้ไม่ยากเท่าไหร่นัก ทั้งยังเป็นวิชาที่เขามั่นใจว่าตนเองเชี่ยวชาญที่สุดในบรรดาตำราทั้งหกเล่มนี้อีกด้วย
ตำราเล่มที่สองคือ ‘กระเรียนขาวท่องนภา’ เป็นวิชายุทธ์ที่สองที่เขาได้เรียนรู้ วิชานี้สืบทอดมาจากแม่ทัพขาวแห่งราชวงศ์สุย จุดเด่นของมันอยู่ที่ท่วงท่าอันอ่อนช้อยพลิ้วไหวและการยืมพลังคู่ต่อสู้เพื่อสวนกลับ นับเป็นอีกหนึ่งวิชาที่เขาบรรลุถึงแก่นแล้ว
ส่วนเรื่องที่ว่าอดีตเจ้าของตำราเล่มนี้ ซึ่งก็คือมารดาของไป๋เซียวเฟิง จะว่าอย่างไร… ก็ค่อยเก็บไว้พูดกันอีกที
เล่มที่สามคือตำรา ‘ดาบปราบกบฎ’ หรือชื่อเดิมคือ ‘ดาบสายน้ำคู่เมฆา’ อดีตวิชาเอกแห่งอวิ๋นสุ่ย แม้ภายหลังจะโดนคัดลอกเผยแผ่จนเต็มบ้านเต็มเมือง ทว่าเขาก็ยังแอบหวังลึกๆ ว่าจะพอมีราคาบ้าง
ตำราเล่มที่สี่คือเคล็ดวิชา ‘กระบี่บินชิงอวิ๋น’ เป็นตำราของผู้ฝึกปราณเล่มแรกที่เขาเคยได้อ่าน แม้จะไม่เชี่ยวชาญแต่เพราะเขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์บริสุทธิ์ เขาจึงศึกษาเพียงแค่แก่นหลักของวิชาและการรับมือไว้เท่านั้น
ส่วนตำราเล่มที่ห้าและหกแบ่งเป็นหนึ่งปราณหนึ่งยุทธ์ เล่มแรกเป็นวิชาของสำนักอวิ๋นสุ่ยที่เรียกว่า ‘มังกรเพลิงเบิกนภา’
ส่วนวิชาที่สองคือวิชาที่โดนลอกเลียนแบบมาจากวิชา ‘มังกรเพลิงเบิกนภา’ ให้อยู่ในรูปแบบผู้ฝึกยุทธ์ ชื่อว่า ‘ทวนสะบั้นมังกร’ ที่เป็นของตระกูลเฟิง
ผู้อาวุโสค่อยๆ หยิบตำราแต่ละเล่มขึ้นมาเปิดอ่านทีละหน้าๆ อย่างเชื่องช้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ ในขณะที่หลิวจื่ออี้ เมื่อเห็นชื่อบนปกของตำราแต่ละเล่ม ก็ทำท่าคล้ายอยากเอ่ยอะไรบางอย่าง
บรรยากาศภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันจนชวนให้อึดอัด เซิ่งมู่จึงเป็นฝ่ายเปิดปากถามก่อน “เป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”
ผู้อาวุโสวางตำราเล่มสุดท้ายลงช้าๆ ก่อนเอ่ย “ตำราสองเล่มแรก ข้าให้ราคาเล่มละสิบเหรียญวิญญาณ ส่วนอีกสี่เล่มที่เหลือ… ข้าให้เล่มละสามสิบเหรียญวิญญาณ…”
เซิ่งมู่ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อได้ยินราคาที่ผู้อาวุโสเสนอให้
ผู้อาวุโสเห็นเขายังไม่ตอบรับจึงเอ่ยเสริม “ข้าให้ราคาเจ้าได้สูงสุดเพียงเท่านี้จริงๆ แม้จะมีค่าแต่ใช่ว่าจะขายออกได้ง่ายๆ ดังเจ้าคิด…”
ทว่าในขณะที่เซิ่งมู่กำลังจะออกปากรับคำ หลิวจื่ออี้ก็พลันดึงแขนเสื้อของเขาไว้ ก่อนจะส่ายหน้า “เจ้าจำเป็นต้องขายจริงหรือ?”
เห็นท่าทางลังเลใจของนาง เขาก็พลันสงสัย “เนื้อหาในนี้ข้าจำได้หมดแล้ว… อีกทั้งท่านปู่ก็มิเคยห้าม ทำไมหรือ?”
หลิวจื่ออี้เม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น ก่อนจะเอ่ย “เจ้าขายไปแค่สองเล่มแรกก็เพียงพอแล้ว… วิชาปราบกบฎแม้จะมีขายทั่วไป ทว่าที่ขายล้วนเป็นฉบับที่เปิดเผยขั้นต้นเท่านั้น ส่วนเล่มที่เจ้าเอาออกมาข้าเคยได้ยินสุยอู๋ซินคุยกับเจ้าว่าเป็นเล่มสมบูรณ์… ข้าว่าเจ้าขายให้สุยอู๋ซินไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?”
เซิ่งมู่ได้ยินที่นางเอ่ยก็พลันนึกถึงคำของสุยอู๋ซิน บุรุษอาภรณ์ดำร่างสูงเคยบอกเขาว่าตำราฉบับสมบูรณ์ล้วนถูกเก็บรักษาไว้ที่ตำหนักตระกูลสุย อีกทั้งยังไม่เคยเปิดเผยต่อภายนอก หากเป็นเช่นนั้น… การขายให้สุยอู๋ซินก็ดีกว่าจริงๆ
เซิ่งมู่เข้าใจที่นางบอกแต่ยังเปิดปากถามต่อ “แล้วอีกสามเล่มที่เหลือเล่า? ทำไมเจ้าถึงว่าข้ามิควรขาย?”
หลิวจื่ออี้ถอนหายใจยาว “วิชาทวนสะบั้นมังกรไม่ควรขายเพราะเป็นตำราสายหลักของตระกูลเฟิง หากเจ้ายังไม่อยากมีปัญหากับตระกูลเฟิงก็อย่าขายจะดีกว่า ส่วนอีกสองวิชาเป็นวิชาเอกของสำนักชิงอวิ๋นและอวิ๋นสุ่ย โดยเฉพาะ ‘กระบี่บินชิงอวิ๋น’ ที่สืบทอดแก่ศิษย์สายในไม่กี่คน ถ้าไม่อยากโดนศิษย์สองสำนักนี้ตามล่าก็อย่าขาย! สู้เก็บเอาไว้ขายให้พวกเขาตรงๆ หรือไม่ก็นำไปมอบเป็นของกำนัลยังมีประโยชน์เสียกว่า”
เซิ่งมู่เอ่ยกลับ “แล้วข้าจะอธิบายพวกเขาเรื่องที่มีตำราเหล่านี้ได้ยังไง?”
หลิวจื่ออี้ทำท่าจะเคาะศีรษะเขาด้วยความโมโห “เจ้าเป็นใคร! เจ้าคือสหายสนิทของทายาทจากทั้งสี่ตระกูลใหญ่นะ! ยังจะต้องไปหวาดกลัวว่าพวกเขาจะซักไซ้ไปทำไม!”
เซิ่งมู่ได้ยินก็พยักหน้ารับความเห็นนาง ก่อนหันไปพูดกับผู้อาวุโส “ท่านผู้อาวุโส ตามที่ท่านได้ยิน… ตำราสี่เล่มนั้นข้าไม่ขายแล้ว… ขออภัยที่ทำให้ท่านเสียเวลา”
ผู้อาวุโสหลังงอลูบเคราพลางหัวเราะเบาๆ “มิเป็นไรๆ การค้าย่อมรอได้” เขาสั่นกระดิ่ง ไม่นานนัก หญิงต้อนรับชุดแดงที่ทำหน้าที่พาพวกเขามายังห้องรับรองก็เดินกรายเข้ามาพร้อมกับถาดไม้สลักในมือ
หญิงต้อนรับสาวเดินมาหยุดยืนอยู่เคียงข้างเก้าอี้ของเซิ่งมู่ ก่อนจะยอบกายลงอย่างอ่อนช้อย “นี่คือค่าตอบแทนของคุณชายเจ้าค่ะ…”
บนถาดไม้ที่นางประคองมา นอกจากจะมีเหรียญหยกขาวที่แผ่กลิ่นอายพลังปราณบริสุทธิ์จำนวนยี่สิบเหรียญจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบแล้ว ข้างๆ กันยังมีป้ายหยกสีขาวบริสุทธิ์ที่มีรูปทรงคล้ายคลึงกับป้ายนิลของหลิวจื่ออี้ ซึ่งสลักอักษร ‘百 (ไป๋)’ เอาไว้วางเคียงคู่อยู่ด้วย
ผู้อาวุโสหยิบป้ายหยกขาวแผ่นนั้นขึ้นมาพลางเอ่ยอธิบาย “ในฐานะที่คุณชายเป็นถึงสหายคนสนิทของผู้ถือครองป้ายนิล ตาแก่ผู้นี้จึงถือวิสาสะจัดเตรียม ‘ป้ายรับรองหยกขาว’ ของสมาคมไป๋ซางมามอบให้แก่คุณชาย… นับแต่นี้เป็นต้นไป ไม่ว่าหอใดสาขาใดที่อยู่ภายใต้สมาคมไป๋ซางเพียงแค่คุณชายแสดงป้ายหยกชิ้นนี้ ก็จะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี”
เอ่ยจบ ป้ายหยกขาวก็ค่อยๆ ลอยมาตกลงบนฝ่ามือของเขาอย่างนุ่มนวล
เซิ่งมู่สะบัดข้อมือเพียงคราเดียว เหรียญหยกขาวทั้งยี่สิบเหรียญรวมถึงตำราวรยุทธ์อีกสี่เล่มก็พลันลอยหายเข้าไปในพัดพับไม้ไผ่สีเขียว เขาลุกขึ้นพลางประสานมือคารวะชายชราหลังงอเบื้องหน้า “ขอบพระคุณผู้อาวุโส”
หลิวจื่ออี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ลุกขึ้นทำความเคารพตาม
ผู้อาวุโสโบกมือพลางเอ่ย “หากพวกเจ้ายังมีธุระอื่น ก็ให้แม่นาง ‘หงเซ่อ’ เป็นคนคอยจัดการให้ก็แล้วกัน…”
หญิงต้อนรับที่ชื่อ ‘หงเซ่อ’ รีบยอบกายรับคำสั่ง ก่อนจะผายมือเชิญพวกเขาให้เดินตามออกไป “มิทราบว่าคุณชายมีสิ่งใดที่ต้องการเป็นพิเศษหรือไม่เจ้าคะ?”
เซิ่งมู่ยกมือขึ้นลูบคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อืม… น่าจะเป็นพวกงานแกะสลักหยกกับ… อะไรก็ได้กระมัง?”
…
หลังจากส่งพวกเซิ่งมู่ออกไปจากหอรับจำนำได้เพียงไม่นาน หงเซ่อในชุดกระโปรงสีแดงก็เดินกลับเข้ามาภายในห้องรับรองอีกครั้ง นางทอดสายตามองชายชราที่ยังคงนั่งหลับตาพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้นวมด้วยความเคารพยำเกรง
ผู้อาวุโสหลังงอยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ “เจ้าคงสงสัยว่าเหตุใดข้าถึงได้ยอมยกป้ายหยกขาวให้แก่เด็กหนุ่มผู้นั้นไปง่ายๆ สินะ…”
หงเซ่อรีบค้อมศีรษะลงต่ำ เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ผู้น้อยมิกล้า…”
ชายชราหลังงองุ้มเปล่งเสียงหัวเราะกังวาน “ผ่านมานานหลายปีแล้วที่ข้าไม่ได้เห็นคนเอาของน่าสนใจออกมาให้ชม ตำราเหล่านั้นที่เจ้าเห็น… ทุกเล่มล้วนแล้วแต่เป็นต้นฉบับมิใช่ชุดคัดลอก…”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของผู้อาวุโสเบื้องหน้า แววตาของหงเซ่อก็พลันสั่นไหววูบหนึ่ง ทว่านางกลับมิได้เปิดปากถามอะไร
“รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งกลับครอบครองวิชาลับที่สืบทอดกันเฉพาะในตระกูลและสำนักใหญ่มากมายถึงเพียงนั้น… เจ้าไม่รู้สึกว่าภูมิหลังของเด็กคนนี้น่าสนใจหรอกรึ? ส่วนแม่หนูน้อยที่ยืนอยู่ข้างกายเขานั่นก็ไม่ธรรมดา ถึงกับมีสิทธิ์พกพาป้ายนิลของตระกูลหลิวติดตัวได้…” ผู้อาวุโสลูบเคราสีดอกเลาพลางครุ่นคิด “คงหนีไม่พ้นหลานสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของตาเฒ่าหลิวจิ้งเจ๋อนั่นแหละ…”
ทันทีที่ได้ยินนามอันคุ้นเคยดังออกมาจากปากของชายชรา ขนตางอนยาวของหงเซ่อก็พลันสั่นไหวด้วยความหวั่นเกรง ทว่าลึกลงไปในแววตานั้นก็แฝงไว้ด้วยความเคารพเทิดทูนอย่างสุดซึ้ง
ผู้อาวุโสหลังงอยิ้มหัวเราะกับตัวเองเบาๆ ก่อนที่ร่างชราภาพนั้นจะค่อยๆ เลือนลาง และเดินหายทะลุเข้าไปในฉากกั้นห้องลายภาพม้าวิ่ง
…
บนรถม้า เซิ่งมู่ก้มลงมองป้ายหยกขาวที่ตนเพิ่งได้รับมา สลับกับมองป้ายเหล็กนิลในมือของสตรีข้างกาย “เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าป้ายสถานะของข้ามันดูธรรมดากว่าเจ้าล่ะ?”
หลิวจื่ออี้เก็บป้ายของนาง ก่อนกอดอกพูดด้วยความภูมิใจ “ป้ายนี้ท่านปู่เป็นคนมอบให้ข้าด้วยตัวเอง! จะธรรมดาแบบเจ้าได้ยังไง!”
เซิ่งมู่ส่ายหัวกับความขี้เล่นของนาง เขาเก็บป้ายลงเข้าไปในพัดพับ ก่อนจะยกมือขึ้นตบลงบนด้ามพัดไม้ไผ่เบาๆ
‘ท่านปู่เย่… ข้าเพิ่งเอาตำราบางเล่มขายไปท่านคงไม่โกรธใช่หรือไม่? หากท่านปู่เอ็นดูข้า เหมือนผู้อาวุโสหลิวรักหลิวจื่ออี้ล่ะก็ เหตุใดท่านถึงไม่ยอมทิ้งเงินวิญญาณไว้สักร้อยเหรียญกัน! หรือว่าแท้จริงแล้ว ตระกูลของท่านพ่อท่านแม่ขี้งกเพียงนั้นเลยหรือ? เฮ้อ… ว่าแต่ปู่เย่ ตอนนี้ท่านเดินทางถึงแคว้นเสวี่ยรึยังนะ?’