ตอนที่ 38 คำนวณ
ค่ำคืนอันเงียบสงบ ลมพัดเย็น พร้อมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ลอยโชยมา
ด้านในห้องหนังสือของจวนฮั่ว ฮั่วซีหัวหน้าตระกูลฮั่วกำลังนั่งดื่มด่ำกับท่อยาสูบของเขาอยู่ที่โต๊ะชา
สาวใช้ที่อยู่ข้าง ๆ เขาจุดไฟเผาใบยาสูบในท่อ เขาหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพ่นควันสีขาวเทาออกมาเป็นแนวยาว
ที่นั่งตรงข้ามเขาคือฮั่วชวนหมิง หลานชายผู้เป็นผู้พิพากษาแห่งเมืองกวงหลิง
“สุรานั้น เขาไม่ยอมขายออกมานอกร้านเลยหรือ เจ้าว่า……เจ้าหลี่เฉินอันผู้นั้นมีเจตนาอะไร ? ”
“ตอบท่านลุง ข้าคิดว่าประการแรกคงเป็นเพราะเขาไม่มีเงินมาขยายร้าน ประการที่สอง ตระกูลเสิ่นเอ่ยปากแล้วว่าจะไม่ขายธัญพืชของทั่วทั้งเมืองกวงหลิงให้แก่เขา”
“ดังนั้นร้านสุราของเขาจึงขายสุราได้แค่วันละสิบชั่ง ใช้ธัญพืชในการกลั่นไม่มากนัก และเขาสามารถลอบขอซื้อจากพ่อค้ารายย่อยบางรายได้ แต่หากเขาต้องการขยายตลาดให้ใหญ่ขึ้น มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นข้าคิดว่าสุราฮั่วผิงชุนของเขาไม่สามารถเป็นภัยคุกคามต่อกวงหลิงซ่านของเราอย่างแน่นอน”
ฮั่วซีสูบยาสูบแล้วพ่นควันออกมา ทำให้ควันสีขาวขุ่นลอยบดบังใบหน้าชราของเขา
เขาหรี่ตามองออกไปนอกหน้าต่างครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเอ่ยว่า “แม้หลายปีมานี้……เสิ่นเชียนซานจะทำได้ดี แต่เขาก็ยังไม่สามารถควบคุมการค้าธัญพืชได้ทั้งเมืองกวงหลิง ยกตัวอย่างเช่น คู่แข่งเก่าของเขาอย่างไช่เจิงเหยา”
“ท่านลุง เสิ่นเฉียวเตี๋ยพูดอยู่เหมือนกันว่าไช่เจิงเหยาไปที่ร้านสุราแห่งนั้นด้วย หลานเองก็ส่งคนไปตรวจสอบดูแล้ว ระยะนี้ไช่เจิงเหยาไปดื่มสุราที่ร้านนั้นจริง ๆ ”
“ทว่า……ไช่เจิงเหยาทำกิจการใหญ่โตในเมืองกวงหลิง หลานคิดว่าเขาคงไม่ชายตามองธัญพืชแค่ไม่กี่สิบชั่งที่หลี่เฉินอันต้องการหรอกกระมัง”
“ต่อให้เขาอยากขายและทำสัญญากับหลี่เฉินอันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร”
“ตราบใดที่เสิ่นเชียนซานจัดการเรื่องการรับซื้อธัญพืชในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของเจียงหนานได้ดี ร้านของไช่เจิงเหยาก็จะไม่มีธัญพืชเพียงพอ และต่อให้เขาจะป้องกันเพียงใดก็ไม่ทันกาลแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการขายธัญพืชให้หลี่เฉินอันเลย”
“อืม” ฮั่วซีพยักหน้ารับแล้วถามต่อ “แล้วเฉิงกั๋วกงกลับไปหรือยัง ? ”
“เรียนท่านลุง ข้าได้ยินจงหลีชิวหยางบอกว่าหลานชายคนโตแห่งจวนเฉินกั๋วกงจะยังอยู่ในเมืองกวงหลิงอีกสามถึงห้าวัน”
“ท่านลุงบอกว่า……คราวนี้เฉิงกั๋วกงได้พาเฉิงเจ๋อหลานชายของเขามาที่จวนจงหลีเพื่อขอหมั้นหมายกับคุณหนูสาม แต่นี่ก็ผ่านมาห้าหกวันแล้ว เหตุใดถึงยังไม่ได้ยินข่าวคราวอะไรเลย ? ”
“เรื่องนี้……ถึงเยี่ยงไรคุณหนูสามแห่งจวนจงหลีก็มีนิสัยดื้อรั้น นางคงไม่ชอบคุณชายเฉิงผู้นั้น ไม่เช่นนั้นนางคงไม่จัดงานชุมนุมวรรณกรรมเพื่อคัดเลือกสามีหรอก”
“เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ทำให้เฉิงกั๋วกงเสียหน้า จึงเป็นเรื่องปกติที่จะไม่มีข่าวคราวใดออกมา”
ฮั่วซีสูบยาสูบอีกครั้ง ตอนนี้ใบยาสูบในท่อถูกเผาไหม้หมดแล้ว เขาจึงพลิกท่อยาสูบลงแล้วเคาะให้เศษใบยาสูบที่ไหม้ร่วงออกมา แล้วถึงยื่นให้สาวใช้ข้างกาย
“เรื่องนี้ยังมีความแปลกอยู่บ้าง ข้าลองครุ่นคิดดูแล้ว ในเมื่อเฉิงกั๋วกงมาที่เมืองกวงหลิง เช่นนั้นตระกูลฮั่วควรไปเยี่ยมเยียนเขาสักครั้ง เพราะถึงเยี่ยงไรจวนเฉิงกั๋วกงก็เป็นหนึ่งในห้าจวนที่ยังคงมีอิทธิพลอย่างมากต่อแคว้นหนิงของเรา”
“ไป่หยางมีความสัมพันธ์อันดีกับจวนลั่วกั๋วกง แต่หากเขาสามารถผูกสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจวนเฉิงกั๋วกงได้บ้าง สิ่งนี้จะช่วยให้เส้นทางการเป็นขุนนางของเขาราบรื่นยิ่งขึ้น”
“แต่ข้าให้พ่อบ้านจวนไปส่งเทียบขอเยี่ยมที่จวนจงหลีแล้ว……ทว่ายังไม่มีการตอบกลับใด ตอนนี้ข้ายังไม่เคยได้เห็นหน้าของเฉิงกั๋วกงเลย”
“จะว่าไปแล้วเฉิงกั๋วกงท่านนี้มาที่เมืองกวงหลิงหลายวันแล้วเหมือนกัน แต่เขาเอาแต่อยู่ในจวนจงหลี ไม่ยอมออกมาเยี่ยมเยือนโลกภายนอกเลยแม้แต่น้อย……เช่นนี้มันหมายความเยี่ยงไร ? ”
ฮั่วชวนหมิงคิดตามแล้วกล่าวว่า “บางทีอาจเป็นเพราะกำลังเจรจาเรื่องสัญญาหมั้นหมายกับจวนจงหลี ประเดี๋ยววันหลังหลานจะลองถามไถ่จากจงหลีชิวหยางดู”
“อืม” ฮั่วซีพยักหน้ารับ “จวนจงหลีอยู่สูงส่งเกินไป จวนเฉิงกั๋วกงเองก็อยู่สูงส่งเกินไปเช่นกัน หากพวกเขาเกี่ยวดองเป็นญาติกันจริง ๆ……มันจะกลายเป็นความกดดันมหาศาลต่อจวนลั่วกั๋วกง”
“โชคดีที่คุณหนูสามแห่งจวนจงหลีผู้นี้ไม่มีทีท่าว่าจะหมั้นหมายด้วย นี่ถือเป็นเรื่องดี เอาล่ะ เราไม่คุยเรื่องพวกนี้กันแล้ว ถึงเยี่ยงไรตอนนี้อำนาจของจวนฮั่วยังห่างไกลจากพวกเขานัก”
ฮั่วซีหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ เขามองฮั่วชวนหมิงแล้วถามอีกคำถาม “ผู้อาวุโสฮัวม่านถิงไปจากเมืองกวงหลิงแล้วหรือยัง ? ”
“วันนี้ผู้อาวุโสฮัวออกจากเมืองกวงหลิงเพื่อเดินทางกลับจิงตูแล้ว หลิวจั๋วเดินทางไปส่งด้วยตนเอง”
ฮั่วซีเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า เขาลุกขึ้นยืนยืดตัวตรง “เช่นนั้นรอให้เฉิงกั๋วกงไปจากเมืองกวงหลิงก่อนเถิด แล้ว……ข้าจะเอาสูตรกลั่นสุราฮั่วผิงชุนนั้นมาให้ได้”
“หลานทราบดี ! ”
“นอกจากนี้ แม้นว่าตอนนี้จะเพิ่งปลายเดือน 3 แต่เจ้าต้องกำชับเสิ่นเชียนซานให้ดูแลเรื่องการเก็บเกี่ยวธัญพืชในเจียงหนานให้ดี อย่าให้เกิดข้อผิดพลาดเป็นอันขาด ! ”
“เจ้าไปเขียนจดหมายสองฉบับ ส่งไปให้เจ้าหน้าที่เขตหูอินหนึ่งฉบับ ส่วนอีกฉบับส่งไปให้เจ้าแปดที่เขตอี๋ ทั้งสองเขตนี้ล้วนเป็นเขตเก็บเกี่ยวธัญพืชที่สำคัญของเจียงหนาน บอกพวกเขาให้จับตาดูไว้ให้ดี”
“นอกจากนี้ ข้ายังรู้ข่าวมาว่าบุตรสาวของใต้เท้าเฉาแห่งหออาภรณ์เจียงหนานกำลังจะเข้าพิธีปักปิ่น1 แล้ว ความหมายคือ……ให้ข้าไปผิงเจียงเพื่อขอหมั้นหมายให้ฮั่วจื่อกุย”
“ช่วงนี้เจ้าเตรียมของขวัญไว้ให้เยอะหน่อย พอถึงตอนนั้นข้าจะนำไปด้วย”
ฮั่วชวนหมิงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที แม้ว่าใต้เท้าหออาภรณ์แห่งเจียงหนานจะเป็นเพียงขุนนางขั้น 5 แต่นั่นก็เป็นหนึ่งในสองฝ่ายที่มีเงินหนามากที่สุดในแคว้นหนิง !
อีกฝ่ายหนึ่งก็คือสำนักผูกขาดเกลือและเหล็ก
หากตระกูลฮั่วแห่งกวงหลิงสามารถแต่งงานกับตระกูลเฉาแห่งเจียงหนานได้ มันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อตระกูลฮั่วอย่างแน่นอน
แม้ฮั่วไป่หยาง ลูกพี่ลูกน้องของเขาจะเป็นขุนนางคนสนิทขององค์รัชทายาท แต่เขาก็ยังต้องการความช่วยเหลือมากมาย
ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงปัญหาหนึ่งได้ ดังนั้นเขาจึงโน้มตัวไปกระซิบด้วยเสียงแผ่วเบา “ท่านลุง หลานได้ยินข่าวจากจิงตู……ว่ากันว่าองค์ชายรองดูเหมือนจะมีอำนาจเหนือกว่าองค์รัชทายาทแล้ว ? ”
ฮั่วซีเงยหน้าขึ้นมา แววตาของเขาดูคมปลาบขึ้นเล็กน้อย
“เจ้าไม่ควรถามเรื่องเหล่านี้ ไม่ควรพูดและไม่ควรไปสนใจ ! ”
“เจ้าเพียงแค่ทำในส่วนของเจ้าให้ดีก็พอ ที่เหลือให้เป็นหน้าที่ของไป่หยาง”
“สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือเรื่องของเราในเมืองกวงหลิง ฮั่วผิงชุนกำลังกดกวงหลิงซานของพวกเราไว้ใต้เท้า สิ่งนี้ทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย ! ”
“เจ้าเด็กหลี่เฉินอันผู้นี้ก็ทำให้ข้าไม่สบายใจเช่นกัน ! ”
“แม้นว่าตอนนี้ไม่อาจแตะต้องเขาได้ แต่……เราสามารถเพิ่มปัญหาให้เขาได้เช่นกัน อย่างเช่นในเมืองกวงหลิงมีนักเลงหัวไม้เยอะแยะไม่ใช่หรือ ? ”
ฮั่วชวนหมิงโน้มตัวรับคำ ใบหน้าของเขาฉายแววดุดันขึ้นมาทันที “หลานรู้แล้วว่าควรทำเยี่ยงไรขอรับ ! ”
ตระกูลฮั่วแห่งกวงหลิงกำลังคิดไม่ดีต่อหลี่เฉินอัน ส่วนภายในคฤหาสน์ดอกท้อของจงหลีรั่วสุ่ยก็มีคนกำลังคิดถึงเขาเช่นกัน
“หม่อมฉันล่ะเสียดายแทนองค์หญิงสี่จริง ๆ พระองค์ไม่คิดจะไปลิ้มรสด้วยตัวพระองค์เองจริง ๆ หรือเพคะ ? ”
ภายในคฤหาสน์ดอกท้อ โคมไฟสีแดงจำนวนมากแขวนอยู่ในป่าท้อขนาดใหญ่
ในศาลาภายในคฤหาสน์ จงหลีรั่วสุ่ยมองดูหนิงฉู่ฉู่ด้วยรอยยิ้ม แล้วพูดอย่างมีความสุขว่า “สุรานั้นรสชาติดีมากจริง ๆ ขนาดเฉิงเจ๋อยังเกือบทะเลาะกับฉีจือเสวี่ยเพราะมัน หลายวันมานี้พวกเขาสองคนไปนั่งรอประตูร้านเปิดอย่างใจจดใจจ่อทุกวัน”
“เพราะหากไปช้าแม้เพียงครู่เดียว ก็อาจจะไม่เหลือให้ดื่ม”
“เฮ้อ องค์หญิง พระองค์คิดว่าเขา……เขาเป็นเยี่ยงไร ? ”
หนิงฉู่ฉู่มุ่ยปาก “เจ้าหมายถึงอะไร ? ”
“หม่อมฉันหมายความว่าเมื่อเทียบกับเสนาบดีชางปู้ชี่แล้ว เขาเป็นเยี่ยงไร ? ”
หนิงฉู่ฉู่มองค้อนใส่จงหลีรั่วสุ่ยทันที “เขาก็แค่กลั่นสุรารสชาติดีออกมาได้ไม่ใช่หรือ ? นี่แค่สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น แต่ที่เสนาบดีชางทำทั้งหมดนั้นคือหนทางที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ! ”
จงหลีรั่วสุ่ยย่นจมูกอย่างไม่ชอบใจ “แต่ฉีจือเสวี่ยกลับบอกว่าผู้ที่สามารถเดินออกจากเส้นทางเล็ก ๆ สู่เส้นทางที่ยิ่งใหญ่ได้ถือเป็นผู้ที่มีความสามารถอย่างแท้จริงเช่นกัน ! ”
“นอกจากนี้……” จงหลีรั่วสุ่ยกัดริมฝีปากของตนเอง “ทุกคนในเมืองกวงหลิงต่างคิดว่าเขาเป็นคนโง่ ใครจะคิดว่าเขาจะทำสุรารสชาติดีขนาดนี้ออกมาได้ ? ”
“ตอนนี้ทุกคนต่างพากันคิดว่าเขาเป็นเพียงแค่หลงจู๊ร้านสุราเล็ก ๆ เท่านั้น ใครจะไปรู้ว่าหากวันใดวันหนึ่งเขามีวาสนาขึ้นมา เขาอาจจะกลายเป็นผู้ที่นำสันติสุขมาสู่ใต้หล้าก็เป็นได้ ? ”
หนิงฉู่ฉู่คิดว่าช่วงนี้จงหลีรั่วสุ่ยคงตกหลุมบุรุษผู้นั้นเข้าเต็มเปาแล้ว
แต่ถ้าลองคิดดูให้ดี แม้ว่าความเพ้อฝันของจงหลีรั่วสุ่ยจะดูไม่สมจริงสักหน่อย แต่หลี่เฉินอันผู้นั้นก็มีความสามารถอยู่บ้าง
ในเมื่อเขาสามารถกลั่นสุราคุณภาพดีเช่นนี้ออกมาได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มทำ นั่นก็หมายความว่าเขามีวิธีกลั่นสุราที่ดีกว่าสุรารุ่ยลู่มาตั้งนานแล้ว แต่เขากลับทำตัวโง่เขลา ปกปิดความสามารถที่แท้จริงของตนเองมานานเป็นสิบปี ยอมขายขนมเปี๊ยะที่ได้กำไรต่ำ แต่ไม่ยอมขายสุราที่ได้กำไรมหาศาล
เพราะเขารู้ถึงความทรงพลังของมันดี
จนกระทั่งเขามีตัวตนในฐานะซิ่วอีแห่งหอลี่จิ้ง เขาถึงได้เริ่มกลั่นสุราออกมา สิ่งที่เขาทำนี้คล้ายกับว่าเขาได้วางแผนมาหมดแล้ว และกำลังดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน
ดังนั้นเขาจึงมีความสงบและสุขุมอย่างแท้จริงเหมือนที่ผู้อาวุโสฮัวบอก และการกระทำของเขาไม่ได้เอ้อระเหยเหมือนกับบุรุษหนุ่มวัยเดียวกันเหล่านั้น
ดูเหมือนว่าหอลี่จิ้งจะสามารถมอบหมายภารกิจยากลำบากให้กับบุรุษหนุ่มผู้นี้ได้
หนิงฉู่ฉู่โน้มตัวมองจงหลีรั่วสุ่ย ใบหน้าของนางไม่มีมาดที่ดูจริงจังของผู้นำแห่งหอลี่จิ้งเลยแม้แต่น้อย นางเผยรอยยิ้มขี้เล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของหญิงสาวออกมา “นี่ ข้าว่านะ หากเจ้าชอบเขาจริง ๆ เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ของเจ้าออกมา และเพื่อเป็นการไม่ให้จวนจงหลีมีคำครหาต่อเรื่องราวของพวกเจ้าทั้งสองคน……”
“เจ้าควรช่วยเหลือเขาสักหน่อยหรือไม่ ? ”
“หากเขาได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางจริง ๆ ข้าคิดว่าแบบนั้นจึงจะสมบูรณ์แบบที่สุด เพราะถึงเยี่ยงไรด้วยสถานะหลงจู๊ของร้านสุราเล็ก ๆ นั้น……ต่อให้เจ้าไม่รังเกียจ แต่สุดท้ายก็หยุดคำครหาของผู้คนไม่ได้อยู่ดี ? ”
จงหลีรั่วสุ่ยได้ยินดังนั้น นางเองก็คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า “มีสตรีในใต้หล้าคนใดบ้างที่ไม่อยากให้สามีของตนเจริญรุ่งเรือง ? เพียงแต่หม่อมฉันจะช่วยเขาได้เยี่ยงไร ? ”
“เจ้าลองคิดดู ตอนนี้สุราฮั่วผิงชุนของเขายังขาดตลาดไม่ใช่หรือ ? ”
“เพคะ ! ”
“ในเมื่อสุราฮั่วผิงชุนมีคุณภาพดีถึงเพียงนั้น แต่หลังร้านของเขากลับคับแคบเสียยิ่งกว่าอะไร……”
จงหลีรั่วสุ่ยได้ฟังเช่นนี้ก็เข้าใจได้ทันที
นางตระหนักรู้ได้ในทันที และทันใดนั้น ก็มีแสงสว่างวาบเข้ามาในดวงตาคู่งามของนาง
“สร้างโรงกลั่นสุรา ! ”
“สร้างโรงกลั่นขนาดใหญ่ ! ”
“เพิ่มกำลังผลิตฮั่วผิงชุนให้มากกว่ากวงหลิงซาน ! ”
“ด้วยราคาขายที่สูงขึ้น กำไรที่สูงขึ้นและตลาดที่ใหญ่ขึ้น…แม้ว่าเขาจะไม่มีความทะเยอทะยานที่จะเป็นขุนนาง แต่การที่จะเป็นเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในกวงหลิงก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร…นี่เป็นความคิดที่ดี ! ”
หนิงฉู่ฉู่ยิ้มรับ
จงหลีรั่วสุ่ยตกอยู่ในห้วงจินตนาการของหญิงสาวอีกครั้ง “หม่อมฉันจะมอบที่ดินทั้งหมดหลายพันหมู่ให้เขาเพื่อเอาไปสร้างโรงกลั่นสุรา ! ”
“เพียงแต่……หากกล่าวอ้างว่าจะขายให้เขาคงไม่ได้ เพราะหนึ่งเลยก็คือ เขาไม่ได้มีเงินมากมายเพียงนั้น สอง หากมีพ่อค้าคนใดคิดอยากซื้อขึ้นมาล่ะ ? ”
“จริงสิ สามารถให้เขายืมใช้ได้”
“แต่ด้วยนิสัยของเขาที่ไม่ชอบเป็นหนี้บุญคุณผู้ใด หากเขาไม่ยอมรับมันขึ้นมาล่ะ แล้วหม่อมฉันจะทำเยี่ยงไร ? ”
หญิงสาวพูดกับตัวเอง บางครั้งนางก็ขมวดคิ้ว บางครั้งก็แย้มยิ้มออกมา และในที่สุด แววตาของนางก็เป็นประกายคล้ายกับมีความคิดดี ๆ “เกือบลืมไปเลยว่าหม่อมฉันสามารถเป็นสหายกับเขาได้ ! ”
“เขาไม่รู้จักชื่อของหม่อมฉัน และหม่อมฉันยังไม่สามารถให้เขารู้ชื่อของหม่อมฉันได้ในขณะนี้”
“ยังไม่ได้แสดงฉากวีรบุรุษช่วยสาวงามเลย……เขาพบเฉิงเจ๋อแล้ว……สองวันที่ผ่านมานี้ หม่อมฉันได้จัดแจงให้องครักษ์ประจำจวนมาร่วมแสดงด้วย หม่อมฉันจะให้เฉิงเจ๋อสวมผ้าโพกศีรษะ แล้วพวกเราไปแสดงละครที่หน้าร้านสุราของเขากัน ! ”
1 พิธีปักปิ่น จัดขึ้นสำหรับเด็กสาวที่อายุเกิน 15 ปีที่โตเป็นสาวเต็มตัวและพร้อมที่จะเข้าสู่ชีวิตแต่งงาน โดยการนำปิ่นหรือกิ๊บมาเสียบบนเรือนผมที่รวบขึ้นมาไว้กลางศีรษะของเธอ เพื่อแสดงถึงความพร้อมที่จะออกเรือน