ท่ามกลางสถานการณ์อันเงียบสงัด สายลมจากทิศใต้พัดผ่านใบหูเป็นพักๆ แววตาของทุกคนต่างจดจ้อง จุดสายตาคือใจกลางทุ่งหญ้าโล่งกว้างอันมีคู่ประลองสองคนกำลังเข้าห้ำหั่น
กวีและชิรายูกิต่างจดจ้องมองหน้ากันด้วยแววตาแน่วนิ่ง ไม่มีผู้ใดกล้าลงมือ เด็กสาวล่วงรู้ว่าตนประเมินพลังคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป แววตาจึงเจือแววผิดหวัง ถึงกระนั้นกลับไม่ปรากฏร่องรอยแห่งการยอมแพ้หลงเหลืออยู่บนใบหน้า
“งั้นมาต่อกันได้เลย” เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นอีกครั้ง พร้อมแผ่ขยายความน่าเกรงขามออกไปเป็นวงกว้าง “พลังนี้มันอะไรกัน !!” เหล่าผู้ชมตัวน้อยต่างตะลึงงัน ในใจเฝ้าคำนึงและครุ่นคิด ว่าเหตุใดชายผู้มีศาสตร์หมอผีซึ่งเป็นศาสตร์ลำดับสุดท้าย จึงทรงพลังและกล้าแกร่งประหนึ่งว่าตนถือครองศาสตร์ระดับสูง
ทันใดนั้น ชิรายูกิตอบโต้ด้วยสัญชาตญาณของนักสู้ เร่งฝีเท้าพุ่งทะยานเข้าหาศัตรูอย่างเร่งรีบ ตวัดดาบทั้งเจ็ดเล่มกระหน่ำเข้าใส่กวีประหนึ่งพายุฝน
กวีปัดป้องได้ทุกกระบวนท่า แววตาของเขาเปล่งประกายแสงสีแดงราวกับดวงตาของแมวในยามราตรี เลี่ยงหลีกและปัดป้อง รวม ๆ แล้วนับจำนวนได้ถึงร้อยท่วงท่า
“อย่าพยายามโจมตีมั่วสิ” ในขณะที่กำลังต่อสู้ เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นทำให้เด็กสาวชะงักสองหรือสามวิและจึงว่ากล่าวอีกครั้ง “ให้นึกว่าหางคือส่วนหนึ่งของร่างกาย และอย่าโจมตีเกินครั้งละสองหรือสามดาบ ในระหว่างที่โจมตี จงตระเตรียมการโจมตีชุดต่อไปเอาไว้ให้พร้อม อย่าได้เน้นจำนวนและหวังว่าแค่โจมตีมั่ว ๆ ไปก็คงโดนศัตรู ให้วางแผนการให้รอบคอบ คาดการณ์การเคลื่อนไหวในครั้งต่อไป และจงตวัดดาบไปยังตำแหน่งนั้นให้แม่นยำ”
ทุกถ้อยคำคือการสั่งสอน ทำให้เด็กสาวพลันตระหนักได้ถึงบางสิ่งที่สำคัญ
“เข้าใจแล้วค่ะ !!” เธอเปล่งเสียงตะโกนอย่างเถรตรง
“ซุ่ม ซุ่ม ซุ่ม !!”
พายุฝนแห่งดาบโหมกระหน่ำเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทว่ารูปแบบการโจมตีกลับแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สองดาบทะยานเข้ามา กวีเลี่ยงหลีกได้ในหนึ่งท่วงที ทว่าครู่ต่อมาเพียงไม่นานกลับปรากฏอีกหนึ่งชุดกระบวนท่าการโจมตี
จนกระทั่งในท้ายที่สุด..
“ฉึบ-”
หลังจากการกระหน่ำฝนดาบอันบ้าคลั่ง หนึ่งคมดาบได้เข้าเชือดเฉือนแก้มซ้ายของกวีจนก่อเกิดเป็นแผลเล็ก สายโลหิตสีแดงฉานเริ่มต้นรินไหล แม้จะมิใช่แผลใหญ่มากนัก กระนั้นกลับเป็นบาดแผลแรกนับตั้งแต่การประลองในครั้งนี้เริ่มต้นขึ้น
.
< ยอดเยี่ยม เราเพียงแค่ให้คำแนะนำไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้าแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับสามารถจับทางได้แล้ว ช่างเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์อะไรเช่นนี้ >
.
กวีครุ่นคิดในระหว่างรับดาบของอีกฝ่าย แววตาเขาเจือแววของความประทับใจและตกตะลึงในหนึ่งช่วงเวลาเดียวกัน
พายุฝนดาบมิอาจถูกยับยั้งได้อีก กวีกำลังถูกไล่ต้อน ไร้ซึ่งหนทางที่จะตอบโต้ ทำได้เพียงปัดป้องในขณะที่อีกฝ่ายกระหน่ำคมดาบเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง
แต่แล้ว มุมปากของเขากลับขยับยกขึ้นสูง กลายเป็นรอยยิ้มร้อยหมื่นเล่ห์กลเพทุบายอันเปี่ยมไปด้วยเลศนัยและจึงกล่าวขึ้น
“ดูเหมือนว่า..”
‘ชั้นจะทำเป็นเล่นไม่ได้แล้วสิ’
เสียงนั้นถูกเปล่งขึ้นท่ามกลางห่าฝนของคมดาบแหลมคม พลันสิ้นเสียงเพียงไม่นาน แสงสว่างสีแดงฉานกลับเปล่งประกายขึ้นมาผ่านแววตาของเขาในฉับพลัน
“ดวงเนตรแห่งความหวาดกลัว”
ทักษะลึกลับถูกร่ายพร้อมการส่องแสงของนัยน์ตา ทันใดนั้น เพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ของเศษเสี้ยววินาที พายุฝนแห่งคมดาบอันโหมกระหน่ำพลันหยุดชะงักในฉับพลัน และเพียงสามวินาทีต่อมา ทุกสายตาของบรรดาผู้ชมที่กำลังเฝ้ามองการต่อสู้ในขณะนี้กลับเบิกกว้างในทันใด
เรือนร่างของชิรายูกินิ่งชะงัก เธอไม่กวัดแกว่งดาบอีกต่อไป ในขณะเดียวกัน ปลายแหลมของดาบทมิฬกลับจ่ออยู่ที่คอหอยของเธอ ระยะห่างเพียงเล็กน้อยเพียงขนาดของเส้นผม ซึ่งหากดาบของกวีหรือเธอเคลื่อนไหวเพียงน้อยนิด ปลายดาบแหลมคมจะทิ่มแทงคอหอยของเธอและพรากชีวิตให้ดับสิ้นลงในทันที
“หนู.. ขอยอมแพ้..” เสียงของเด็กสาวถูกเปล่งขึ้นพลางละทิ้งดาบทั้งเจ็ดเล่ม
ย้อนเวลากลับไปเมื่อไม่นานก่อนหน้านี้ พลันชิรายูกิหยุดชะงักเพราะผลลัพธ์จากทักษะดวงเนตรแห่งความหวาดกลัว ในเสี้ยววินาทีกวีกลับไม่รอช้า เขาตระเตรียมท่วงท่าได้อย่างทันท่วงที ตวัดดาบเพียงครั้งเดียวพลางเลี่ยงหลีกคมดาบทั้งเจ็ดเพื่อทะยานเข้าไปใกล้คอหอยของเธอ
“ทักษะและพรสวรรค์ของเธอช่างมีมากล้นจริงๆ” กวีเริ่มต้นเอ่ยปากเพื่อกล่าวชม “แต่ปัญหาของเธอในตอนนี้คือยังขาดประสบการณ์ หากได้ฝึกฝนอีกสักสามหรือสี่ปี แม้แต่ชั้นในตอนนี้ก็ไม่ใช่คู่มือของเธออีกต่อไป” เมื่อสิ้นเสียง ดาบงูพิษทมิฬเกลด้าในมือขวาของเขาจึงสูญสลายหายไปและจึงเผยให้เห็นถึงรอยยิ้ม
ผลลัพธ์ที่ปรากฏช่างน่าตกตะลึง เหล่าผู้ชมตัวน้อยล้วนแล้วแต่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าชิรายูกิจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
ถึงกระนั้น ความจริงคือสิ่งไม่ตาย กระทั่งโมมิยะกลับยังรู้สึกตกตะลึงน้อย ๆ เช่นเดียวกัน
“ทำไมกันคะ ทำไมดวงตาของคุณถึงไม่มีความกลัวเลย ?” เด็กสาวเอ่ยปากเพื่อไถ่ถาม
กระนั้นแล้ว กวีกลับมิอาจล่วงรู้ถึงความหมายจึงเอ่ยถามกลับไป
“หมายความว่ายังไง ?”
พลันได้ยินคำถาม เด็กสาวจึงเริ่มต้นการอธิบายความคิดในหัวของเธอในทันที
“ดวงตาของคุณปราศจากความกลัว ไม่ใช่แค่ความกลัวเพียงอย่างเดียว แต่มันกลับไม่มีอะไรเลย เป็นดวงตาอันว่างเปล่าของคนที่เคยประสบกับเหตุการณ์อันเลวร้าย ซึ่งหนูเคยเห็นมันมาก่อน พ่อของหนูเคยถูกโจรจับตัวไปพร้อมกับคุณแม่ พวกมันข่มขืนคุณแม่ต่อหน้าคุณพ่อและจึงฆ่าเธอ”
เด็กสาวหยุดพักหายใจสักครู่หนึ่งและจึงพูดต่อ
“แต่แล้ว พวกมันก็ปล่อยพ่อของหนูกลับมา แววตาของท่านพ่อก็เป็นเหมือนดวงตาของปลาตาย จนกระทั่งท่านจบชีวิตด้วยมือตนเองและทิ้งหนูเอาไว้เพียงลำพัง..”
กวีไม่มีสิ่งใดจะเอื้อนเอ่ย แม้จะยังเป็นเพียงเด็ก ทว่าเด็กสาวเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่ประสบพบเจอกับเหตุการณ์อันโหดร้าย
“ถึงอย่างนั้น คุณกลับแตกต่างออกไป คุณเหมือนกับคนที่ได้รับการเกิดใหม่ ยืนหยัดขึ้นมาและต่อกรกับทุกสิ่งด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเดิม”
ท่ามกลางบรรยากาศอันนิ่งสงบ ในแววตาของโมมิยะกลับเจือแววของความโศกเศร้าเล็กๆ ในบรรดาผู้รับฟังทั้งหมด ตัวเขาเป็นหนึ่งคนที่ล่วงรู้เป็นอย่างดี ว่านับตั้งแต่วันแรกที่จากโลกใบเก่ามาจนถึงวันนี้ กวีจำต้องผ่านพ้นเหตุการณ์อันร้ายโหดเหนือคณานับที่ผู้ใดก็มิอาจพรรณนา ถึงกระนั้น ในวันที่เขาต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด กลับไม่มีผู้ใดกล้ายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือซึ่งนั่นรวมไปถึงโมมิยะ
แววตาของเด็กสาวเจือแววสงสัย บรรยากาศรอบกายเริ่มต้นแปรเปลี่ยนเป็นความอึดอัด
ในทันใดนั้น กวีพลันยื่นมือออกไปเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า วางลงบนศีรษะของชิรายูกิพลางลูบไปมาซ้ายขวาอย่างบางเบาและอ่อนโยน
“ไม่ต้องเป็นห่วง ทุกคนมีเรื่องที่ต้องทำและสะสางกันทั้งนั้น ชั้นเองก็มี เธอเองก็มี เธอยังแข็งแกร่งได้มากกว่านี้ อย่าหยุดพยายามซะล่ะ” กวีกล่าวและเผยยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน ท่าทีของเขาทำให้แก้มของชิรายูกิแดงก่ำเพราะความเคอะเขิน
ในขณะเดียวกัน ความเศร้าหมองและความรู้สึกผิดที่เจือจางอยู่ในแววตาของโมมิยะพลันเลือนหายไป เขาก้าวเดินเข้ามาหาพลางกล่าวว่า “นั่นเด็กอายุสิบสองนะพวก”
ทันใดนั้น กวีจึงส่ายหัวและบอกว่า “ไม่ต้องห่วง ชั้นไม่ใช่พวกกินเด็กแบบนายหรอก”
คำพูดนั้นได้สร้างแรงสั่นสะท้านให้แก่โมมิยะอย่างมหาศาล “เจ้าบ้า! ใครบอกชั้นเป็นพวกกินเด็ก พวกเรายังไม่เคยแม้กระทั่งจับมือกันด้วยซ้ำ” เจ้าตัวเปล่งวาจาเพื่อแก้ต่างด้วยท่าทีร้อนรน ทว่าถึงอย่างไรก็ตาม การที่ตนหมั้นหมายกับองค์หญิงน้อยแห่งราชวงศ์อาร์นุลฟก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องจริง
ความสนุกสนานและความเริงรมย์ได้หวนคืนกลับมาอีกครั้ง ทุกคนต่างเปล่งเสียงหัวเราะเพราะท่าทีร้อนรนราวกับไส้เดือนถูกขี้เถ้า
จนกระทั่งในท้ายที่สุด เสียงของชิรายูกิพลันถูกเปล่งขึ้นในหนึ่งชั่วครู่ขณะ
“ทำไมทั้งสองคนไม่ลองประลองกันดูคะ ?”
คำถามของเธอแปรเปลี่ยนบรรยากาศรอบกายให้กลายเป็นความเงียบสงัดในทันควัน ถึงกระนั้นเหล่าเด็กสาวล้วนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นความคิดที่น่าสนใจ จึงพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงพลางส่งสายตาไปยังกวีและโมมิยะ
“ไม่ดีมั้ง” กวีเริ่มกล่าวด้วยท่าทีไม่เห็นด้วย “ชั้นเทียบกับเจ้าหมอนี่ไม่ได้หรอก”
เขาทำท่าทีราวกับตนเป็นมวยรองบ่อน ถึงกระนั้นสิ่งที่เขาพูดกลับผสมมูลแห่งความจริง อย่างน้อยก็ในเรื่องของประสบการณ์ ตัวกวีนั้นห่างเหินไปจากการต่อสู้ถึงหนึ่งปีเต็ม ในขณะเดียวกัน โมมิยะกลับสร้างเกียรติยศและชื่อเสียงดังกระฉ่อนก้องโลกในฐานะยอดนักสู้
แต่แล้ว โมมิยะกลับเห็นแย้ง
“ไม่เลย ชั้นเห็นด้วยกับชิรายูกิ” เขาเริ่มกล่าวต่อเนื่องจากกวี “เพราะชั้นเองก็อยากจะเห็นฝีมือที่แท้จริงของนายเหมือนกัน”
เมื่อเจ้าตัวเองก็ว่าเช่นนี้ เห็นทีกวีคงไม่มีหนทางใดที่จะปฏิเสธ
“ก็ได้ๆ เซ้าซี้จริง” กล่าวโดยกวี ท่าทีของตัวเขาในยามนี้ราวกับหญิงสาวผู้กำลังตอบตกลงเมื่อถูกตามตื๊อจากชายรูปหนึ่ง
ในช่วงเวลาต่อมา
คู่ประลองได้แปรเปลี่ยนไป ยามนี้กวีและโมมิยะล้วนยืนอยู่ห่างกันในระยะหนึ่งโดยไร้ซึ่งอาวุธใด ๆ อยู่ในมือ บริเวณรอบข้างมีผู้เข้าชมตัวน้อยอยู่สามคน
“นายมีระดับเท่าไหร่ ?” โมมิยะเอ่ยถาม
“ห้า”
ระดับคือตัวชี้วัดระดับของผู้ใช้ศาสตร์เฉพาะ ยิ่งระดับสูงเพียงใด ความสามารถและทักษะลึกลับจะสร้างความแตกต่างในการต่อสู้ได้อย่างมหาศาล
ทางด้านของโมมิยะ ระดับของเขาคือสี่สิบสี่ ในขณะที่กวีมีระดับระดับเพียงห้า จึงนับว่ามีความแตกต่างระหว่างทั้งสองอย่างเห็นได้ชัด อย่างน้อยที่สุดก็เรื่องของค่าสถานะที่ผู้กล้าจากต่างโลกควรจะได้รับ
“งั้นเรามาสู้กันด้วยมือเปล่ากันดีกว่า” โมมิยะเริ่มกล่าวอีกครั้ง “กฎก็ง่ายๆ พวกเราจะสู้กันโดยไม่ใช้ทักษะหรืออาวุธใดๆ หากใครสามารถทำให้คู่ต่อสู้กล่าวขอยอมแพ้ได้ก็เป็นฝ่ายชนะ ง่ายดีใช่ไหมล่ะ”
กวีพยักหน้าเพื่อตอบรับ แต่แล้ว โมมิยะกลับสังเกตเห็นบางสิ่งที่น่าสนใจได้จากนิ้วชี้ข้างขวาของกวี
“นั่นแหวนสะกดพลังใช่ไหม ?” เขากล่าวด้วยท่าทีแปลกใจเล็กน้อย แหวนสะกดพลังถือเป็นวัตถุโบราณระดับสูง แล้วกวีไปได้สมบัติล้ำค่าเยี่ยงนั้นมาได้เช่นไร
อย่างไรก็ตาม เขากลับเลือกที่จะเก็บเรื่องนี้เอาไว้และตัดสินใจไม่พูดออกมา
“ดูเหมือนนายเองก็มีแหวนสะกดพลังเหมือนกันสินะ งั้นก็ดีเลย” โมมิยะกล่าวอีกครั้งพลางหยิบเอาแหวนสะกดพลังออกมาจากช่องเก็บของล่องหนและจึงสวมใส่เอาไว้บนนิ้วชี้ข้างขวา “ตอนนี้ระดับของเราคือหนึ่งเท่ากัน ค่าสถานะของชั้นถูกรีเซตใหม่ทั้งหมด งั้นเรามาเปลี่ยนกฎกันสักเล็กน้อย พวกเราจะสามารถใช้ทักษะการเคลือบมานาได้ เพราะชั้นเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่านายจะสามารถใช้มันได้คล่องแคล่วแค่ไหน”
ทุกสิ่งถูกตระเตรียมให้พร้อม และแล้ว เสียงระฆังเพื่อเปิดฉากการต่อสู้จึงเริ่มต้นดังก้องกังวาน
“เริ่มได้ !!”
พลันสิ้นเสียงของชิรายูกิ โมมิยะจึงเป็นฝ่ายเริ่มต้นเปิดฉาก เร่งฝีเท้าพุ่งทะยานตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็วเหนือแสง เข้าประชิดตัวกวีได้ในสองถึงสามวินาที ฝ่ามือขวาปรากฏประกายแสงสีรุ้ง พลันเข้าประชิดตัวกวีได้ในสองถึงสามวินาที ฝ่ามือขวาจึงสับเข้ามาอย่างรวดเร็วเพื่อให้กวีมิอาจตั้งตัว
“ฟุ่บ-”
เพียงหนึ่งกระบวนท่าต่อมา กวีสะบัดข้อมือซึ่งเคลือบด้วยมานาสีเทาพลางสัมผัสปลายต้นแขนของโมมิยะ แปรเปลี่ยนทิศทางการโจมตีได้ในฉับพลัน ทำให้ร่างกายของโมมิยะจึงลอยละลิ่วขึ้นสู่ท้องนภาโดยที่แรงโน้มถ่วงก็มิอาจต้านทาน