ดรุณีน้อยผ่านสายลมไกล
เหยียบเงาเงียบในคืนไร้จันทร์
อาจารย์เร้นเงาผู้ไร้พัน
ทดสอบจิตขั้น ใจใครกันแท้จริง
ภูเขาหยินหมิ่น… ทิวขุนเขาที่ไร้ผู้ใดจาริกกลิ่นหญ้าฤดูเหมันต์เจือปนกลิ่นน้ำค้างราตรี ต้นไม้ใหญ่กิ่งเงาฉายไหววูบวาบบนหน้าผาสูงราวกำแพง์ ท่ามกลางความหนาวเหน็บและความเงียบอันลึกล้ำ ร่างหนึ่งเดินเท้าเปล่าในชุดนักพรตสีหม่น หมอกบางล้อมรอบร่างจนมองเห็นไม่ถนัด
เฉินฟูฟู่เดินผ่านลำธารแข็งเย็นเฉียบ น้ำใสราวกระจกสะท้อนภาพของเขา… แต่กลับมิใช่ตัวเขา หากแต่เป็ภาพในอดีต — ภาพบิดา มารดา และความเดียวดายในวัยเยาว์
"สำนึกอ่อนโยนหรือความเคียดแค้น เ้าจะเลือกสิ่งใด?"เสียงหนึ่งดังขึ้นจากความว่างเปล่า เสียงนั้นนุ่มนวลราวสายลมยามวสันต์ แต่กลับแฝงด้วยพลังลึกลับชายหนุ่มหยุดเท้า หันมองไปรอบตัว ไม่มีผู้ใด "ผู้ใดกัน?"
"หากจะเป็ผู้ถือครอง ‘คำภีร์วิถีเซียน’ แห่งดินแดนทั้งสาม เ้าจักต้องผ่านการทดสอบของผู้เฝ้าทาง..." เสียงนั้นกล่าวต่อ ก่อนเงาร่างปรากฏขึ้นเบื้องหน้าราวละอองควัน
อาจารย์ไป๋ิหลัว — ผู้เร้นเงาผู้เคยถูกลืมเลือน นางคืออดีตผู้เฒ่าผู้ทรงปัญญาแห่งพรรคหลิงหลัว ผู้ถอยหลังจากยุทธภพหลังผ่านศึกคราวหายนะเมื่อพันปีก่อน
นางมีใบหน้าสะอาดหมดจด ประหนึ่งสตรีสาววัยเยาว์แต่ดวงตานั้นล้ำลึกนัก ปลายนิ้วยาวเรียวถือพัดผ้าไหมปักัเมฆ นางก้าวมาอย่างเงียบงันราวคลื่นลมบนยอดหิมะ
“เฉินฟูฟู่... เ้ามาที่นี่เพราะเส้นทางของชะตาฟ้าเรียกหา หรือเพราะความตั้งใจของตนเอง?”น้ำเสียงของนางไม่สูงไม่ต่ำ แต่กลับสะท้อนเข้าในใจราวกับฟ้าผ่า
ชายหนุ่มนิ่งไป หัวใจคล้ายถูกจี้ด้วยเข็มน้ำแข็ง "ข้าไม่รู้... ข้ามาเพราะ้าหาความจริงของโลกนี้"
“ความจริงนั้น... ลึกกว่าหุบเหว มืดกว่ารัตติกาล หากเ้าคิดจะไขปริศนา เ้าจักต้องเผชิญตนเอง”
ไป๋ิหลัวสะบัดพัดเบา ๆ ทั้งโลกเปลี่ยนเป็เงาดำ เฉินฟูฟู่พบว่าตนเองยืนอยู่กลางทะเลหมอกสีเทา เสียงหัวเราะ เสียงร่ำไห้ ความทรงจำที่ถูกลืมเลือนเริ่มผุดขึ้นรอบตัวเขา
เสียงของตนเองยามยังเด็กที่ะโขอชีวิต...ภาพของแม่ที่ถูกฆ่า...น้ำตาของเซียวหู่หลี่ในคืนที่จากกัน...
เฉินฟูฟู่ทรุดเข่าลง ความปวดร้าวโถมเข้าใส่
“เ้าจะยอมแพ้หรือจะยืนขึ้น?” ไป๋ิหลัวถาม เสียงของนางยังคงราบเรียบ
ชายหนุ่มเงยหน้า ดวงตาสั่นระริกด้วยแรงกล้า "แม้ข้าจะล้มร้อยครั้ง ข้าจะลุกขึ้นร้อยหนึ่ง! โลกนี้ต้องรู้ว่า... ข้า ไม่ยอมเป็หุ่นเชิดของชะตา!"
คำพูดนั้นทำให้หมอกมืดสลายไปทีละชั้น เหลือไว้เพียงเวทีหินธรรมดาท่ามกลางผืนป่า ไป๋ิหลัวพยักหน้าเบา ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยประกายความพึงใจ
"ดีมาก... เ้าจงจำไว้ การจะเป็เซียนแท้จริง มิใช่แค่พลัง... หากแต่ต้องกล้าเผชิญหน้ากับาแในใจ"
นางหันหลังให้เขาแล้วเอ่ยว่า “เ้า... เป็ศิษย์ข้าแล้วนับแต่นี้ แต่จงรู้ไว้ ข้าคือผู้เดินนอกมรรคา ข้าจะมอบวิชาลับให้เ้า... แต่ข้าจะไม่ชี้นำทาง หากเ้าเดินผิด เ้าเองต้องรับผิดชอบทั้งสิ้น”
“ข้ายอมรับ” เฉินฟูฟู่เอ่ยเสียงหนักแน่น
ไป๋ิหลัวจึงสะบัดพัดอีกครั้ง แผ่นยันต์สีดำปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะแตกสลายกลายเป็อักษรนับพันที่ร่วงลงสู่ผิวกายของเฉินฟูฟู่ เขารู้สึกถึงพลังสายหนึ่งซึมเข้าสู่เส้นลมปราณ
มันคือ "จิตาเร้นเงา" วิชาที่ไม่มีในตำราใด เป็พลังที่หลอมรวมความว่างเปล่ากับจิตตื่นรู้...
ไป๋ิหลัวเดินห่างออกไป เงาร่างของนางค่อย ๆ ละลายไปกับหมอกเช้า
“เมื่อเ้าฝึกจิตได้ถึงขั้นที่หนึ่ง จงไปยัง เขาอู่เฉียน ที่นั่นจะมีคำตอบต่อปริศนาของเืเทพและมาร... และบุตรของเ้า”
เฉินฟูฟู่ตะลึงงัน “เ้า... รู้?”
เสียงของนางเลือนหายไปพร้อมสายลม “ในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่เร้นพ้นเงา...”
หลังเงาร่างของไป๋ิหลัวเลือนหาย เฉินฟูฟู่ยังยืนแน่วอยู่กลางลานหิน ภายในจิตรู้สึกราวถูกฉีกออกเป็เสี่ยง ราวกับมีร่างอีกตนหนึ่งกำลังก่อตัวขึ้นในความว่างเปล่า
เขานั่งลงขัดสมาธิกลางเงาสะท้อนของยอดไม้ ใช้ลมหายใจควบคุมกระแสลมปราณ แต่สิ่งที่แทรกเข้ามา... ไม่ใช่เพียงพลังจากภายนอก หากเป็ “เสียงกระซิบ” ที่แ่เบาจากเบื้องใน
เฉินฟูฟู่เบิกตากว้าง รู้ได้ทันทีว่า นี่มิใช่เพียงวิชาลับทั่วไป หากแต่เป็สิ่งที่มีจิติญญาของตนเอง!
พลันเงามืดของเขาเริ่มขยับ ทั้งที่ไม่มีแสงใดสะท้อน เส้นเงานั้นค่อย ๆ ยกตัวขึ้นจากพื้นดิน กลายเป็รูปร่างบุรุษชุดดำไร้ใบหน้า
“ข้าคือเ้าที่กลัว... เ้าจะสยบข้าได้หรือไม่?” เงาร่างเอ่ยอย่างแ่เบา
เฉินฟูฟู่ขมวดคิ้ว เขารู้ทันทีว่านี่คือ เงาด่านแรก ของ “จิตาเร้นเงา” ที่ต้องเผชิญ หากเขาพ่ายต่อเงาตนเอง ก็ยากจะฝึกวิชานี้ต่อไปได้แม้เพียงก้าวเดียว
เขาลุกขึ้น สองเท้าฝังมั่นในพื้นหินประหนึ่งรากไม้ “เ้าคือความกลัวของข้า… เช่นนั้น ข้าก็จะมองเ้าอย่างชัดเจน!”
เมื่อกล่าวจบ เงานั้นแปรเปลี่ยนกลายเป็ใบหน้าของตนเอง ยามร้องไห้ ยามล้มเหลว และยามไร้ผู้ใดเชื่อมั่น
แต่ในั์ตาของเฉินฟูฟู่ บัดนี้หาได้หวั่นไหวอีกแล้ว... เขาก้าวเข้าใส่เงาตนนั้นตรง ๆ ปราศจากกระบวนท่า ทว่าทุกย่างเท้ากลับเปี่ยมด้วยความตั้งมั่นทันใดนั้นเงาก็ดับสิ้น กลับคืนสู่พื้นราบดั่งเดิม เสียงจากเบื้องลึกเอ่ยอย่างแ่เบา
เฉินฟูฟู่พึมพำกับตนเอง “ข้าจะไม่ถอย... ไม่ว่าต้องเผชิญเงาใด ข้าจะไปให้ถึงเขาอู่เฉียน... ข้าจะปกป้องลูกของข้า...”
ลมเย็นโชยมาจากูเาทางทิศเหนือ หมอกที่ปกคลุมป่าเริ่มจางลงเล็กน้อย ประหนึ่งว่าฟ้ากำลังเปิดทางให้แก่ศิษย์ลับผู้กล้าเผชิญเงาตนเอง
กลางค่ำคืน ฟ้าสลัวคล้ายม่านดำขึงคลุมภูผา เฉินฟูฟู่ในชุดคลุมสีดำหม่น ย่ำเท้าเดียวดายสู่เบื้องหน้า เป้าหมายคือ เขาอู่เฉียน — ดินแดนลับเร้นซึ่งว่ากันว่าเงาด่านที่สองรอเขาอยู่
สายน้ำหมอกไหลรินตามซอกเขา กลิ่นเย็นเฉียบของหญ้าป่าและกลิ่นดินเปียกโชยมากระทบจมูก แต่ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะก้าวลึกเข้าไป เสียงกระซิบแ่เบาก็ลอยมาตามสายลม...
เสียงนั้นแหลมต่ำปานอสรพิษกระซิบ เฉินฟูฟู่หรี่ตา มองไปเบื้องหน้า... เงาหลายสายค่อย ๆ ปรากฏขึ้นกลางม่านหมอก
ชายฉกรรจ์สิบกว่าคน ล้วนสวมอาภรณ์ดำแดงประทับตราโลหิตบนอก อาวุธในมือสะท้อนแวววับใต้แสงจันทร์กลางพวกเขา มีชายผู้หนึ่งยืนเด่น — ใบหน้าซีดเผือดแต่แฝงรอยยิ้มเ็า ดวงตาขุ่นมัวเหมือนงูที่ซุ่มอยู่ในพงหญ้า
คำกล่าวนั้นเหมือนเข็มแหลมตอกใจเฉินฟูฟู่ ชั่วขณะหนึ่ง ภาพแม่บุญธรรม หูเหย ยืนยิ้มจาง ๆ ก็ผุดขึ้นในใจเขา...
— หญิงผู้ที่แม้โลกจะเกลียดชัง ก็ยื่นมือให้เด็กกำพร้าอย่างเขา —— ผู้ที่ใช้ความรัก และการฝึกฝน ปกป้องเขาจนเติบใหญ่ —
"ไร้คุณสมบัติงั้นหรือ..." เฉินฟูฟู่ก้มหน้า สองมือกำหมัดแน่น
เขาไม่กล่าววาจาใด เพียงชักกระบี่ออกจากฝักด้วยเสียงแ่เบา ร่างกายพลิ้วเหมือนสายลมเย็นะเื กระบวนท่าอันนุ่มลึกปรากฏขึ้น — นั่นคือเค้าเงาของ จิตาเร้นเงา ที่เริ่มผนวกเข้ากับเพลงกระบี่!
เพียงพริบตาเดียว...
ฟึ่บ!กระบี่แทงทะลุม่านหมอก เงากระบี่แตกกระจายเป็กลีบเงาดำ โอบล้อมศัตรูทั้งหลายเอาไว้
เวินเจายิ้มเยาะ คิดว่าเพียงพลังกล้าแข็งจะต้านทานได้ แต่กลับพบว่า...
ทุกการโจมตีที่เขาฟาดออกไป กลับแทงได้เพียงเงาลวง— ตัวจริงของเฉินฟูฟู่ เหมือนแยกตัวออกจากโลกจริงกลายเป็เพียงเงาไร้ตัวตน —
เขาร้องะโอย่างหวาดผวา แต่ไม่ทันไร ลำแสงกระบี่เย็นเยียบก็ผ่าเฉียงลงมา เฉือนโลหิตกระจายเต็มผืนป่า เสียงร้องโหยหวนลอยขึ้นกลางม่านหมอก
...
เมื่อศึกสงบ ร่างของเวินเจาก็ล้มระเนระนาดอยู่ใต้เท้าเฉินฟูฟู่ปักกระบี่ลงข้างศพของศัตรู — แววตาเย็นเยียบแต่หม่นเศร้า
เขาเงยหน้ามองไปยังเบื้องบน จันทร์คืนเพ็ญทอแสงพราวในม่านหมอก คล้ายสายตาของผู้ที่เฝ้ามองเขาอยู่เบื้องบน
...เส้นทางสู่ "เงาแห่งความเศร้า" เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นและ ณ ชายป่าไกลโพ้น ร่างของใครบางคนในชุดคลุมสีเทาอ่อน ยืนมองเฉินฟูฟู่ด้วยแววตาลึกล้ำ...
ไป๋ิหลัว — อาจารย์เร้นเงา ผู้เฝ้าสังเกตการณ์ด้วยรอยยิ้มที่ยากจะหยั่งถึง
ท่ามกลางม่านหมอกที่เริ่มข้นคลั่กหลังศึกเฉินฟูฟู่เดินทอดยาวไปบนเส้นทางแคบสายหนึ่งเขาไม่อาจรู้ได้ว่า กำลังก้าวเข้าสู่โลกจริงหรือเงาเสมือน...
ทันใดนั้น
ผืนดินใต้เท้าเขาสั่นะเืเบา ๆม่านหมอกเบื้องหน้าปริแตก เผยให้เห็นประตูหินโบราณผุกร่อน บนบานประตูนั้นแกะสลักอักขระโบราณไว้ว่า:
เสียงกู่ร้องไร้ต้นตอดังมาจากที่ไกลโพ้น...เฉินฟูฟู่ก้าวข้ามประตูโดยไม่ลังเล สายลมเย็นเฉียบพัดวูบผ่านร่างราวกับจะปลิดิญญา
เบื้องหน้าปรากฏเมืองร้างเมืองหนึ่งท้องฟ้ามืดหม่น ไร้แสงตะวันผู้คนเดินผ่านไปมา แต่ใบหน้าแต่ละคนกลับเลือนราง ราวกับเงาแห่งอดีตที่หลงลืม
จู่ ๆ เขาก็ได้ยินเสียงหนึ่ง...เสียงคุ้นเคยยิ่งกว่าสิ่งใด
เฉินฟูฟู่เบิกตากว้าง —เสียงนั้นคือเสียงของ "แม่แท้ ๆ" ของเขา ซึ่งเคยตายไปนานแล้วในวัยเยาว์!
เขาหันขวับไปพบหญิงสาวผู้หนึ่งในชุดฟ้าขาว ร่างบางระหงนางเอื้อมมือมาหาเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้าและวิงวอน
เสียงนั้นทำให้ใจเขาปวดร้าวอย่างรุนแรง ราวกับาแเก่าในจิตใจถูกกรีดซ้ำ
"แม่...ข้า..." เฉินฟูฟู่พึมพำอย่างสับสนร่างกายเขาสั่นเทา มือขยับไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว
แต่ทันใดนั้นเอง —
ลางสังหรณ์บอกเขาว่า...นั่นมิใช่แม่ของตนจริง ๆเพราะเงาแห่งหญิงสาวเริ่มบิดเบี้ยว กลายเป็ภาพน่าสะพรึง —ริมฝีปากฉีกยาว ดวงตากลวงโบ๋ เงื้อมมือเงาดำทะลวงใส่เขา!
ฉัวะ!
เฉินฟูฟู่สะบัดกระบี่ขึ้นฟันออกตามสัญชาตญาณ กระแสลมคมกริบปัดเงาดำนั้นแตกสลายเป็ละอองฝุ่น
เขาหายใจหอบ สีหน้าซีดขาว— มิตินี้มิได้ทดสอบเพียงพลังฝีมือ —แต่ยังทดสอบใจของผู้มาเยือน!
หากหวั่นไหวต่ออดีตที่เ็ป จะถูกกลืนหายไปในวังวนเศร้าโศกนี้ตลอดกาล...
เสียงของอาจารย์เร้นเงา "ไป๋ิหลัว" ดังขึ้นกังวานจากความว่างเปล่า
เฉินฟูฟู่กำกระบี่แน่น ท่ามกลางความเงียบเย็นเฉียบ
เขาเงยหน้าขึ้นประกายในดวงตาที่เคยหม่นเศร้าค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็ความแน่วแน่
"แม้จะไร้ผู้ใดเคียงข้าง...ข้าก็จะยังยืนหยัดอยู่ได้""เพราะข้าคือข้า — มิใช่อดีต มิใช่ความเสียใจ"
พลัน!
แสงสว่างหนึ่งแตกกระจายกลางอกของเขา เงาดำที่ไหลวนรอบกายค่อย ๆ มลายหายไปประกายเล็ก ๆ สีเงินขาวปรากฏขึ้นที่หลังมือของเขา — รูปลักษณ์ของ "เงาด้านที่สอง"เสมือนดวงจิตแห่งความเศร้าที่ผ่านการหลอมรวมแล้ว
...
เมื่อเขาหยัดยืนท่ามกลางความว่างเปล่าอีกครั้งที่ปลายสายตา เขาเห็นทางเดินสายใหม่ทอดยาวสู่เบื้องหน้า
...เส้นทางไปยังเงาด้านที่สาม ได้เริ่มเปิดออก
ท่ามกลางหมอกมนต์หม่นมัวใจเ้ามิเคยถูกลวงล่อเงาอดีต แม้บาดลึกจนเืไหลก็ใช่ว่าจะลบเลือนรอยเท้าแห่งใจมั่น
เสียงฝีเท้าเฉินฟูฟู่สะท้อนก้องบนหินเย็นเมื่อเขาก้าวเข้าสู่ลานหินทรงกลมกลางผาหุบเหวสูงผืนฟ้ายังหม่นหมอง — หากแต่ิญญาเขากลับสงบนิ่งกว่าเดิม
เงาด้านที่สองได้สลายลงแล้ว...แต่ััพลังแปลกประหลาดกลับเร้นกายอยู่ในอากาศ
ทันใดนั้น — ลมหมุนหนึ่งพัดกระโชกจากเบื้องบนม่านเงาดำแผ่คลุมทั่วลานหิน เงาเงียบสงัดกระซิบถ้อยคำหนึ่งออกมา...
เสียงนั้นมิได้กึกก้องแต่แผ่ซ่านเข้าสู่จิตใจโดยไร้การต่อต้าน...เพียงคำเดียว ก็ทำให้หัวใจเฉินฟูฟู่สั่นสะท้าน
จากเงา ปรากฏร่างหนึ่ง
ชายชราสวมชุดคลุมดำล้วน หน้ากากหยกปิดครึ่งใบหน้าเส้นผมขาวโพลนราวหิมะ ดวงตาใต้หน้ากากนั้นคือดวงดาวในรัตติกาล— เฉียบแหลม เยียบเย็น และลึกล้ำดั่งมหาสมุทร
เขาเอ่ยด้วยสุ้มเสียงเย็นราบ แต่แฝงอำนาจเหนือนับหมื่นมนุษย์
เฉินฟูฟู่ประสานมือคำนับ มิได้เอ่ยถาม
“เ้าคิดว่า ‘เงา’ มีไว้เพื่อปกปิดหรือ?”ไป๋ิหลัวเอ่ยถามโดยไม่รอคำตอบ
“วิชาที่เ้ากำลังฝึก มิใช่เพียงพลัง — มันคือ การทำความเข้าใจตนเองผ่านความจริงที่ซุกซ่อนอยู่ในเงาทั้งเจ็ด”
“จิตาเร้นเงา”เป็วิชาแห่ง การรวมเงาทั้งเจ็ดของตนแต่ละเงาคือด้านหนึ่งของจิตใจอันเป็ตัวแทนของ
แต่ละเงาเป็ปฐมบทของ “ตัวตนแท้จริง”ผู้ที่รวบรวมเงาทั้งเจ็ดสำเร็จจะ เห็นความจริงเหนือมรรคาและอาจ... “หลุดพ้นจากกฎแห่ง์มนุษย์”
ไป๋ิหลัวพลิกมือหนึ่ง ท้องฟ้ารอบลานหินแตกกระจายออก เผยให้เห็นม่านโลหิตสีชาดหมุนวนเสียงคำรามดังมาจากเบื้องล่าง — ดั่งอสูรโบราณตื่นจากหลับใหล
เขากระแทกปลายนิ้วลงกับหินพื้นลานแยกออก เผยทางลงสู่เหวเวิ้งว้างที่มีเพลิงม่วงครามลุกโชติ่อยู่เบื้องล่าง
เฉินฟูฟู่มองเหวลึกนั้นเปลวเพลิงมิได้แผดเผาเรือนร่าง หากแต่แผดเผาใจ
เขาเห็นภาพในหัวผุดขึ้นมาชั่วพริบตา ใบหน้าของหูเหย แม่บุญธรรมที่เลี้ยงเขาด้วยมือเปื้อนโลหิต
มารหรือแม่...ความรักหรือความแค้น...อาจปะทะกันในเงาด้านที่สาม
เฉินฟูฟู่สูดลมหายใจก่อนจะก้าวลงไปสู่ความมืด — ที่อาจไม่มีวันกลับขึ้นมาเช่นเดิมอีกเลย
โกรธา มิใช่เพียงไฟลุกไหม้ใจหากคือเชื้อเพลิงจากอดีตที่ยังไม่มอดใครเลี้ยงโทสะไว้แนบอกย่อมเผาตนจนเหลือเถ้า
แต่อย่ากลัวเงาแห่งโกรธหากเจ้ากล้ากอดมันไว้แนบอกเจ้าอาจเห็น...ว่าในเพลิงบาปยังมีเมล็ดแห่งความเข้าใจตนเองซ่อนอยู่เพลิงเงาใต้เหวสลายใจพริบตาที่เฉินฟูฟู่เหยียบเท้าลงสู่เบื้องล่างม่านเงารอบกายก็ปิดทับลงราวกับทั้งโลกดับสูญ...เหลือเพียงเขาและความว่างเปล่า
ภายใต้หุบเหวลึกสีครามดำ เสียงคำรามเบาบางดังขึ้นคล้ายกู่ร้องจากอดีตกาลแสงสลัว ๆ ของเปลวเพลิงมิได้อบอุ่น หากแผดเผาใจดั่งมีดที่ชำแหละจิติญญา
แว่วเสียงหนึ่งดังมา…
เสียงนั้นนุ่มนวล หากทิ่มแทงเฉินฟูฟู่เบิกตากว้าง — ผู้ที่ปรากฏตรงหน้าเขา...คือ "หูเหย" แม่บุญธรรมของเขา
หูเหยในวัยสาวงามสง่า สวมชุดม่วงปักเมฆา ั์ตาเยือกเย็นและลึกลับเธอไม่ได้ยิ้ม หากแววตาเต็มไปด้วยโทษทัณฑ์
เฉินฟูฟู่ไม่ตอบ สองมือตั้งกระบวนมารวิถีดาราเขารู้ทันที — เงานี้...คือบททดสอบจากใจตน“หูเหย” ที่เขาเห็น ไม่ใช่แม่บุญธรรมจริง ๆ หากเป็เงาแห่งความโกรธที่ถูกฝังไว้ลึกสุดในใจ
เงาหูเหยเคลื่อนกายรวดเร็ว วาดฝ่ามือกระแทกเพลิงมารใส่เฉินฟูฟู่พริบตานั้น เขาสะบัดฝ่ามือออกใช้ “ฝ่ามือพยับเมฆทลายจิต”ประกายเพลิงฟาดฟันกันกลางหุบเหวราวพสุธาพิโรธ
เฉินฟูฟู่ใจสั่นเงาหูเหยเคลื่อนเข้าโจมตีด้วยวิชามารที่เฉินฟูฟู่เคยฝึกในวัยเยาว์ทุกกระบวนท่าคือความทรงจำ...ทุกดาบคือความลังเลในใจ
เพลิงใจเฉินฟูฟู่เดือดพล่านระหว่างที่เงาโจมตี เขาเริ่มะโสวนกลับ
พริบตานั้นเองเปลวเพลิงเงากลับเปลี่ยนเป็เงาของ "เขาเอง"ชายหนุ่มในชุดมาร สวมหน้ากากมือเปื้อนเื หัวเราะเยาะเย้ย
เฉินฟูฟู่ก้าวไปข้างหน้า หยุดยั้งการต่อสู้หลับตาลง แล้วพูดกับ "เงาตัวเอง"
เงามารชะงักเพลิงในตาหรี่ลง กลายเป็หมอกเงา แล้วหายวับไป
เมื่อเงาด้านที่สามสลายเฉินฟูฟู่ลืมตาขึ้น พลังภายในเปลี่ยนแปลงเขารู้สึกถึงพลังใหม่ที่สงบนิ่งยิ่งกว่าเดิม— พลังที่ไม่กลัวด้านมืดของตนอีกต่อไป
พริบตานั้นเอง เงาสีเทาเลือนลางโผล่ขึ้นกลางฝ่ามือคือ “ตราเงาด้านที่สาม” สลักไว้ในใจ
เสียงของไป๋ิหลัวดังก้องจากเบื้องบน
เมื่อแสงตราเงาที่สามหายไปจากฝ่ามือ แทนที่ด้วยความเย็นเยียบเฉียบลึก เฉินฟูฟู่ก็รู้ตัวว่าถึงเวลาต้องเดินหน้าต่อ เขาก้าวออกจากหุบเงาเพลิง ลัดเลาะผ่านูเาเวิ้งว้าง เขาเดินขึ้นสู่ยอดเขาทางทิศตะวันตกที่ลมเย็นโชยแรงอย่างผิดธรรมชาติ ชาวบ้านเรียกที่นั่นว่า “เนินพันธนาการแห่งมรณา” ที่ซึ่งผู้ฝึกจิตส่วนใหญ่หลงกลัวจนจิตหลุดสูญสิ้น
กลางยอดเขานั้นมีเงาหนึ่งลอยนิ่งไร้คำพูด รูปร่างคล้ายชายแก่ผอมแห้งในผ้าคลุมดำ ข้างหลังมีโซ่เหล็กมืดสนิทพันธนาการเอวตนเองกับซากศิลา เงานั้นไม่เคลื่อนไหว แต่เพียงสบตาเฉินฟูฟู่ ความเย็นก็ไหลบ่าท่วมใจ — สิ่งที่เขาเผชิญหาใช่ผู้ใดอื่น แต่คือ "ความกลัว" ที่เขาซุกซ่อนไว้
เงานั้นชื่อว่า "อู๋จิงเหิน" เงาแห่งความกลัวผู้สืบสายจากจิตาเร้นเงา อู๋จิงเหินมิได้พูด เพียงเพ่งจิต ส่งภาพในอดีตอันน่ากลัวที่สุดเข้าสู่หัวใจ
เฉินฟูฟู่ — การสูญเสียบิดามารดา, คืนวันที่พรรคมารถูกล้อมปราบ, เสียงคร่ำครวญของเหล่าศิษย์ในหุบเขามาร… และภาพหนึ่งซึ่งเขาไม่เคยเผยกับผู้ใด — ภาพตัวเขาในวัยเด็กที่เคยหลบซ่อนอยู่ใต้ศพของมารร้ายเพื่อรอดชีวิต
เขาเกือบล้มพ่ายต่อเงานั้น หัวใจไหวหวั่นไม่อาจควบคุม แต่เมื่อดวงตาแห่งจิตรู้แจ้งในตนเองบังเกิด เฉินฟูฟู่จึงกล่าวเสียงเรียบ
สิ้นคำ ตราเงาที่สี่ก็ผุดขึ้นบนหน้าผากดั่งรอยแสง กลายเป็สัญลักษณ์แห่งจิตที่ผ่านบททดสอบกลัวอันลึกล้ำ
สายลมสงัดพัดไล้เบา ราวลมหายใจแรกของโลก เฉินฟูฟู่ยืนอยู่กลางโพรงเงาแห่งสุดท้าย แห่งเงาที่แปด — เงาแห่งเจตจำนงเดิม
เขาหลับตา เฝ้ามองตนเองในวัยเยาว์ เด็กหนุ่มผู้ยังไร้ประสบการณ์ ยังไม่รู้จักการทรยศ ความรัก หรือการสูญเสีย เด็กคนนั้นพูดเพียงประโยคเดียวด้วยน้ำเสียงอันสั่นไหวแต่หนักแน่น...
สายตาเฉินฟูฟู่เอ่อล้นด้วยประกายโศกสะอื้นที่เขาเก็บซ่อนไว้ทุกปี ผ่านความเกลียด ความกลัว ความริษยา ความหลงทุกประการ มาถึงเพียงจุดนี้
เงาทั้งเจ็ดลอยขึ้นเหนือศีรษะเขา กลายเป็วงแหวนเจ็ดชั้น เงาแต่ละเสี้ยวเป็ภาพสะท้อนของความจริงในใจมนุษย์ — มิใช่ศัตรู แต่เป็อาจารย์
และแล้ว...
ทุกเงา กลืนเข้าสู่กลางอกของเขาอย่างสงบ เฉินฟูฟู่ไม่ผลักไส ไม่ปฏิเสธ ไม่โอบกอดเงา หากแต่ “ยอมรับว่ามีอยู่”ความว่างไร้ปรากฏขึ้น ไม่ใช่สุญญะอันเยือกเย็น หากเป็ “สันติภายใน”
เงาทั้งเจ็ด สลายกลายเป็ “แสงเงา”ม้วนรวมเข้าสู่เส้นทางสายหนึ่ง — เส้นทางที่ไม่เรียกว่า เซียนไม่เรียกว่า มารหากคือ…
เบื้องหน้าปรากฏร่างของ “ไป๋ิหลัว”อาจารย์เร้นเงาผู้ทรงเงาทั้งสำนักเขามิได้ปรบมือมิได้กล่าวคำยกยอ
เพียงค้อมศีรษะอย่างสงบ และกล่าวเบา ๆ ว่า…
และในห้วงแสงสุดท้าย ขณะที่แสงเงาเร้นหายไปเถาฟาก็ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางม่านเมฆรอยยิ้มเจือเพลียแต่เปี่ยมความหวังปรากฏบนใบหน้า
เฉินฟูฟู่หันไป รอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏบนใบหน้า
“ไม่สิ...ข้าเพิ่งเดินออกจากที่ซ่อน”WS-MARS