“ตรวจพบพลังเวทรุนแรงทางประตูสามครับหัวหน้า” ถึงแม้เทพไทจะกำลังวิ่งอยู่แต่เขารีบรายงานทันทีเมื่อหยดน้ำเวทมนตร์ตรวจจับของเขาแสดงสิ่งผิดปกติออกมา
“พวกข้าศึกเข้าประชิดประตูสามได้แล้วงั้นเหรอ? หรือแค่มีคนร่ายมหาเวทแถวนั้น” ปกรณ์ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นขณะวิ่งตาม
เทพไทหยุดวิ่งอย่างกะทันหันจึงทำให้อีกทั้งสองคนพลอยหยุดวิ่งตามไปด้วย เขาทำท่าทางแปลก ๆ เพื่อใช้งานหยดน้ำตรวจจับของเขาอยู่ชั่วครู่ก่อนจะขมวดคิ้วหนัก
เขาส่ายหัวแล้วพูด “ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ถ้าฉันดูไม่ผิดเหมือนจะมีการร่ายเวทพลังสูงอยู่ภายในกำแพง”
“พวกวสุธาใช้เวทมนตร์อะไรเพื่อโจมตีใส่พวกข้าศึกหรือเปล่า?” ปกรณ์เน้นถามเพื่อให้เพื่อนของเขายืนยัน
แต่ไม่ทันที่เทพไทจะตรวจสอบเพิ่มเติมหรือตอบอะไรกลับมา ธัญญ่าชิงพูดออกมาก่อน “ไม่ พวกวสุธาแพ้ทางพวกนภา ถ้าพวกศัตรูไม่อยู่ปากประตูบ้านแล้ว พวกเขาใช้มหาเวทไปก็ไร้ประโยชน์”
“นั่นก็แสดงว่า...” ปกรณ์พูดไม่ทันพูดจบประโยคเขาก็เห็นหัวหน้าทีมของเขาออกตัววิ่งไปด้วยความเร็วแล้ว พวกเขาจึงตัดสินใจจะรีบวิ่งตามหัวหน้าของพวกเขาไป
แต่ไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ออกตัววิ่ง พวกเขาก็ได้ยินเสียงสั่งการจากหัวหน้าของพวกเขาดังลอยมา “ปกรณ์ตามฉันมา ส่วนเทพไทรีบไปตามอาจารย์ดารินมา แล้วก็ตามหาผู้กอ...” ไม่ทันที่พวกเขาจะได้ยินคำสั่งได้จบประโยค ธัญญ่าก็ไปไกลจนเสียงแห่งากลบไปเสียก่อนแล้ว
“หัวหน้าสั่งว่าไงบ้างนะ? นายได้ยินหรือเปล่า?” ปกรณ์หันไปถามเพื่อนร่วมทีมของเขา
“นายตามหัวหน้าไป แล้วฉันก็ไปตามอาจารย์ดารินแล้วก็...ไม่รู้แล้ว” เทพไทยักไหล่ขณะตอบเพื่อน
ปกรณ์ยักไหล่ตอบ “ก็เอาตามที่ได้ยินแล้วกัน” แล้วทั้งสองก็วิ่งไปกันคนละทาง
ณ ทางเชื่อมไปยังลานกว้างประตูสาม
“หัวหน้าดูนั่น พวกเขาอยู่ทางนี้” ปกรณ์รีบชี้บอกขณะยังวิ่งไปตามหัวหน้าของเขา
พวกเขาเห็นผู้กองเกรียงเดชกำลังทำท่าทางแปลก ๆ ก่อนจะแผ่นดินยกขึ้นและพลิกใส่ข้าศึก แต่มันก็แตกกระจายไปทันที ธัญญ่าเห็นถึงลมหมุนเริ่มก่อตัวแล้ว แต่เธอวิ่งเลยทางแยกที่จะไปให้ถึงสถานที่พวกเขาสู้กัน เธอจึงจำเป็ต้องออกคำสั่งให้ปกรณ์ที่อยู่ใกล้กว่า “นายล่วงหน้าไปช่วยก่อนเลย”
ในขณะนี้พายุอยู่ห่างจากผู้กองเกรียงเดชเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น เขาเริ่มโดนแรงลมจากพายุเฉือนโดนเสื้อของเขาบ้างแล้ว
คนที่พอจะขยับได้บ้างอย่างจ่าพารา เขาเลือกที่จะยิงมนตร์ะุปฐีไปทางผู้ควบคุมพายุลูกนี้ แต่มันก็ไร้ผล มันถูกบรรดาลูกน้องทหารนภาใช้เวทมนตร์ธาตุลมช่วยป้องกันหัวหน้าของพวกเขาไว้ได้อย่างไร้ปัญหา
ไม่มีใครกล้าใช้มนตร์กำแพงหินออกมาเพื่อช่วยป้องกันพายุลูกนี้ พวกเขาตระหนักดีว่าไม่มีมนตร์บทใดที่สามารถช่วยป้องกันพายุนี้ได้เลย ซ้ำร้ายจะทำให้เกิดเศษปลิวกระเด็นใส่ผู้กองเกรียงเดชที่อยู่ใกล้เคียงเสียมากกว่า จ่าพาราจึงเลือกโจมตีใส่ทหารนภาโดยตรงเพื่อเบนความสนใจหวังจะให้ผู้ควบคุมพายุลูกนี้หลุดสมาธิในการควบคุมมัน
“โธ่โว้ย! เป็ไงเป็กัน” และแล้วจ่าพาราก็ทนดูหัวหน้าของเขาต่อไปไม่ไหว รัศมีแสงสีน้ำตาลก่อตัวขึ้นทันทีที่เขาท่องคาถา “มนตร์แห่งดิน จงสถิตแด่ข้า กายาหินผา”
ทันใดนั้นิัของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนสภาพเป็หินั้แ่หัวจรดเท้า จ่าพาราคิดจะเอาตัวเองไปรับพายุลูกนั้นแทนหัวหน้าของพวกเขา
ผู้กองเกรียงเดชถึงจะมองไม่เห็นภาพที่ลูกน้องของเขากลายเป็หิน แต่เขาเป็ทหารเวทมนตร์สายตรวจจับ เขาย่อมััถึงสิ่งที่รู้น้องเขาจะทำได้ไม่ยาก เขารีบะโแข่งกับเสียงที่ดังของพายุทันที “อย่าเข้ามานะ ฉันจะถ่วงเวลาพวกมันไว้เอง รีบไปตามพวกธารามา...”
ตูม!
ในขณะที่ผู้กองเกรียงเดชกำลังออกคำสั่งลูกน้อง เกิดเสียงอะไรบางอย่างชนะปะทะเข้าอย่างแรง เขาตกตะลึงเมื่อร่างร่างหนึ่งเข้าชนปะทะพายุที่อยู่ห่างจากเขาไปเพียงคืบเดียว ตอนนี้มันถูกดันเฉออกไปด้านข้างเล็กน้อยแล้ว นั่นแสดงว่าเขาปลอดภัยแล้ว
“ถามหาถึงพวกผมกันอยู่หรือเปล่าครับ? ผู้กอง” ต้นเหตุเสียงชนปะทะที่ทำให้พายุลูกนั้นเบี่ยงออกคือปกรณ์นั่นเอง ตอนนี้ทั้งร่างกายเขากลายเป็น้ำสีครามไปแล้ว หากไม่มีเครื่องแบบทหารก็คงได้เห็นว่าทั้งร่างกายเขาได้เปลี่ยนไปเป็น้ำทั้งหมด
พายุลูกใหญ่ที่กำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง มันได้ดูดกลืนทุกอย่างเข้าไป แต่ตอนนี้กลับถูกชายคนหนึ่งที่ปกติมีขนาดร่างกายที่ใหญ่โตกว่าคนปกติทั่วไปหยุดเอาไว้ แต่เมื่อเทียบกับพายุแล้ว ดูไม่ต่างคนกำลังกอดช้างโตเต็มวัยก็ไม่ปาน เขากำลังโอบกอดพายุเอาไว้ ถึงแม้พายุยังคงความแรงในการหมุนอยู่เช่นเดิม ถึงกระนั้นมันก็ทำอะไรปกรณ์ที่มีร่างกายเป็น้ำไม่ได้เลย