Infinity Online

    ตอนที่ 48 เจอแล้ว สิ่งสำคัญที่หามานาน


     

     

     

               แสงแดดยามเช้าที่เปล่งสีทองอ่อนๆกลิ่นดอกไม้นานาชนิดส่งกลิ่นหอมเข้ามาถึงในห้องพัก  เสียงนกร้องแจ้วๆพากันบินว่อนออกหาอาหารยามเช้าผมค่อยๆลุกขึ้นนั่งสมาธิ  จากนั้นก็หาห้องน้ำแล้วจัดการธุระส่วนตัว เมื่อเสร็จภารกิจแล้วก็เดินมาหยุดอยู่กลางห้องดูเหมือนว่าเมฆากับพิภพทำภารกิจเสร็จตั้งนานแล้วแฮะ

     

               “นี่เมฆา พิภพ จะลงไปข้างล่างยัง”  ผมเป็นฝ่ายถาม

     

               “ก็รอแกอยู่เนี่ย ไปๆลงไปได้แล้ว”  เมฆาตะคอกเสียงใส่เต็มหูผมเลย บรื๋อ

     

               “ครับๆ”  ผมตอบหน่ายๆ กวนนิดๆใส่เพื่อน แล้วก็วิ่งนำไปยังด้านล่างทันที

     

               บรรยากาศด้านล่างของกิลด์นี้ก็ดูครึกครื้นไม่น้อย ดูสิครับทั้งผู้ชายผู้หญิงต่างจับกลุ่มพูดคุยกัน บ้างก็พากันไปทำภารกิจ  สังเกตุจากกระดาษสีน้ำตาลที่ชายคนหนึ่งในกลุ่มถืออยู่ เมื่อพวกผมเดินมาถึงด้านล่างสายตาทุกคนก็หันมามองเป็นตาเดียว แววตาสงสัยบ้าง สับสนบ้าง  สนใจบ้างแตกต่างกันไปส่วนพวกผมนะเหรอก็เดินมาหยุดอยู่ตรงโต๊ะที่ว่างอยู่แล้วนั่งลงทันที

     

             “เช้านี้จะทานอะไรดีล่ะ พวกนายว่าไง”  เมฆาเปิดประเด็นโดยไม่สนสายตาข้างๆที่มองมา

     

               “เอาไงก็ได้ ฉันกินได้อยู่แล้ว”  ผมพูดปกติ

     

               “ฉันก็เหมือนกัน”  พิภพพูดแล้วฟุบนอนไปกับโต๊ะ ส่วนเมฆานะเหรอมันเดินไปสั่งอาหารก่อนที่ผมจะตอบอีกแถมยังเดินมานั่งทำหน้าชื่นตาบานอยู่ด้วย

     

               ดูเหมือนว่าจะมีพี่ผู้ชายตัวคนหนึ่งเดินมาทางผมด้วยแหละเหมือนจะไม่ใช่มนุษย์นะ  เผ่าหมาป่ามั้งสวมชุดหนังสีดำเงาวับ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม  ฟันหน้าสองซี่เหมือนจะยาวออกมานิดหนึ่งดูแล้วเท่ห์ไม่เบานะนั่น

     

               “นี่พวกหนูเป็นสมาชิกใหม่ของกิลด์เราเหรอ ใครเป็นคนพามาล่ะ” เขามานั่งร่วมโต๊ะด้วยแล้วถามด้วยรอยยิ้ม

     

               “เปล่าหรอกครับ พวกผมยังไม่ได้สมัครเข้ากิลด์ส่วนคนพามาเป็นผู้หญิงที่ดูหยิ่งๆหน่อย ชื่อว่านภาครับ”   ผมตอบ

     

               “หือ รองหัวหน้ากิลด์พามาเลยเหรอเนี่ย เสน่ห์แรงไม่เบาเลยนะ” เขาพูดแล้วจิบน้ำอะไรไม่รู้ที่เขาถือมาด้วย

     

               “ฮ๊ะ  อาหารมาแล้วโหยเมฆาแกสั่งอะไรมาตั้งเยอะแยะเนี่ย”  พิภพที่จู่ๆก็พูดแทรกเมื่อพนักงานนำอาหารสิบกว่าอย่างมาวางไว้บนโต๊ะพร้อมกับข้าวสามโถใหญ่

     

               “อาหารเช้ามันต้องกินเยอะๆสิเพื่อน”  เมฆาทุบอกตัวเองแล้วกล่าวเสียงเท่ห์ในแบบของมัน

     

               “ทานด้วยกันไหมครับ”   ผมหันไปเชิญคุณมนุษย์หมาป่า

     

               “อ้อ  ขอบคุณนะ แต่ไม่เป็นไรหรอกพี่ทานมาแล้วล่ะ เชิญตามสบายเถอะ”   เขาพูดแล้วก็เดินไปโต๊ะอื่นเฉยเลย

     

               เมื่อทุกอย่างพร้อมพวกผมก็ลงมือทานอาหารตรงหน้า ที่มีสตูเนื้อ เนื้อย่างซอส   ผัดเนื้ออะไรไม่รู้แต่อร่อย  จำพวกแกงต่างๆเมื่อจัดการเสร็จก็นั่งตบพุงกันพลางบรรยายถึงความอร่อยของอาหารไปด้วย  สักพักเมฆาก็เรียกพนักงานมาเก็บตังค์

     

               “ห้าร้อยหกสิบกหาปณะค่ะ( หนึ่งกหาปนะเท่ากับ 4 บาท)”     พนักงานกล่าว

     

               “ห้าร้อยหกสิบกหาปณะ อืม รอสักครู่นะครับ”   ผมบอกให้เฟิร์สจัดการแล้วล้วงมือเข้าไปในกำไล จากนั้นก็ยื่นให้เขาไป

     

               หลังจากอาหารมื้อเช้าเสร็จสิ้นไป นภากับฮานะก็มาถึงกิลด์พอดีแล้วคุณเธอก็บอกให้พวกผมสมัครเข้ากิลด์เธอแต่ว่าพวกผมก็ปฏิเสธการเข้ากิลด์โดยอ้างเหตุผลว่า พวกผมต้องการอิสระอีกอย่างก็ไม่ได้อยู่เมืองนี้นานซึ่งก็พอถูๆไถๆไปได้

     

               “มาถึงเมืองแล้วนี่ พวกนายไม่คิดจะหาอาวุธที่ดีกว่านี้สักหน่อยเหรอ” นภาเปรยสายตามาที่อาวุธพวกผมแต่ละคนแล้วพูดขึ้น

     

               “นั่นสินะครับ ไม่ทราบว่าคุณนภาพอจะมีร้านแนะนำหรือเปล่าครับ” พิภพพูด

     

               “มีสิ”  นภาพูดจากนั้นก็พาพวกผมเดินเข้าเมือง

     

     

     

               เมืองนี้เป็นเมืองขนาดใหญ่ และมีร้านค้ารวมไปถึงของใช้จิปาถะต่างๆมากมาย  ไม่ใช่แค่นั้นอาคารกิลด์ก็มีเยอะไม่แพ้กัน รวมไปถึงคนในกิลด์ต่างๆที่เดินพลุกพล่าน โชว์สัญลักษณ์กิลด์ที่ประทับไว้ตามส่วนต่างๆของร่างกาย  เหมือนร้านอาวุธก็มีเยอะนะและในที่สุดนภาก็พามาถึงร้านอาวุธร้านหนึ่งป้ายหน้าร้านเขียนด้วยภาษาอะไรไม่รู้แต่แปลได้ว่า “ร้านลุงคอร์ป” นภาเดินนำเข้าไป แล้วเธอกับฮานะก็ทักทายลุงคอร์ปที่เป็นชายสูงอายุรูปร่างกำยำ จากนั้นลุงก็แนะนำอาวุธต่างๆรวมถึงคุณสมบัติให้พวกผมแต่ก็ไม่มีชิ้นไหนถูกใจเลย ผมว่าธนูไม้ที่ผมสร้างยังดีกว่าเสียอีกสุดท้ายก็ไม่ได้อาวุธอะไรเลย เมื่อเป็นอย่างนั้นนภาก็พาไปยังร้านอาหารร้านหนึ่งในตัวเมือง แล้วสั่งอาหารมากินกันจนอิ่ม

     

               พวกเราเดินชมเมืองกันสักพัก พวกผมก็ขอตัวเดินทางต่อเลยเพราะว่าในเมืองนี้มันไม่มีเบาะแสอะไรของพวกนั้น จึงต้องเดินทางหากันต่อไปส่วนนภาเมื่อได้ยินก็สีหน้าเศร้าลง แต่ก็อาสาจะไปส่งพวกเราจนถึงนอกเมือง

     

               เธอพาผมเดินผ่านเขตเมืองมาเรื่อยๆจนถึงเขตนอกของเมืองที่ซึ่งดูแตกต่างจากในเมืองมากเพราะนอกเมืองนี้มีลักษณะคล้ายกับชนบทเลย ผู้คนดูหิวโหยอดอยาก สภาพดูป่าเถื่อน ที่นี่เหมือนคนแข็งแกร่งจะเป็นใหญ่นะแต่ถึงอย่างไรเธอก็พาพวกผมเดินต่อไปเรื่อยๆ

     

               ส่วนผมที่สังเกตระหว่างเดินทางตลอด ก็เห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งที่กำลังคุ้ยกองขยะเพื่อหาอะไรบางอย่างเธอเป็นเด็กหญิงตัวเล็ก อายุประมาณ 8 ขวบ สวมเสื้อขาดๆแค่ตัวเดียวร่างกายมีแผลน้อยใหญ่มากมาย  เธอพยายามหาอะไรบางอย่างจากกองขยะเมื่อเธอเจอเศษอาหารเละๆจำนวนเล็กน้อยก็แสดงสีหน้าดีใจออกมา แล้วเธอก็บรรจงเก็บไว้ในถุงเล็กๆที่เธอถืออยู่อย่างระมัดระวังผมที่เห็นดังนั้น ก็เดินไปหาเธอทันทีส่วนนภาที่เห็นท่าทางผมเปลี่ยนไปก็หยุดมองดูการกระทำของผม

     

               ผมเดินไปหาเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้น เมื่อเธอเห็นผมก็ตกใจและตัวสั่นเหมือนหวาดกลัวผม

     

               “ยะ  หย่า เอาอาหารนี่ไปจากหนูเลยนะคะ พะ เพื่อนๆ ตะ ต้องการ..”  เธอพูดตะกุกตะกัก

     

               “เห กลัวพี่เหรอ พี่ไม่เอาอาหารนั่นหรอก ว่าแต่หนูไม่หนาวเหรอใส่เสื้อขาดๆแค่ตัวเดียวระวังจะไม่สบายเอานา”  ผมหยุดอยู่ตรงหน้าเธอแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและรอยยิ้มที่ไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อนขนาดนภากับฮานะเห็นยังรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก จนต้องหันไปถามเมฆาแต่เมื่อหันไปก็เห็นเมฆากับพิภพยิ้มในลักษณะคล้ายๆกัน

     

               “เอ่อ นายเมฆา นายพอจะรู้ไหม ว่านายปากมากนั่นเป็นอะไร” นภาถามเสียงค่อยๆ

     

               “นั่นเหรอ มันเป็นรอยยิ้มของคนที่หาสิ่งสำคัญพบน่ะ”  เมฆาพูดโดยสายตายังจับจ้องไปที่ออฟและเด็กผู้หญิงคนนั้นอยู่

     

               “คนที่หาสิ่งสำคัญพบ มันหมายความว่าอะไรไม่เข้าใจ”  นภาเอียงคอถามด้วยความสงสัย

     

               “ก็เด็กผู้หญิงคนนั้นไง  เหมือนจริงๆเลย” เมฆา

     

               “อืมใช่ กริยาท่าทาง น้ำเสียง รูปร่างหน้าตา รวมไปถึงแววตา เหมือน” พิภพพูด

     

               “เหมือนอะไร ระ หรือว่านายปากมากนั่นชอบกินเด็ก เฮ้ยแบบนี้ต้องระวังแล้ว”  นภาทำท่าเรียกร้องความสนใจแต่ก็ไม่มีใครสนใจสักนิด

     

               “เปล่าหรอก เด็กผู้หญิงคนนั้น  เหมือนกับน้องสาวของออฟน่ะน้องสาวเพียงคนเดียวของเขา”   พิภพพูด

     

               “เอ๋ หมอนั่นมีน้องสาวด้วยเหรอ แล้วตอนนี้อยู่ไหนล่ะ”  นภาถามโดยไม่คิด

     

               “ตายแล้วล่ะ”  เมฆาพูดเสียงเรียบทำเอานภารู้สึกผิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

     

               “ขะ ขอโทษ” นภาพูดด้วยความรู้สึกผิด

     

               “นี่ เธออยากฟังเรื่องราวของออฟไหม”  พิภพที่ไม่รู้มาอารมณ์ไหนถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

     

               “ระ เรื่องของนายนั่นเหรอ  อยากฟังสิ” นภาพูด

     

               “เรื่องนี้ต้องย้อนไปตอนหมอนั่นยังเป็นเด็กอยู่  ออฟเขาเกิดในชนบทแห่งหนึ่งพ่อแม่หมอนั่นยากจนแบบว่าต้องอดมื้อกินมื้อ พอหมอนั่นอายุเจ็ดขวบแม่ก็มีน้องสาวอีกคนหนึ่ง หมอนั่นน่ะรักน้องสาวตัวเองมาก  จากที่ตัวเองอดมื้อกินมื้อก็แบ่งอาหารในส่วนของเขาให้น้องสาวได้กินอิ่มทุกมื้อมาโดยตลอด  เขาอยากจะให้น้องสาวมีสุขภาพร่างกายที่ดีถึงแม้ว่าจะแลกกับสุขภาพร่างกายของเขาที่เสียไปก็ตามจนเวลาผ่านไปสองปี พ่อกับแม่ของเขาก็ถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตาโดยพวกมีอิทธิพลในเขตนั้นฆ่า  สาเหตุเพราะเกะกะลูกตาแต่ก็นับว่าโชคดี ที่หมอนั่นกับน้องสาวไม่ถูกฆ่าไปด้วย  ทีแรกออฟมันก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน อยากจะไปแก้แค้นให้สาแก่ใจ แต่เพราะมีน้องสาวนี่แหละ เขาจึงไม่เอาชีวิตตัวเองไปทิ้ง ออฟพยายาม ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทำให้ชีวิตน้องสาวตัวเองดีขึ้น หมอนั่นทำงานเป็นเด็กส่งยาผิดกฎหมายโดยมีรายได้ต่อครั้งคือ 21 บาทซึ่งเป็นเงินที่น้อยนิดมากแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดีกว่าไปคุ้ยขยะ หมอนั่นทำจนถึงอายุ12 ก็ล้มป่วยลง เมื่อเด็กส่งยาคนสำคัญขาด พวกมีอิทธิพลก็ตามหาจนไปเจอหมอนั่นนอนซมอยู่ในลังไม้เก่าๆกับน้องสาวเมื่อพวกนั้นได้เจอกับน้องสาวหมอนั่น ก็คิดอยากจะเอาไปขาย เพราะหน้าตาน่ารักและแววตาอ่อนโยนแบบนั้น จะได้ราคาดีอย่างมาก เขาเข้าไปเจรจากับออฟที่ยังนอนซมอยู่แต่หมอนั่นก็ปฎิเสธเสียงแข็ง แต่ว่าถึงจะเจรจาไม่ได้พวกนั้นก็ใช้กำลังไล่จับน้องสาวของออฟจนได้แต่เพื่อไม่ให้ออฟต้องทำเรื่องวุ่นวายให้พวกนั้นในภายหลัง จึงต้องฆ่าทิ้งแต่ทว่าน้องสาวก็สลัดจากการจับคุมของพวกนั้น แล้วกัดมือพวกมีอิทธิพลคนหนึ่งจนมันโมโหใช้ปืนยิงน้องสาวหมอนั่นสี่นัด ทำให้น้องสาวล้มลงกับพื้นทันทีเมื่อหมอนั่นเห็นน้องสาวล้มลงต่อหน้าต่อตาก็ใช้แรงที่เหลืออยู่คลานไปหาน้องสาวตัวเองไม่ทันที่จะได้ทำอะไรน้องสาวก็จับมือหมอนั่น แล้วก็พูดประโยคหนึ่งประโยคที่ทำให้หมอนั่นกลับมาสู่แสงสว่างได้ในภายหลัง

     

               น้องสาวของเขาใช้แรงที่เหลืออันน้อยนิดขยับปากเพื่อพูด

     

     “พะ พี่จ๋า  หนู  หนูรักพี่น นะ พี่ ต้อง ยะ อยู่ ต่อ ปะไป พะ เพื่อ หนะ หนู นะ..” ปัง!!  เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับภาพที่น้องสาวถูกกระสุนเจาะทะลุหัว สิ้นชีวิตในทันที  และนี่แหละที่ทำให้พลังด้านลบหมอนั่นตื่นขึ้น 

     

               ออฟตะโกนสุดเสียงและเกิดคลื่นสีดำแผ่ออกมาจากร่างกายยังกับพายุคลั่ง พายุคลื่นไม่ทันสงบพวกที่ยิงน้องสาวก็ตายอย่างไม่เหลือชิ้นส่วนเหลือไว้เพียงเลือดและก้อนเนื้อที่ถูกบดละเอียดเป็นที่ระลึกเท่านั้น  ไม่นานร่างหมอนั่นกับน้องสาวก็หายไป  รวมไปถึงพวกมีอิทธิพลในเขตนั้นต่างหายไปโดยเหลือไว้เพียงก้อนเนื้อบดละเอียดกับกองเลือดที่ไหลนองไปทั่ว

     

               ออฟตอนนั้นเปลี่ยนเป็นมารร้ายที่ไล่ฆ่าคนที่คิดว่าชั่วในข้ามคืนโดยมีน้องสาวที่หมอนั่นแบกไว้บนบ่าไม่ยอมให้ห่างไปไหน  มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เห็นร่างน้องสาวของตัวเองพาดอยู่บนบ่าภาพต่างๆที่เขาอยู่ร่วมกับน้องสาวก็โผล่มา

     

               “พี่จ๋าๆ หนูทำของเล่นชิ้นนี้เองกับมือเลยนะ สวยมั๊ยๆ อิอิ”

     

               “พี่จ๋า  เรามากินข้าวด้วยกันเถอะมื้อนี้หนูจะแบ่งของโปรดหนูให้พี่ด้วยนะ”

     

                “เย้ๆ  หนูรักพี่ที่สุดเลยแค่มีพี่อยู่หนูก็ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น”

     

                “พี่จ๋า อย่าทิ้งหนูไปนะ ไว้โตขึ้นหนูนี่แหละจะดูแลพี่เอง”ฯลฯ

     

               “พะ พี่จ๋า  หนู  หนูรักพี่ น นะ พี่ ต้อง ยะ อยู่ ต่อ ปะไป พะ เพื่อ หนะ หนู นะ..” พอถึงท่อนนี้น้ำตาหมอนั่นก็ไหลพราก เขาออกมาข้างนอกแหงนดูท้องฟ้าแล้วร้องให้ เขากอดร่างของน้องสาวที่ไร้ชีวิตไว้แน่น  จากนั้นหมอนั่นก็แบกร่างน้องสาวพุ่งเข้าไปในป่า ด้วยพลังของเขาจึงพามายังใจกลางของภูเขาควายที่อยู่ภาคอีสานในเวลาไม่นาน(โดยมันไม่รู้ตัวว่ามันพุ่งเร็วโครต) หมอนั่นจัดการฝังร่างน้องสาวตัวเองและประดับด้วยดอกไม้ป่าอย่างสวยงามและประณีตที่สุดเท่าที่จะทำได้  จากนั้นก็พยายามต่อต้านพลังด้านลบของตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตายมีหลายครั้งที่ถูกพลังย้อนกลับจนอวัยวะบางส่วนฉีกขาด  หมอนั่นท้อนับไม่ถ้วนกับการทำแบบนั้นแต่ก็ยังฝืนทำต่อไปเรื่อยๆเพียงแค่ได้เห็นหลุมศพของน้องสาวตัวเองที่ฝังไว้ตรงหน้าเขา ก็ฮึดสู้ขึ้นมาใหม่จนเวลาผ่านไปถึงสองปี ก็มีผู้รู้มาแนะนำให้ และในที่สุดหมอนั่นก็กลับมาสู่ด้านสว่างได้ ไม่ใช่แค่นั้น เมื่อกลับสู่ด้านสว่างแล้ว ผู้นำภารกิจก็มาสานต่อโดยพาหมอนั่นไปฝึกในมิติซ้อน ที่เวลาแตกต่างกันอย่างมากจนในนั้นผ่านไปไม่รู้ว่านานแค่ไหน หมอนั่นก็เข้าถึงความรู้สั่งสมของตัวเองที่เก็บสะสมและฝึกฝนมานับไม่ถ้วน   และขอบอกนะการฝึกแต่ละอย่างของหมอนั่น รวมถึงพวกเรา ไม่ใช่ง่ายๆ ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานมากๆๆๆๆ และต้องใช้ความพยายาม ความอดทน และกำลังใจมานับ(ชาติ)ไม่ถ้วนจากคนไม่รู้กี่คนก็เหลือเพียงเราสามคนนี่แหละที่ยังยืนหยัดอยู่ได้(จากการฝึกเพื่อสร้างมหาขุนพล)เพราะพวกเรานั้นเห็นแก่ตัวเอง และทำเพื่อตัวเอง จึงได้รับภารกิจให้อย่างนับไม่ถ้วนบางภารกิจก็ใช้เวลานานมากๆ  แต่ส่วนมากจะทำเพียงคนเดียวมากกว่าการที่จะเจอกันพร้อมหน้าแบบนี้มันยากนัก

     

               เมื่อหมอนั่นผ่านการฝึก ขั้นแรกขั้นที่สองพวกเราก็มารวมตัวกันฝึกมหาโหดอีกครั้งหนึ่ง โดยการฝึกครั้งนี้พวกเราไม่ได้พักแม้แต่นาทีเดียวกว่าจะสำเร็จการฝึกใหญ่ที่ผ่านไปไม่รู้กี่พันปีก็ต้องมาฝึกขั้นสามเพื่อทบทวนที่เคยฝึกมาโดยเน้นเอาส่วนที่จำเป็นในความรู้ทั้งหมดจากนั้นก็แยกย้ายกันไปศึกษาในมหาลัยซึ่งการใช้ชีวิตหลังฝึกนั้นพวกเราต้องเปลี่ยนอุปนิสัยใหม่ใส่หน้ากากที่ยากจะแยกออก (โดยการดึงเอานิสัยในชาติก่อนๆมาอ่ะนะ)  เรื่องราวทั้งหมดก็ประมาณนี้แหละ”  พิภพพูดด้วยรอยยิ้ม

     

               “ระ เรื่องนี้เป็นเรื่องของหมอนั่นจริงๆเหรอ”  นภาที่กำลังสับสนอยู่พูด

     

               “ถ้าฉันบอกว่าล้อเล่นล่ะ จะเชื่อมั๊ย  แบร่”  พิภพเปลี่ยนสีหน้าจากจริงจังเป็นใบหน้ากวนเบื้องล่างทันที

     

               “หนอย นาย  ล้อเล่นเหรอเนี่ย ฝากไว้ก่อน” นภาเตะก้อนหินใส่พิภพแต่มันหลบได้

     

               ,จะว่าไป มันก็คงเป็นเรื่องล้อเล่นจริงๆแหละมั้งเพราะพวกบ้าเนี่ยไม่เห็นจะสัมผัสอะไรได้เลย ดูยังไงก็คนธรรมดาชัดๆ,  นภาคิดในใจ

     

             “นี่ไอ้พิภพทำไมแกไม่เล่าต่อวะว่าหลังจากฝึกเสร็จไอ้ออฟมันก็ไปช่วยน้องสาวมันที่ไปเกิดเป็นบริวารของภูมิเทวาจนกลายเป็นธิดาน้อยของเทวดาชั้นสูงในสวรรค์อ่ะ”  เมฆากระซิบ

     

               “เล่าไปก็ไม่มีใครเชื่ออะดิ แล้วจะเล่าเพื่อ”  พิภพหันมาตวัด

     

               “เออเนาะ ลืมไป”  เมฆาเกาหัวแกรกๆ

     

     

     

     

     

    ด้านออฟ หรือทางด้านของผม

     

               ผมถอดเสื้อของผมที่ใส่อยู่เหลือแต่เสื้อหนัง(คือเปลือยท่อนบน) แล้วยื่นเสื้อนักเวทย์ให้กับหนูน้อย เธอก็มองมาแบบงงๆ

     

               “อ่ะ พี่ให้ นี่มันเป็นชุดที่ดีที่สุดของพี่เลยนาถึงจะขาดนิดหน่อยก็เถอะ”  ผมพูดพร้อมกับยื่นเสื้อให้เธอส่วนหนูน้อยนะเหรอ เธอยังไม่กล้ารับนะสิ ตัวยังสั่นอยู่เลยเห็นอย่างนั้นแล้วผมก็จัดการสวมให้เธอเลยพอสวมเสร็จเสื้อที่ตัวใหญ่ก็หดเล็กลงจนมีขนาดพอดีกับตัวของเด็กน้อยทันที

     

               “อะ  อุ่นจัง”  เธอพูดเบาๆแทบไม่ได้ยินเสียง

     

               “เห็นไหมล่า อุ่นใช่ไหม”  ผมลูบหัวเธอเบาๆ แต่เพียงแค่นั้นเธอก็โผเข้ากอดผมทันที

     

               “ร้องให้ทำไมเหรอ  โอ๋ๆไม่ต้องกลัวนะ” เมื่อเธอโผเข้ากอดผม ผมก็กอดตอบโดยลูบหัวเธอเบาๆ

     

               “กลิ่น  เหมือน พี่ชาย”  เธอพูดแค่นี้ก็สลบไปทันที  เมื่อเป็นแบบนั้นแล้วผมก็พาเธอเข้ามารวมกลุ่มแต่ระหว่างเดินมาผ้าคลุมก็ทำการรักษาอัตโนมัติให้กับว่าที่น้องสาวของผมเรียบร้อยแล้วผมก็พึ่งรู้นะเนี่ยว่าผ้าคลุมทำแบบนี้ได้ด้วย ก็แบบว่าสวมอยู่ตลอดบางครั้งก็ทำการปรับ แก้ไข รวมไปถึงเพิ่มวงจรต่างๆนาๆ ตอนที่เดินทางมาที่นี่อ่ะนะแต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำการรักษาได้ด้วย อีกอย่างอาวุธที่ผมสร้าง(ธนูไม้)ก็ยังไม่ได้ตรวจสอบเลยแฮะ ก็เลยจัดการตรวจสอบชุดนักเวทย์แห่งหอน้ำซะก่อน

     

                     

     

                      เสื้อ(ยังไม่ได้ตั้งชื่อ)     ระดับ  XX

     

     

     

    ผู้สร้าง  อตวสัตถา   คลาส ???  ระดับ ???

     

     

     

     

     

     

     

     

     

             เมื่อสวมใส่ เพิ่มพลังเวทย์  65,479,300,000 หน่วย   เลือด  35,740,000,000  หน่วย

     

     

     

     

     

     

     

    พลังป้องกัน 9,763,000,000  หน่วย  ฟื้นฟู วินาทีละ  4,600,000 หน่วย

     

     

     

               ทักษะติดตัว

     

                           -สะท้อนการโจมตีอัตโนมัติ

     

                           -เพิ่มความคล่องตัว ระดับ X

     

                      -ปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับร่างกายผู้ใช้อัตโนมัติ

     

                           -คำสาปต่ำกว่าขั้น 30 ไม่มีผลเมื่อสวมใส่

     

                           -พิษต่ำกว่าขั้น 30 ไม่มีผลเมื่อสวมใส่

     

               สกิล (ไม่มี)

     

               “เห ขนาดนี้เลยเรอะนั่น น่าตกใจแฮะ ไม่นึกว่าการอัดพลังเวทย์และการกระจายเลือดจะสร้างอะไรได้ขนาดนี้”  ผมบ่นระหว่างทาง ทีแรกคิดว่าจะตรวจสอบธนูไม้ต่อ แต่ก็ไม่เอาแล้วล่ะ

     

               เมื่อเดินมาถึงกลุ่ม ผมก็บอกให้นภาพากลับเข้าไปในเมืองต่อก็ไปซื้อเสื้อผ้าและอาหาร รวมถึงขนม ของเล่นต่างๆด้วย  ก็เสียเงินไปเป็นมหากัปเลยแต่ก็ไม่ได้เยอะอะไรสำหรับผมอยู่แล้วเมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จก็รอว่าที่น้องสาวผมฟื้น รอแค่ชั่วโมงเดียวเธอก็ฟื้นสติสีหน้าเธอตอนแรกเหมือนจะสงสัยกับร่างกายตัวเองที่เบาขึ้นและความเจ็บปวดรวมไปถึงบาดแผลต่างๆก็ไม่เหลืออยู่แล้ว  แต่พอเรียกสติได้ก็พูดถึงเพื่อน แล้วกอดผม

     

               “ในที่สุด  พี่ชายก็กลับมาหาหนูแล้ว ดะดีใจจัง”  เธอพูดแล้วก็ร้องให้ ผมจึงลูบหัวเบาๆก็เริ่มดีขึ้นมาหน่อย

     

               “หิวหรือเปล่า” ผมถามว่าที่น้องสาวของผม

     

             “ไม่ค่ะ หนูชินแล้ว”   เธอตอบ

     

               “งั้นกินอะไรก่อนไหม มีแต่ของอร่อยทั้งนั้นเลยนา”  ผมนำขนมออกมาให้เธอเห็น แต่ก็ส่ายหัว

     

               “โอเค งั้นพาพี่ไปหาเพื่อนๆของหนูหน่อยได้ไหม เราจะนำขนมและเสื้อผ้าไปให้เพื่อนๆของหนูกัน”  ผมพูดกับเธอเพียงแค่ได้ยินคำนี้สีหน้าก็เปลี่ยนไป

     

               “จริงเหรอคะ พี่ชายจะเอาของกินไปให้เพื่อนหนูจริงๆนะ”  ว่าที่น้องสาวมองผมด้วยแววตาที่ดีใจ

     

               “อื้ม จริงสิ พี่สัญญาเลย”

     

               และแล้ว พวกเราก็เดินทางไปยังเขตนอกอีกครั้งจากนั้นว่าที่นองสาวของผมก็พาไป ความจริงแล้วผมถามชื่อของเธอเธอก็บอกว่าตัวเธอไม่มีชื่อแต่เพื่อนๆชอบเรียกว่าเกลอีกทั้งนภายังช่วยอธิบายเพิ่มเติมอีกว่าชนบทเขตนอกส่วนใหญ่ไม่มีชื่อก็ไม่แปลกหรือมีชื่อ แต่ไม่มีข้อมูล  เพราะเขาไม่ได้ทำการลงทะเบียนประชากรกับทางการยกเว้นจะมีผู้อุปการะ  หรือไปทำการลงทะเบียนประชากรเองเท่านั้นแต่จะเสียค่าธรรมเนียมเป็นจำนวนมาก

     

               เมื่อมาถึงผมก็เห็นสภาพของที่อยู่ว่าที่น้องสาวของผมทิวทัศน์โดยรอบจะเรียกว่าเป็นอุโมงค์ก็ไม่แปลก แถมยังส่งกลิ่นเน่าเหม็น ในนี้เต็มไปด้วยเด็กๆที่ถูกทอดทิ้ง  สภาพแต่ละคนดูซูบผอมไร้เรี่ยวแรง บางคนก็นอนพิงกับกองผ้าเก่าๆ เมื่อเห็นพวกผมเข้ามาก็นิ่งแถมหลายคนยังแสดงสีหน้าที่หวาดกลัวอีกด้วย

     

               “เจอเรื่องร้ายๆมาเยอะสินะ พวกเธอน่ะ”  ผมพูดเบาๆก็จัดการดึงโต๊ะยาวออกมาแล้วนำขนม อาหาร เสื้อผ้ามาเรียงไว้อย่างสวยงาม เมื่อพวกเขาเห็นก็ตาเป็นประกายแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามา

     

               “ของพวกนี้ พี่ๆซื้อมาให้พวกน้องอยากกินอะไรอยากได้อะไรหยิบกินตามสบายเลย พี่ไม่คิดเงินหรอก”  ผมพูด แต่ก็ยังมีคนกล้าๆกลัวๆเดินมา แต่ก็หยุดชะงักแล้วเดินกลับ

     

               “ถ้าพวกคุณคิดว่าพวกเราจะหลงกลกินอาหารอาบยาพิษพวกนี้เพื่อกำจัดเราก็ไม่มีวันหรอก” เด็กชายคนนั้นพูดแต่ไม่ทันไรว่าที่น้องสาวผมก็เดินออกมาพวกนั้นเห็นก็แสดงแววตาที่ดีใจอย่างปิดไม่มิดออกมา

     

               “เกล เธอกลับมาแล้ว”  เด็กชายคนนั้นตะโกนด้วยเสียงที่แหบแห้ง

     

               “อื้ม  เกลพาพี่ชายมาช่วยพวกเธอแล้วไม่ต้องกลัวนะ  ของที่พี่ชายนำมาให้ปลอดภัยแล้วอีกอย่างเกลก็จะร่วมวงกินด้วยกัน”  ว่าที่น้องสาวผมพูด

     

               “หนูเกลน่ะ ไม่ยอมกินอะไรเลยเพราะอยากจะมากินร่วมกับพวกเธอเลยนะ”  ผมพูด สักพักน้ำตาก็เริ่มไหลมาจากเบ้าตาของเด็กชายที่ซูบผอมคนนั้นส่วนหนูเกลก็หยิบของกินไปให้คนอื่นๆและในที่สุดเด็กทุกคนก็มาร่วมวงกินอาหารและขนมด้วยกันส่วนเสื้อผ้าก็ถูกแจกจ่ายในภายหลังบรรยากาศแห่งรอยยิ้มได้เกิดขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรก คนที่เจ็บป่วยพวกผมก็รักษาให้จนหายดีรวมไปถึงเด็กๆที่ติดคำสาปก็ถูกช่วยเหลือจนหายดีอีกด้วย

     

               เมื่อนภากับฮานะได้เห็นภาพนี้จู่ๆน้ำตาของพวกเธอก็ไหลออกมาโดยไม่รู้สาเหตุเธอพยายามมองภาพนี้เหมือนอยากจะเก็บรายละเอียดไว้ในความทรงจำให้มากที่สุด

     

               “เป็นไง ปลื้มจนร้องให้เลยล่ะสิ”   ผมแซวนภา

     

               “ปะ เปล่าสักหน่อย ฝุ่นมันเข้าตาต่างหาก”  เธอพยายามหันหน้าไปทางอื่น

     

               “เหร๊อะ  ร้องให้ก็บอกมาตรงๆเหอะน่า” ผมยังแซวเธอไม่เลิก

     

               “ก็บอกว่าฝุ่นเข้าตาไง  ว่าแต่ฉันเหอะแล้วเสื้อนายทำไมไม่ใส่ยะ  เปลือยท่อนบนแบบนี้ไม่อายหรือไงห๊ะ”  นภาโวยวาย

     

               “ไม่อ่ะ  เย็นดีออก”   ผมพูดหน้าตาย

     

               “เย็นจนจะเป็นน้ำแข็งอยู่แล้วนะสิยะ  เชอะ” เธอทำหน้างอนหันไปทางอื่น

     

               เมื่อเด็กๆกินและแต่งตัวเสร็จแล้วก็เข้ามาขอบคุณและกอดพวกผมกันยกใหญ่  นภากับฮานะก็ปลื้มกับภาพแบบนี้เหมือนกันผมจึงปล่อยเขาไปเล่นกับเด็กๆ ผ่านไปสักพักผมก็เป็นคนเปิดประเด็นถาม

     

               “นี่พวกหนู พี่ขอถามอะไรหน่อยสิ”   ผมเปิดประเด็น

     

               “อะไรเหรอฮะ”  เด็กผู้ชายคนนึงตอบกลับ

     

               “อยากไปอยู่ที่ชนบทของพี่ไหม   ที่นั่นมีคนใจดีอยู่มากมายเลยนะ” ผมทำท่าทีอ่อนโยน

     

               “ถะ ถ้าพี่ต้องการผมก็จะไปกับพี่ฮะถึงแม้ว่าว่าจะโดนหลอกทีหลังก็ตาม แต่ผมตัดสินใจแล้ว”  เด็กผู้ชายคนนั้นพูด

     

               “หนูด้วย, ผมด้วย”  เสียงเด็กๆตอบกลับโดยไม่ลังเล

     

               “โห่ว  พี่ไม่หลอกหรอกน่า”  ผมทำหน้าเบ้ เด็กๆเห็นก็หัวเราะกันใหญ่

     

               “ว่าแต่พี่ชายจะพาพวกเราไปตอนไหนเหรอคะ”  เด็กหญิงคนนึงถาม

     

               “ตอนนี้เลย พร้อมกันหรือยัง”

     

               “พร้อมฮะ/พร้อมค่า”

     

               ผมอุ้มหนูเกลมาขี่คอ จากนั้นก็หันไปส่งสัญญาณให้กับพิภพ

     

               “นี่คุณนภา คุณฮานะ อยากไปเยื่ยมชนบทของผมไหม ไปเยี่ยมกิลด์ผมด้วย” ผมถาม แต่เมื่อฮานะได้ยินคำว่ากิลด์ก็เบิกตากว้างรีบถามทันที

     

               “ดะ เดี๋ยวก่อนค่ะ พวกคุณมีกิลด์กันด้วยเหรอ ไหนบอกว่า”

     

               “พวกผมบอกตอนไหนครับว่าไม่มีกิลด์”   ผมตอบหน้ากวนๆ

     

               “ก็ตอนที่เราชวนเข้ากิลด์”  ฮานะพูดต่อ

     

               “ตอนนั้นพวกเราแค่ตอบไปว่าพวกผมต้องการอิสระอีกอย่างก็ไม่ได้อยู่เมืองนี้นานไม่ได้บอกว่าไม่มีกิลด์นี่ครับ”  ผมยังทำหน้ากวน

     

               “แล้วตอนที่เจอกันในป่าล่ะ”  นภาถามบ้าง

     

               “ก็ไม่ได้บอกว่าไม่มีกิลด์นี่ครับแค่บอกว่ามันมีแบบนี้ด้วยเหรอต่างหาก  ว่าแต่จะไปเยี่ยมชนบทผมไหมไปดูกิลด์ด้วย”  ผมตัดบท

     

               “ไปสิ ว่าแต่กิลด์นายชื่อว่าอะไรล่ะ”  นภาถาม

     

               “ไปถึงก็รู้เองแหละครับคุณหยิ่ง ปะไปกันเถอะ พิภพเปิดประตูมิติเลยพร้อมแล้ว”

     

               “อืม รอแป๊ป”  พิภพเดินมาอยู่ตรงหน้าพวกเราแล้ววาดวงเวทย์บนอากาศอย่างรวดเร็ว แถมยังวาดซ้อนทับกันเป็นพันๆวงเวลาเดียวกันจากนั้นก็เกิดแสงสว่างจ้าแล้วก็เกิดช่องที่สามารถมองทะลุไปเห็นทิวทัศน์อีกด้านด้วย  พวกนภาไม่เคยเห็นเวทย์มิติแบบนี้มาก่อนก็ได้แต่อึ้ง

     

               “ป่ะ เข้าไปได้แล้ว”  ผมเดินนำเป็นคนแรกจากนั้นเด็กๆ และนภากับฮานะก็เดินตามมา ส่วนเมฆากับพิภพนั้นมาทีหลัง

     

    …………………………………………………………………