ในคืนนั้นเมอร์ลินใช้เวลาทั้งหมดเพื่อศึกษาหินตราเวทย์ที่ได้มา นับตั้งแต่ที่เขาออกมาจากหอคอยมหาเวทย์ หินตราเวทย์ของชั้นที่ 35 ก็อยู่กับตัวเขามาตลอด
เมอร์ลินใช้ดวงตาเลเมเกทันตรวจสอบและทำความเข้าใจหินตราเวทย์ที่อยู่ในมือแน่นอนว่าข้อมูลต่างๆ พลันแล่นเข้าสู่สมองของเขา
หินตราเวทย์นั้นคือผลึกวิญญาณชนิดหนึ่ง มันเป็นสิ่งของชนิดเดียวกันกับอาวุธวิญญาณ กล่าวได้ว่าพวกมันล้วนมีต้นกำหนดที่คล้ายคลึงกัน
อาวุธวิญญาณนั้นถือกำเกิดมาจากเจตจำนงของจิตวิญญาณอันแรงกล้าเจตจำนงเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เพียงมีเจตจำนงอันแรงกล้าเท่านั้นที่จะก่อเกิดจิตวิญญาณได้และด้วยเจตจำนงอันมั่นคงนั้นสามารถทำให้จิตวิญญาณเข้าไปสิงสู่ในสิ่งของต่างๆ
เหล่าสิ่งของที่ถูกจิตวิญญาณสิงสู่นั้นจึงถูกเรียกว่า “อาวุธวิญญาณ”
ส่วนผลึกวิญญาณนั้นมีต้นกำเนิดที่คล้ายคลึงกันแต่ผลึกนี้นั้นเกิดจากส่วนหนึ่งของเสี้ยววิญญาณซากภูติวิญญาณภูติที่ตายไปแล้วและรวมกลุ่มกันเป็นก้อนผลึกวิญญาณ
ภูตินั้นเปรียบได้กับตัวตนในตำนานที่หายสาบสูญผู้คนไม่สามารถพบเจอสิ่งเหล่านี้ได้นอกจากหอคอยมหาเวทย์
ดังนั้นแล้วการที่จะได้มาซึ่งผ้าคลุมเวทย์เหล่าผู้ใช้เวทมนต์จึงจะต้องหาจากหอคอยมหาเวทย์แห่งนี้เท่านั้น
ด้วยความจริงในข้อนี้จึงทำให้ตัวตนของศาสนาจักรแห่งแสงมีอำนาจที่เทียบเท่ากับ5อาณาจักรใหญ่
หินตราเวทย์คือการหลอมรวมวิญญาณซากภูติชนิดปรสิต เมื่อทำการหลอมรวมเข้ากับร่างกายผู้ใช้เวทมนต์ วิญญาณของซากภูติก็จะยึดติดอยู่กับวิญญาณของผู้เป็นเจ้าของ
เมื่อถูกเรียกใช้งานวิญญาณซากภูติเหล่านั้นก็จะแปรสภาพเปลี่ยนเป็นผ้าคลุมเวทย์เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังเวทย์ให้แก่ผู้ใช้โดยที่วิญญาณซากภูตินั้นจะปรับสภาพไปกับพลังเวทย์ของผู้ใช้จึงทำให้สีและลวดลายของผ้าคลุมเวทย์ของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน
นอกจากนี้วิญญาณซากภูตินั้นยังสามารถรับรู้ถึงพลังของผู้ใช้อักขระผ้าคลุมของผู้ใช้อักขระนั้นจะแตกต่างไปจากผู้ใช้เวทมนต์ธรรมดาเพราะผ้าคลุมนั้นจะปรากฏลายแสงที่บ่งบอกระดับของผู้ใช้อักขระอีกด้วย
ผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้านั้นจะมีผ้าคลุมที่มีลายแสงสีฟ้าปรากฏเป็นลวดลายอันเป็นมนต์ขลังและผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวก็จะปรากฏลวดลายที่มีแสงสีเขียวเช่นเดียวกัน
ซึ่งยุคนี้ผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวในแผ่นดินนั้นได้ปรากฏตัวเพียงสองคนเท่านั้น หนึ่งในนั้นคือผู้นำสูงสุดของศาสนจักรแห่งแสงและอีกหนึ่งคือชายชราพเนจรผู้หนึ่งที่ซึ่งไม่สังกัดอยู่กับฝ่ายใด
การใช้ผ้าคลุมเวทย์นั้นไม่ได้จำกัดรูปร่างให้เป็นผ้าคลุมเสียอย่างเดียวหากเป็นผู้มีความสามารถพวกเขานั้นสามารถกำหนดรูปร่างของผ้าคลุมเวทย์ได้ ทั้งนี้ย่อมต้องใช้ความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมากซึ่งน้อยคนนักที่สามารถใช้ผ้าคลุมเวทย์ในระดับนั้นได้
ภายในห้องลับใต้ดินของร้านเสื้อคลุมสีฟ้าเมอร์ลินทำการหลอมรวมหินตราเวทย์เข้ากับร่างกายของเขาหินตราเวทย์ที่มีลวดลายสีเขียวถูกนำออกมาและเขาเริ่มขั้นตอนในการหลอมรวมทันที
เมอร์ลินทำการจ่ายพลังเวทย์เข้าไปที่หินตราเวทย์ทันใดนั้นหินตราเวทย์ที่อยู่ในมือเขาก็ค่อยๆ สูญสลายกลายเป็นละอองเวทย์ที่น่าเกรงขามหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเขา
ละอองนั้นคือวิญญาณซากภูติ มันค่อยๆ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายของเมอร์ลิน เริ่มจากผิวหนังเจาะเข้าไปชั้นในสุดของร่างกาย
พวกมันเหล่านี้มีการทำงานที่เหมือนกับปรสิตพวกมันคงอยู่ได้โดยพลังเวทย์ภายในร่าง
ไม่นานนักทั่วทั้งร่างของเมอร์ลินก็ถูกวิญญาณซากภูติหลอมรวมเข้าด้วยกันจุดที่มีวิญญาณซากภูติหนาแน่นที่สุดคือหัวใจของเขานั่นเพราะตรงหัวใจนั้นเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานเวทย์ของผู้ใช้เวทย์
ไม่นานนักในที่สุดการหลอมรวมก็เสร็จสมบูรณ์
หลังจากนั้นร่างของเมอร์ลินนั้นส่งกลิ่นอายอันทรงพลังออกมา
เมอร์ลินรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากกับความสำเร็จนี้เขานั้นได้เรียกใช้ผ้าคลุมเวทย์ทันทีหลักจากที่เสร็จสิ้นพิธีกรรม
"จงปรากฏผ้าคลุมเวทย์"
สิ้นคำของเมอร์ลิน พลังเวทย์ภายในร่างก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไอเวทย์จำนวนมหาศาลแผ่ออกมาจากร่างพร้อมกับเปล่งแสงอันไหววูบออกมาไอเวทย์เหล่านั้นถูกหมุนวนและก่อเป็นรูปร่างกลายเป็นผ้าคลุมเวทย์ที่มีสีแดงปรากฏบนร่างของเขา
ผ้าคลุมเวทย์ชิ้นนี้แตกต่างจากผ้าคลุมเวทย์ของผู้อื่นเพราะมันไม่ได้มีแค่สีแดงที่เป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงผู้ใช้เวทมนต์ขอบเขตผู้ใช้เวทย์แต่มันยังปรากฏลวดลายสีฟ้าประดับอยู่บริเวณชายขอบของผ้าคลุมเวทย์อีกด้วยนี้คือสัญลักษณ์ของผู้ใช้อักขระ
หากผ้าคลุมเวทย์ผืนนี้ปรากฏต่อหน้าผู้คนเขานั้นจะกลายเป็นผู้มีฐานะสูงส่งเป็นอย่างมาก แม้แต่ขุนนางหรือชนชั้นสูงเมื่อพบเจอเขาก็ยังต้องเคารพและไว้หน้าเขาส่วนหนึ่ง
เมื่อผ้าคลุมเวทย์ปรากฏบนร่างของเมอร์ลินร่างของเขาก็เผยถึงพลังเวทย์ที่เพิ่มมากขึ้นพลังเวทย์เหล่านี้เพิ่มขึ้นเกือบครึ่งหนึ่งของพลังเวทย์ที่เขามีอยู่
หินตราเวทย์จากชั้น 35นั้นทรงประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก
ในยามนี้เมอร์ลินรู้สึกว่าในร่างของเขานั้นมีพลังเวทย์จำนวนมากกำลังเอ่อล้นออกมา
ไม่มีใครล่วงรู้ว่าผ้าคลุมเวทย์ชั้นที่ 35นี้มีเมอร์ลินเป็นเจ้าของ นอกจากตัวเขาและจอร์มุนกานต์ก็ไม่มีผู้อื่นรับรู้
นั่นเพราะเมอร์ลินนั้นไม่ได้กลับจากการทดสอบดังเช่นคนทั่วไปกฎ 7วันของหอคอยมหาเวทย์นั้นไม่มีผลต่อเขานั่นเป็นเพราะอำนาจของจอร์มุนกานต์ที่จองจำเขาไว้นานถึงหนึ่งเดือน
เมื่อกลับออกมาจากหอคอยมหาเวทย์จึงไม่มีผู้ใดตรวจสอบเขานี่จึงเป็นเรื่องดีที่ไม่มีใครรู้ว่ามีคนที่ทะลวงหอคอยมหาเวทย์ได้มากกว่าชั้นที่ 25ที่ซึ่งเป็นตำนานของดินแดนแห่งนี้
ประวัติศาสตร์ของหอคอยมหาเวทย์จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงตำนานยังคงเป็นตำนาน ตำนานที่ผู้คนรับรู้ว่าหลังจาก 500ปีก่อนมีผู้ที่ทะลวงไปได้ในชั้นที่ 25 เท่านั้น
แน่นอนว่าเมอร์ลินนั้นเลือกที่จะไม่เปิดเผยความลับนี้รวมถึงเรื่องของการพบกันกับจอร์มุนกานต์อีกด้วย
เมอร์ลินได้ทำการทดลองในการใช้เวทย์ของเขาเมื่อได้สวมใส่ผ้าคลุมเวทย์เขาได้ทำการทดลองโดยเรียกใช้งานอักขระเวทย์ด้วยการปรุงยานับพันนับหมื่นครั้งของเขาจึงทำให้ความเชี่ยวชาญในการใช้งานอักขระเวทย์ของเขาเพิ่มมากขึ้น
เพียงเมอร์ลินทำการสะบัดมือเบาๆ หนึ่งครั้งอักขระเวทย์จำนวนมากก็ส่องแสงและปรากฏเบื้องหน้าเขาอย่างรวดเร็ว
อักขระเวทย์นั้นลอยอยู่กลางอากาศอย่างเป็นระเบียบ
เมอร์ลินสังเกตได้ว่าอักขระเวทย์แต่ละตัวนั้นทรงพลังมากกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมากแน่นอนว่าหากอักขระเวทย์เหล่านั้นมีความทรงพลังประสิทธิภาพในการใช้งานของพวกมันก็จะเพิ่มมากยิ่งขึ้น
ใบหน้าของเด็กน้อยนั้นเผยรอยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
แต่ดูเหมือนว่าเขาจะลืมอะไรไปอย่างหนึ่ง!
คิ้วเล็กๆ นั้นขมวดเข้าหากันเมื่อเขาได้พบว่าอักขระเวทย์เหล่านี้มันยังคงมีสีฟ้า
ทำไมมันถึงยังเป็นสีฟ้าไม่ใช่สีเขียว?
ไม่ใช่ว่าจอร์มุนกานต์นั้นได้มอบพลังขั้นสีเขียวให้เขาแล้วไม่ใช่หรือ?
เมอร์ลินทวนคำพูดของจอร์มุนกานต์ในใจอีกครั้งหนึ่งทันใดนั้นเองคำๆ หนึ่งก็โผล่ขึ้นมาในหัวเขา "ขั้นสีเขียวแบบไม่สมบูรณ์"
ใช่แล้ว! จอร์มุนกานต์ได้บอกเขาว่า เขาสามารถใช้พลังขั้นสีเขียวได้แค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะไม่สามารถใช้ได้อีกในระยะเวลาหนึ่งเช่นเดียวกัน แต่หากเขาสามารถทะลวงถึงขอบเขตของขั้นนักรบเวทย์ได้แล้วพลังขั้นสีเขียวนั้นก็จะสมบูรณ์โดยทันที
เมื่อพลังขั้นสีเขียวของเมอร์ลินนั้นเป็นพลังที่ไม่สมบูรณ์การใช้งานของมันจึงต้องมีเงื่อนไขในการเปิดใช้งานเช่นเดียวกับการใช้ผ้าคลุมเวทย์
น่าเสียดายที่เขาไม่ได้ถามจอร์มุนกานต์ถึงข้อนี้
จากที่เขาสังเกตการณ์เปิดใช้งานทั้งผ้าคลุมเวทย์และอาวุธวิญญาณนั้นจะมีคำเรียกที่ขึ้นต้นเหมือนกันมันคงไม่เสียหายหากเขาต้องการจะทดลองใช้มัน
เมอร์ลินทำการสงบจิตใจของเขาแล้วเอ่ยคำกล่าวออกมา
“จงปรากฏอำนาจแห่งสีเขียว"
เมื่อสิ้นคำพูดของเมอร์ลินพลังอำนาจอักขระเวทย์ภายในกายของเขาก็เกิดการสั่นไหวไอเวทย์ของวิญญาณภูติรวมตัวกับอำนาจอักขระเวทย์ก่อให้เกิดพลังอักขระเวทย์ที่ยิ่งใหญ่
ลวดลายอักขระบนผ้าคลุมเวทย์บัดนี้มันถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นลวดลายสีเขียวอักขระนั้นเปล่งแสงออกมาอย่างเจิดจ้า ลวดลายอักขระเวทย์สีฟ้านั้นถูกย้อมไปด้วยสีเขียวมันได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวอย่างสมบูรณ์
ดวงตาของเมอร์ลินส่องประกายความตื่นเต้น เขาทดลองใช้พลังใหม่ของเขาทันที
มือเล็กๆนั้นโบกสะบัดไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
ปัง ปัง ปัง
อักขระเวทย์ที่เปล่งแสงสีเขียวนับสิบๆ ตัวพลันปรากฏยังเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
อักขระเวทย์เหล่านั้นเปล่งพลังที่เต็มไปด้วยอำนาจพลังของมันเพียงพอที่จะกดขี่ผู้คนให้หวาดกลัวแรงกดดันประหลาดมหาศาลแผ่ออกมาจากอักขระสีเขียวเหล่านั้น
ฮ่า ...
เมอร์ลินคำรามออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจด้วยอำนาจของอักขระขั้นสีเขียวนั้นทำให้เสียงของเขานั้นแฝงไปด้วยพลังที่แข็งแกร่งและน่าเกรงขาม
เสียงนี้ดูคล้ายกับการที่จอร์มุนกานต์เปล่งเสียงทำร้ายเมอร์ลินเพียงแค่การเปล่งเสียงของผู้ใช้อักขระก็สามารถทำให้คนผู้หนึ่งบาดเจ็บได้แล้ว
เสียงของเมอร์ลินนั้นดังก้องออกไปทั่วทั้งบริเวณภายในรัศมี 100 เมตรนั้นไม่มีใครที่ไม่ได้ยินเสียงของเขา
เสียงนี้ทำให้ผู้คนถึงกับสั่นสะท้าน ยิ่งผู้ที่มีพลังต่ำกว่าระดับนักรบเวทย์พวกเขานั้นได้รับผลกระทบจากเสียงนี้หลายคนถึงกับเข่าอ่อนในทันใด
ถึงแม้ความสามารถนี้จะไม่อาจเปรียบเทียบกับจอร์มุนกานต์ได้แต่มันก็เพียงพอที่จะสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนได้
พลังอักขระขั้นสีเขียวนั้นทรงพลังและเต็มไปด้วยอำนาจที่ยิ่งใหญ่
การปรากฏตัวของผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวเพียงพอที่จะทำให้เหล่าขุนนางและชนชั้นสูงวิตกหวาดกลัว
แน่นอนว่าพวกเขาเหล่านั้นเคยได้ยินการเปล่งเสียงลักษณะนี้มาก่อนมันไม่ใช่การเปล่งเสียงที่แฝงไปด้วยพลังเวทย์ที่ธรรมดา แต่มันคือการเปล่งเสียงที่ใช้อำนาจของพลังอักขระเวทย์พลังที่สามารถสร้างผลกระทบต่อร่างกายผู้อื่นได้
พลังนี้จะต้องเป็นผู้ใช้อักขระที่อยู่ในระดับสูงเท่านั้นถึงจะสามารถทำเช่นนี้ได้
อย่างที่รู้กันว่าผู้ใช้อักขระที่มีพลังมากกว่าขั้นสีฟ้านั้นมีเพียงไม่กี่คนและคนที่พวกเขาเคยได้พบเจอนั้นก็คือ "ธีโอดอร์" ผู้นำของศาสนจักรแห่งแสง เขาคือผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวผู้หนึ่ง
เสียงที่พวกเขาได้ยินนั้นถูกส่งมาจากส่วนลึกของร้านเสื้อคลุมสีฟ้าหลายคนต่างสงสัยที่มาของเสียง
บ้างพูดว่าเจ้าของเสียงนั้นเป็นแขกของร้านเสื้อคลุมสีฟ้าบ้างก็พูดว่าอาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญของร้านเสื้อคลุมสีฟ้า
แต่ความเห็นที่ผู้คนพูดถึงมากที่สุดก็คือเจ้าของเสียงนั้นคือผู้ใช้อักขระของร้านเสื้อคลุมสีฟ้า
เบื้องหลังของร้านเสื้อคลุมสีฟ้าคือผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียว?
ไม่ต้องพูดถึงผู้อื่นแม้แต่มาตินเองก็ยังตกใจเป็นอย่างมากกับเหตุการณ์นี้ที่ผ่านมาผู้ใช้อักขระตัวน้อยของเขานั้นเห็นได้ชัดว่ายังอยู่ในขั้นสีฟ้า
แต่เหตุการณ์เมื่อครู่กลับไม่ใช่อย่างนั้นพลังที่ถูกส่งออกมานั้นเป็นสิ่งยืนยันว่ามันคือพลังของขั้นสีเขียว
ใบหน้าของมาตินนั้นทั้งตกตะลึงและยินดีไปพร้อมๆกัน ไม่เพียงแต่ความรุ่งเรืองที่เขาได้รับมาจากเด็กน้อยแล้วยามนี้เมื่อมีข่าวออกมาว่าร้านเสื้อคลุมสีฟ้าได้รับการสนับสนุนจากผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวชื่อเสียงของร้านเสื้อคลุมสีฟ้าก็สูงขึ้นราวกับพุ่งขึ้นจรดปลายท้องฟ้า
ร้านของเขาจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
นอกจากจะมีน้ำยาคุณสมบัติวิเศษที่ขายอยู่แล้วเรื่องของผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังก็เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันแน่นอนว่าตัวตนของร้านเสื้อคลุมสีฟ้านั้นจะกลายเป็นตัวตนที่น่าเกรงขามของดินแดนแห่งนี้