(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย

    ตอนที่ 89 ไม่ต้องถามหาต้นตำรับ

    ตอนที่ 89 ไม่ต้องถามหาต้นตำรับ



    เมนู หมูกระทะ นั้นเป็นเมนูที่จัดว่าทำได้ง่าย ขอเพียงแค่หมักเนื้อสัตว์ที่ต้องการเอาไว้สักพักนึ่ง รวมไปถึงจัดเตรียมเครื่องเคียงอย่างเช่นผัก ข้าวโพด ที่อยากจะกิน พร้อมกับปิดท้ายน้ำจิ้มตามแต่รสชาติที่ผู้กินชอบ ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการจัดเตรียมแล้ว

    ส่วนขั้นตอนในการกินก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ ขนาดคนที่ไม่เคยเข้าครัวมาก่อนก็ยังสามารถที่จะทำได้



    ดังนั้น เมนูหมูกระทะ สำหรับไลท์ จึงถือเป็นเมนูที่สุดยอดเอามากๆ แม้ว่าต้นตำรับของหมูกระทะ จะต่อยอดมาจากเมนูปิ้งย่าง หรือเมนูอะไร มาจากไหน หรือใครเป็นคนริเริ่ม เป็นคนแรก



    แต่ในมุมมองของไลท์ อย่าได้ไปเสียเวลายกอ้างหาต้นตำรับกันให้วุ่นวายเลย เพราะต้นตำรับที่แท้จริง เขามีแต่อยากจะให้สิ่งที่เขาเป็นคนริเริ่ม แพร่หลาย เป็นวงกว้างเสียมากกว่า การมาเคลมว่าตนเองคือต้นตำรับที่แท้จริง นั้นนู้นนี้...มีแต่คนที่ติดอยู่ในกรอบความคิดอันคับแคบ

    จนหลงลืมไปเสียแล้วว่า วันคืนผันเปลี่ยนไปทุกคืนวัน คนเองก็เติบโตขึ้นตามยุคสมัย โลกใบนี้ก็เช่นกัน



    ซ้ำยังเติบโตเร็วเสียจน คนเองก็ตามมันไม่ทัน ฉะนั้นใครจะเป็นคนเริ่ม ใครจะเป็นคนคิดค้น แน่นอนว่าย่อมสมควรได้รับเครดิตจากตรงนี้ไปอยู่แล้ว...แต่การจะได้คำยกย่องหรือเครดิต มันสมควรได้จากคนอื่นเป็นผู้มอบให้มากกว่าไม่ใช่เหรอ?


    หาใช่ อุปโลกน์ ยกหางตัวเอง ว่าตัวเองนั้นคือต้นตำรับ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมา กลายเป็นด้อยกว่าสิ่งที่คนอื่นนำมาต่อยอด อันนี้มันไม่ต่างอะไรกับ การเคลมไปทั่วแบบมั่วๆ!



    ดั่งเช่นเอาที่เห็นได้เด่นชัดที่สุดก็คงเป็น เมนูพิซซ่า ที่ต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี



    โดยพิซซ่า นั้นได้รับความนิยมจากผู้ทาน จนถูกนำไปเผยแพร่ตามประเทศต่างๆ ไปทั่วทั้งโลก ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจที่คนอิตาลี ต่างก็รู้สึกเช่นนั้นกันแทบทุกคนที่ได้เห็น เมนูพิซซ่าวางขายตามที่ต่างๆ บนโลก


    แม้จะมีหน้าพิซซ่า เกิดขึ้นมามากและอาจทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นมาบ้าง อย่างพิซซ่าหน้า ฮาวายเอี้ยน ที่มีการใส่วัตถุดิบเพิ่มเติมเข้าไปดั่งเช่น สัปปะรส ที่เป็นประเด็นร้อนอยู่สักพักหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป การเปิดมุมมองของคนได้กว้างไกลมากขึ้น คนอิตาลีรุ่นใหม่ ก็เริ่มไม่ใคร่สนใจกับการยึดติดกับพิซซ่าที่ห้ามใส่สัปปะรสอีกต่อไป


    (แม้จะยังมีคนอิตาลีส่วนใหญ่ที่ยังไม่พอใจ แต่จากข้อมูลที่เคยสืบทราบ คนอิตาลีรุ่นใหม่ ก็มีการกินพิซซ่าหน้าฮาวายเอี้ยนนี้เพิ่มมากขึ้น)



    อย่างไรก็ตาม ไลท์ไม่ได้ห่วงเรื่องต้นตำรับของหมูกระทะใดๆ ทั้งสิ้น หากใครจะโต้เถียงกันยังไงก็เชิญตามสบาย

    แต่ในโลก The Gloria เขาคือ ต้นตำรับ! ฉะนั้นไม่ต้องเถียงกันเสียให้ยุ่งยาก ฮ่าฮ่า!



    ทั้งนี้นอกจากเตาเล็กที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นเตาอั้งโล่แล้ว ไลท์ยังได้จัดแจงให้โทมัสกับจิม ใช้พลังเวทของตัวเอง ปรับเปลี่ยนรูปทรงของกระทะที่เป็นกระทะเก่าๆ และถูกปลดระวางจากการใช้งานไปแล้ว

    นำมาปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปทรงของ กระทะย่างหมูกระทะ ที่มีลักษณะและรูปทรง ละม้ายคล้ายกับเตาหมูกระทะ ในปัจจุบันให้ได้มากที่สุดนั่นเอง



    กระทะมีการเจาะรู ไว้ตรงกลางที่ถูกตีโป่งยกขึ้นเป็นเนินนูน ให้ความร้อนสามารถแผ่กระจายได้ทั่วถึงทั้งเตา

    ส่วนตรงขอบด้านล่างที่ถูกตีโป่งให้โหนกนูน ไลท์ก็ได้เหลือพื้นที่ไว้สำหรับใส่น้ำซุป ทำเป็นเมนูต้ม ให้ทุกคนได้ต้มผักและเนื้อสัตว์ได้ตามใจชอบ


    ไม่ว่าจะย่าง ปิ้ง ผัดและต้ม ล้วนครบจบในตัวมันเอง เพราะเหตุนี้ ไลท์ จึงมองว่าเมนูหมูกระทะเป็นเมนูที่สุดยอดยังไงล่ะ!

    เมนูปิ้งย่างที่อาจจะเป็นต้นตำรับ อย่างมากผู้กินก็ทำได้เพียงแค่ ปิ้งย่างและผัด 3 อย่างเท่านั้น แต่พอเป็นเมนูหมูกระทะที่นำมาต่อยอด เมื่อนำการต้มเข้ามาหลอมรวม ก็กลายเป็น การผสมผสานที่ทำให้วงการอาหารและการกินของผู้คนนั้นต้องสั่นสะเทือน



    สั่นสะเทือนถึงขนาดที่ว่า มันแทบจะกลายเป็นอาหารหลักที่ทุกคนต้องกินกันแทบจะทุกเดือน หากไม่มีความกังวลถึงเรื่องน้ำหนักและแคลลอรี่ที่สูงจนน่ากลัว

    ครั้นมีวินัยในการกิน มีการออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ กินอย่างพอเหมาะพอควร...อะไรที่มีความสุขก็กินเข้าไปเถอะ



    ไลท์นั้นมีเนื้อสัตว์ที่หมักไว้แล้วอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไก่ หมูและเนื้อ ส่วนน้ำซุปก็ใช้น้ำสต๊อกจากสุกี้ที่ทำเอาไว้ใช้แทน

    เท่ากับว่าไลท์แทบไม่ต้องตระเตรียมอะไรเพิ่มเลย นอกเสียจากน้ำจิ้ม ที่เขาได้ทำเตรียมเอาไว้แล้ว

    ดั่งเช่นน้ำจิ้มเต้าหู้ยี้ น้ำจิ้มเผ็ด ที่ได้ทำไว้ในรสชาติกลางๆ โดยให้ทุกคนสามารถปรับแต่งรสชาติกันได้ตามใจชอบ



    หลังจากวัตถุดิบพร้อมสรรพ ไลท์ก็ได้ใส่ถ่านที่จุดติดแล้ว ลงไปในเตาอั้งโล่ที่มีช่องตรงกลางไว้สำหรับใส่ถ่านที่ได้เจาะเตรียมเอาไว้แล้ว

    ทันทีที่ถ่านร้อนๆ ได้ถูกใส่เข้าไปในเตา ควันไฟและไอความร้อนก็ได้ลอยขึ้นจากล่างขึ้นบนตามหลักการ ผ่านรูที่มีส่วนคล้ายกับรังผึ้งกรองไว้อีกหนึ่งขึ้น เกิดเป็นสายควันที่ลอยฟุ้งดูสวยงาม



    พร้อมกับวางถาดกระทะลงไปคลุมทับเตาเอาไว้ก็เป็นอันเสร็จพิธี เตรียมเตา



    ต่อมาหลังจากเมื่อกระทะเริ่มร้อนแล้ว ไลท์ก็ได้นำก้อนมันหมู ลงไปวางไว้บนจุดกึ่งกลางของกระทะ ใช้ตะเกียบไม้คีบก้อนมันหมูถูมันไปมา ให้เคลือบทั่วกระทะที่ตีเป็นเนินหนูน

    พร้อมกับเทน้ำซุปให้ไหลไปตามช่องด้านล่างสูงประมาณ 1-2 เซนติเมตร พลางพูดประโยคทิ้งท้ายเอาไว้ดังนี้ “หน้าที่ของฉันเสร็จแล้ว!”



    ‘เสร็จแล้ว?’ อะไรคือเสร็จแล้ว...กระทะว่างเปล่า น้ำซุปที่ไม่มีอะไรเลย นอกจากตะเกียบหนึ่งคู่เนี่ยนะ? ที่บอกว่าเสร็จแล้ว



    “เชฟไลท์ ผมเข้าใจนะครับว่าเมนู เอ่อ...หมูกระทะ เชฟไลท์จะให้ลูกค้าเป็นคนทำกินเอง แต่ไอ้แบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอครับ” โทมัสรีบทักขึ้นมาทันที แม้เจ้าชายหนุ่มจะเตรียมใจมาแล้วบ้าง ว่าเมนูนี้พวกเขาจะต้องทำกินกันเอง

    แต่เมื่อต้องเจอกับเตาเปล่าๆ เข้าไปจริงๆ มันก็เกินกว่าที่เขาเข้าใจไปไกลเลยทีเดียว



    “หน้าที่ของฉัน มีแค่นี้จริงๆ ที่เหลือพวกนายก็ละเลงต่อได้เลย” ไลท์ไม่ได้พูดล้อเล่น คำพูดของเขาไม่ใช่คำโกหก นี้คือคำตอบที่ค่อนข้างจริงจัง...ก่อนที่ต่อมา เมื่อเห็นทุกคนนิ่งอึ้ง


    พ่อครัวหนุ่มก็พลันส่ายหน้าเล็กน้อย “ก็ได้ งั้นฉันจะย่างหมูให้ครั้งหนึ่งก็แล้วกัน” พูดจบไลท์ก็กระแทกสันตะเกียบลงกับขอบโต๊ะ ดัง ‘ป๊อก’ เพื่อจัดระเบียบตะเกียบให้อยู่ในระนาบเดียวกัน


    คีบเอาหมูสไลด์ ที่หั่นเป็นแผ่นบางๆ ลงไปย่างในเตาที่เริ่มมีไอความร้อน ห่อหุ้มเตา



    ‘ชี่!’ ทันทีที่หมูสไลด์ถูกนำลงไปย่างบนเตา มันก็พลันเกิดเสียงสวรรค์ที่ทรงพลังที่สามารถฆ่าคนหิวให้ตายได้ในฉับพลัน ก็ดังขึ้น

    เนื้อหมูสดๆ ที่ถูกแล่สไลด์เป็นแผ่นบางๆ เมื่อถูกความร้อนจากเตาอั้งโล่ ก็ได้กลายเป็นสีขาว...รออีกไม่กี่อึดใจก็แปรสภาพจากสีขาว กลายเป็นสีเหลืองนวล นอนแผ่อยู่บนเตา ยิ่งดูน่ารับประทานเข้าไปอีก



    อย่างไรก็ตามนอกจาก ความน่ากินของมันแล้ว หากไม่พูดถึงกลิ่นของมันก็ของมันก็คงไม่ได้...ความหอมจากเนื้อหมูสไลด์ที่กำลังย่าง มันได้ลอยโชยคลุ้งไปทั่ว พื้นที่ด้านหลังของครัวไปหมดแล้ว


    อีกทั้งกลิ่นของมันยังได้ลอยไปถึง ห้องด้านบนของสองตายาย ที่กำลังนอนพักกลางวัน จนทั้งสองผงะตื่นขึ้น ด้วยความหอมที่ลอยเตะจมูก



    ‘ไลท์กำลังย่างหมูปิ้งเหรอ? ไหนว่าวันนี้ มาบอกว่าจะไม่ขายหมูปิ้งแล้วไง แต่เอ๊ะ...นี้มันกลิ่นของผักต้มไม่ใช่เหรอ? ทำไมกลิ่นย่างหมูกับต้มผัก ถึงลอยคู่กันมาได้ล่ะ!’

    คุณตาเกล เบิกตาโพลงด้วยความประหลาดใจ...กลับกันยังไม่ทัน ที่คุณตาเกลจะลุกออกไปดูถึงต้นตอของกลิ่นจากด้านล่าง



    ประตูห้องนอนของสองตายายก็ถูกปิดดัง ‘ปัง’ ตามด้วยเสียงฝีเท้าที่รีบเร่งของ คุณยายเฮลีย์ ที่ชิงลุกออกไป ก่อนหน้าคุณตาที่มัวแต่ชักช้า ยึกยัก สงสัย อยู่นานสองนาน



    ‘อาหารของไลท์ อย่าไปตั้งคำถามสงสัยให้มากความเลย...แค่ได้กินก็เพียงพอแล้ว’



    คุณยายเฮลีย์ที่เดินจ่ำมาจากด้านบน รู้สึกภูมิใจมากเหลือเกิน ที่สามารถตัดหน้าเอาชนะตาแก่ สามีของตนเองได้

    ส่วนทางด้านในห้องครัว บัดนี้ก็เกิดสงครามเย็นขึ้นมาแล้วเช่นกัน ไม่ว่าจะคาห์นและแมท หรือจะเป็นพนักงานประจำร้านอย่าง โทมัส จิม เอลล่าและแอล

    ทุกคนต่างจ้องมองชิ้นเนื้อที่ไลท์เป็นคนย่าง ซึ่งมีอยู่ 5-6 ชิ้น บวกกับ ผักทั้งหลายที่ถูกต้มจนสุกวางกองอยู่เต็มเตา



    ‘ง่ำ...อืมรสชาติแบบนี้แหละ รสชาติของหมูกระทะที่คุ้นเคย’ หนึ่งในชิ้นเนื้อที่ไลท์ได้เป็นคนย่าง ถูกเจ้าตัวกินไปแล้ว

    ดังนั้นจึงเหลือเพียง เนื้ออีกไม่กี่ชิ้น ที่กำลังเฝ้ารอเจ้าของ



    “จิม ขอบคุณในความเสียสละของนายเสมอมา” ในฐานะที่โทมัสนั้นมีศักดิ์เป็นเจ้าชาย จึงคิดเอาเปรียบองครักษ์ผู้ติดตาม อย่างหน้าไม่อาย แต่ในระหว่างที่โทมัสจะเอื้อมมือไปคีบชิ้นเนื้อ ก็พลันถูกตะเกียบของจิม ตีขัดห้ามทัพเอาไว้

    ‘แป๊ะ!’ เสียงของตะเกียบทั้งสองคู่ได้กระทบกัน

    “ท่านโทมัส เรื่องนี้ข้ายอมให้ท่านไม่ได้จริงๆ เชิญหลบไปด้วย” จิมตอบโต้กลับ พลางชิงจังหวะสอดตะเกียบเข้าไปแทนที่



    อย่างไรก็ตามทางด้านฝั่งของ คาห์นและแมท ก็เกิดสงครามตะเกียบอันดุเดือดขึ้นเช่นกัน



    “เนื้อชิ้นนี้ให้ข้าเถอะ ท่านคาห์น” “ไอย๊ะ...ขอกันง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง ข้าไม่ยกให้เจ้าหรอกแมท”

    ส่วนทางด้านสองพี่น้อง เอลล่าและแอล แม้จะไม่ดุเดือดเลือดพล่านเหมือนกับ 2 คู่ที่แล้ว แต่แอลกับเอลล่าก็สู้รบกันด้วยความน่าสงสาร และฉลาดล้ำกว่า 2 คู่ที่แล้ว ตรงที่ให้ไลท์เป็นคนตัดสิน


    “พี่ไลท์ครับ ถ้าพี่ให้เนื้อนี้กับผม ผมสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี” แววตาที่คล้ายกับลูกสุนัขของแอล จ้องมองมาที่ไลท์เป็นประกาย

    “พี่ไลท์ค่ะ หนูก็ด้วยเหมือนกันและหนูจะล้างจานในส่วนของพี่เป็นการตอบแทนให้เอง” สาวน้อย หยิบยกข้อเสนอมาล่อใจ



    แต่ทว่า แม้สงครามจะดุเดือดกันสักแค่ไหน ความออดอ้อนจะรุนแรงเพียงใด...ทุกคนก็ดูจะยังแข็งแกร่งและรวดเร็วไม่พอ

    หากต้องเทียบกับเจ้าโปริ่ง ที่คว้าหมับ ส่งเนื้อเข้าปากไปแล้วอีกหนึ่งชิ้น...จวบจนกระทั่งมือที่สามและสี่ อย่างคุณยายเฮลีย์และคุณตาเกล จะเข้ามาฉุดลากเนื้อบนเตาทั้งหมดไป ไปคนละชิ้น



    “เจ้าโปริ่ง! คุณยาย! คุณตา!” เสียงของผู้คนที่นั่งอยู่รอบวง ได้แผ่กลิ่นอาย รังสีฆ่าฟัน ออกมา จนบุคคลในชื่อที่ถูกเรียก ต่างยิ้มเจื้อน

    แต่ถึงแม้จะโมโหกันสักแค่ไหน ก็ดูจะไม่เทียบเท่าเนื้อที่ถูกย่างเสร็จบนเตานี้ไม่ได้อยู่ดี



    “จิม เรามาร่วมมือกันเถอะ! เนื้อของพวกเรา เราจะต้องปกป้องมันให้ได้”


    โทมัสหันไปพยักหน้าให้กับจิม ผู้เป็นองครักษ์ ก่อนจะคว้าเอาถาดเนื้อสไลด์ ลงไปย่างบนเตา ด้วยตัวเอง!



    ...โปรดติดตามตอนต่อไป...

    วันอาทิตย์ที่ 26/3/66 ไรท์ของดลงนิยาย 1 วันนะครับ เนื่องจากติดธุระสำคัญกับครอบครัว

    แล้วจะกลับมาลงนิยายตามปกติ ในวันจันทร์ที่ 27/3/66 ตามกำหนดเดิม...ขอบคุณครับ


    เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ

    www.facebook.com/writelazy



    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย ที่คุณอ่าน