ทั้งสองคนต่างก็ช่วยกราบทูลขออภัยโทษแทนองค์ชายรองทำให้เซวียนเหวินฮ่องเต้รู้สึกคาดไม่ถึง
เขาเหลือบมองโอรสองค์รองที่มีสีหน้าดูวิตกกังวลและน้อยเนื้อต่ำใจแต่กลับไม่กล้าเอ่ยปาก เขาคิดพิจารณาอยู่ครู่ใหญ่ จนในที่สุดก็พยักหน้าลง “รัชทายาทมักจะมีใจคิดปรองดองกับพี่ชายเสมอมาในเมื่อรัชทายาทเอ่ยปากขึ้นเอง ข้าก็จะยังไม่ถามหาความรับผิดชอบก็แล้วกันกลับกันไปก่อนเถอะ”
องค์ชายรองราวกับได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้วก้มหัวคำนับด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และกล่าวขอบพระทัยต่อจ้าวอวี้หร่านเขาเองก็คาดไม่ถึงว่านางจะเอ่ยปากพูดแก้ต่างให้ไม่ว่าอย่างไรในใจของเขาก็รู้สึกซาบซึ้งเป็อย่างมาก
องค์ชายใหญ่เฝ้ามองเื่ราวดำเนินไปอย่างเงียบๆในจังหวะที่จะผละตัวจากไปนั้น ก็ได้หันกลับไปมองจ้าวอวี้หร่านที่อยู่บนแท่นบรรทมด้วยสีหน้าที่ผิดแผกไปซ่งิเจิงสังเกตเห็นจึงมองกลับไปซึ่งเป็จังหวะที่อีกฝ่ายหลบสายตาอย่างลุกลี้ลุกลน
ดวงตาทั้งสองข้างของเขาค่อยๆหรี่ลง
ในตอนนั้นเองหมอหลวงก็ยกเอายาต้มเดินเข้ามาเมื่อเซวียนเหวินฮ่องเต้ทอดพระเนตรเข้าจึงถือโอกาสหยัดกายลุกขึ้น“รัชทายาทพักผ่อนให้มาก ในเมื่อซู่อ๋องเสด็จอาของเ้ารับเื่นี้ไว้ดูแลและจะต้องตรวจสอบจนกว่าความจริงจะปรากฏอย่างแน่ชัดได้แน่ข้ายังมีกิจการบ้านเมืองที่ต้องสะสาง เ้าก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เสด็จอาของเ้าฟังก็แล้วกัน”
จ้าวอวี้หร่านไม่อาจไปส่งเสด็จด้วยตนเองจึงนั่งอยู่บนแท่นบรรทมและกล่าวขอประทานอภัย
ซ่งิเจิงส่งเสด็จเซวียนเหวินฮ่องเต้ออกจากกระโจมเซวียนเหวินฮ่องเต้ตบลงบนบ่าของเขาและรับสั่งว่า “รัชทายาทมีนิสัยดื้อรั้นอยู่บ้างเ้าก็อย่าได้ถือสาหาความเื่วันนี้…”
ทรงรับสั่งได้เพียงครึ่งเดียวแต่ก็ไม่ได้ส่งผลอันใดต่อซ่งิเจิงเขาพอจะเข้าใจความหมายของประโยคถัดมาเขากุมมือคำนับแล้วกราบทูลว่า“ฝ่าาทรงวางพระทัย กระหม่อมจะต้องสืบหาจนความจริงปรากฏชัดให้ได้ว่าเป็ภูตผีหรือปีศาจกันแน่พ่ะย่ะค่ะ”
“ก็มีแต่เ้าเท่านั้นที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของข้าไปได้บ้าง”เซวียนเหวินฮ่องเต้ทอดถอนใจแล้วสาวเท้ายาวๆ ออกไป
ซ่งิเจิงทอดสายตามององค์ฮ่องเต้จวบจนลับสายตาแล้วจึงได้หมุนกายกลับเข้าไปในกระโจม
จ้าวอวี้หร่านทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่ถ้วยยาต้มสีดำปี๋ความรู้สึกต่อต้านอัดแน่นอยู่เต็มดวงตาคู่งาม
ทันใดนั้น นางได้ยินเสียงฝีเท้าเข้าจึงหันหน้าปรายตามองก็พบกับชายเสื้อสีดำของซ่งิเจิงนางไม่คิดลังเลใจอีกต่อไป เงยหน้ากระดกยาทั้งหมดลงไปในคราวเดียว
ด้วยความที่ดื่มเข้าไปรวดเดียวด้วยความรีบร้อนรสชาติอันขมปี๋นั้นแทบทำให้น้ำตาเล็ด
ชั่วชีวิตนี้มีอยู่สองเื่ที่นางกลัวมากที่สุดอย่างแรกคือการกินยา อย่างที่สองก็คือ…การที่ซ่งิเจิงเข้าใกล้นางมากเกินไป แทนที่จะบอกว่ากลัวบอกว่าเกิดมาเป็สตรีและมีสัญชาตญาณระแวดระวังตัวจากการรุกรานของบุรุษเพศจะดีกว่าแค่เขาเข้ามาใกล้ก็ทำให้นางรู้สึกอึดอัดเป็อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม นางเพิ่งกินยาลงไป และสิ่งที่สองที่นางกลัวก็ได้เกิดขึ้นแล้ว
ซ่งิเจิงสาวเท้าเดินมาจนถึงหน้าแท่นบรรทมของนางมือของนางที่กำลังถือถ้วยยาสั่นเทาเล็กน้อย พอคิดถึงครั้งสุดท้ายที่ได้พบกับเขาและถูกเขาล่วงเกินเข้าก็ทำให้นางรู้สึกอับอาย สายตาอันแหลมคมของเขาสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนสีหน้าก็พลันเคร่งขรึมลง
นี่เขาเป็สัตว์ประหลาดอะไรอย่างนั้นหรือพอเข้าใกล้ก็ทำให้นางใกลัวจนตัวสั่น
เป็เช่นนี้มาโดยตลอด!
ในตอนที่กำลังคิดอยู่นั้นสายตาก็เปลี่ยนเป็คมกริบขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
จ้าวอวี้หร่านเกลียดท่าทางที่ดูดุดันแบบนี้ของเขาที่สุดต่อให้เขายืนอยู่นิ่งๆและไม่พูดอะไร พอเข้ามาใกล้ๆ ก็ทำให้คนรู้สึกถึงแรงกดดันได้
ดวงตาเรียวรีของนางค่อยๆหลุบต่ำลง สูดหายใจเข้าลึกเพื่อบรรเทาความชิงชังที่มีต่อเขา พอจะวางถ้วยยาลงบนโต๊ะข้างหัวแท่นบรรทม
ก็มีมือข้างหนึ่งคว้าถ้วยยาเอาไว้ก่อนนางเห็นเพียงส่วนอกของเขาจากหางตาของนางเสื้อผ้าที่พอดีตัวขับเน้นโครงร่างอันแข็งแกร่งแบบนั้นถึงจะเป็รูปร่างของบุรุษเพศที่แท้จริง ไม่เหมือนกับรูปร่างของนางที่ต้องพันรัดหน้าอกไว้
บุรุษผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่คนหนึ่งเขาต้องทำงานรับใช้ นางเองก็คร้านจะพูดให้มากความ
พอถ้วยยาไม่อยู่ในมือ นางก็ค่อยๆทรุดกายลงนั่ง จะดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปงนอน
เรียกได้ว่าไม่ต้องทนมองให้รกตารำคาญใจนางยังต้องไล่เรียงว่าจริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ทำไมถึงได้ย้อนกลับมาตอนอายุสิบสี่ จะได้ถือโอกาสจัดแจงความทรงจำไปด้วย
คิดไม่ถึงว่าเขาจะยื่นมือเข้ามาแล้วเช็ดเข้าที่มุมปากของนางอย่างรวดเร็ว
จังหวะนั้น จ้าวอวี้หร่านขนลุกซู่ขึ้นที่แขนนางปัดมือเขาออกทันที
เสียง ‘เพียะ’ดังก้องขึ้นภายในกระโจมบริเวณหลังมือของซ่งิเจิงพลันแดงซ่านขึ้น
เขามองท่าทางหวาดระแวงราวกับแมวน้อยที่กำลังพองขนขู่ของนางและจ้องมาทางเขาด้วยท่าทางเอาเื่พร้อมแยกเขี้ยวกางเล็บขึ้นสู้ เขาเหลือบดูหลังมือที่แดงจัดอีกครั้งคิดขึ้นมาได้ว่านี่ยังไม่ถึงเวลาของชาติที่แล้วที่พวกเขาเปิดไพ่ออกมาสู้กันนางยังไม่รู้ว่าตัวเขาได้ล่วงรู้เื่ที่นางเป็พระธิดาแล้ว
ถ้าหากว่าเป็เมื่อก่อน เขาเกรงว่านางคงต้องโมโหมากกว่านี้แน่แต่ในตอนนี้กลับสงบนิ่งเสียอย่างนั้นเพียงแค่ตบเข้าที่มือเท่านั้น เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่นางโกรธจัดและกัดเขาเข้าคงมีแค่ตอนที่นางสติหลุดถึงจะดูเหมือนหญิงสาวทั่วไป
“ตรงมุมปากของพระองค์ยังมีโอสถเลอะอยู่”เขาเอ่ยเตือนอย่างเรียบเฉย
เมื่อจ้าวอวี้หร่านได้ยินเข้าดังนั้นก็พลิกมือใช้แขนเสื้อเช็ดออก
ยาเลอะก็พูดไม่เป็หรืออย่างไรต้องมาถึงเนื้อถึงตัวนาง!
ทำไมนางถึงได้รู้สึกเกลียดซ่งิเจิงที่อยู่ตรงหน้าคนนี้มากกว่าในชาติที่แล้วตอนที่เขาอายุยังน้อย!
นางกวาดสายตามองเขาอย่างโมโห“ข้าจะพักผ่อนแล้ว เสด็จอาอยู่ที่นี่เกรงว่าจะไม่สะดวก”
เขาไม่ได้กล่าวอะไร แต่เบื้องหน้าของนางกลับปรากฏฝ่ามือหนาของเขาบนฝ่ามือนั้นมีห่อกระดาษมันอยู่
“มี่ซานเตา[1]จากเขตตะวันตกเฉียงเหนือ”น้ำเสียงของเขาดูโอนอ่อนลงมาก มืออีกข้างหนึ่งแกะห่อกระดาษน้ำมันออก “กระหม่อมรีบร้อนมาเมืองหลวงพกติดตัวมาแค่นี้ องค์ชายเพิ่งเสวยโอสถเข้าไป จะได้ชะล้างความขมในปากพอดี”
“ไม่ต้องข้าไม่ใช่เด็กสักหน่อย” นางบอกปฏิเสธด้วยสีหน้าเ็า สุดท้ายก็เอนกายนอนลงไป
ซ่งิเจิงที่โดนปฏิเสธกลับไม่ได้รู้สึกโกรธแค่คิดว่านางดูตลกดี แถมยังเรียกแทนตัวเองว่า ‘ข้า’ เพราะหงุดหงิดและคิดจะปิดบังสิ่งที่ตัวนางเสพติดนางชอบรสหวานเป็ชีวิตจิตใจ มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้เื่นี้
“องค์ชายไม่อยากลองจริงๆหรือ”
เขาถามขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่เขาได้กลับมามีเพียงความเงียบงัน
“กระหม่อมจะวางของไว้บนโต๊ะไม่รบกวนเวลาพักผ่อนขององค์ชายแล้ว กระหม่อมทูลลา”
ไม่ใช่เื่ง่ายที่ซ่งิเจิงจะยอมถอยให้หนึ่งก้าวโดยไม่บีบบังคับเหมือนเมื่อก่อน
บางทีใน่ที่นางไม่อยู่อาจจะทำให้เขาเรียนรู้ที่จะให้อภัยประกอบกับนิสัยเดิมของนางเป็พวกชอบให้ใช้ไม้อ่อนและในตอนนี้เขายังมีเวลาอีกมาก ค่อยๆ เป็ค่อยๆ ไปดีกว่า
ต้องทำให้นางเปลี่ยนความคิดที่มีต่อเขาให้ได้
นับว่าเขายังรู้จักกาลเทศะสายตาที่ดูเอาจริงเอาจังของจ้าวอวี้หร่านดูอ่อนลงไปไม่น้อย
เสียงฝีเท้าค่อยๆ ห่างออกไป พร้อมกับบรรยากาศภายในกระโจมที่กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
แต่ไหนแต่ไรมานางไม่ชอบให้คนเข้าใกล้ เพราะต้องระวังตัวสุดชีวิตเพื่อเก็บความลับเื่ที่มีสถานะเป็พระธิดาคนดูแลข้างกายล้วนไม่มีทางเข้าใกล้หากไม่ได้เรียกหา ท่ามกลางความเงียบสงัดนางกลับเอาแต่พลิกตัวไปมา
ขนมที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวแท่นบรรทมส่งกลิ่นหอมหวานจางๆลอยอยู่ในอากาศ พอนางได้กลิ่นหอมหวานนั้นแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกขมในปากมากขึ้นไปอีกเหมือนกับว่ายานั้นยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้น
นางพลิกกายอย่างงุ่นง่านอีกรอบ ในที่สุดก็อดใจไม่ไหวหยัดกายลุกขึ้นนั่งและยื่นมือไปหยิบมี่ซานเตาที่ซ่งิเจิงไว้ให้มาชิ้นหนึ่ง
ในครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกันในชาติที่แล้วเขาเองก็พกสิ่งนี้มาด้วย
ตอนนั้นพวกเขาไม่ได้มีความแค้นต่อกันนางรับมาแล้วชิมต่อหน้าเขาไปคำหนึ่ง รสชาตินั้นยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของนาง
เหมือนกับในตอนนี้
ขนมด้านนอกถูกทอดจนกรุบกรอบพอกัดลงไปก็เกิดเสียงขึ้นเบาๆ สักพักกลิ่นหอมของงาที่เคลือบไว้้าก็ค่อยๆกระจายไปทั่วทั้งปาก จากนั้นก็ออกรสหวานราวกับน้ำผึ้ง ทำให้คนที่ได้ลิ้มรสรู้สึกสุขสำราญใจ
จ้าวอวี้หร่านค่อยๆดื่มด่ำกับรสชาติที่ไม่ได้พบเจอมาเนิ่นนานในที่สุดกลิ่นยาที่อยู่ในปากก็ถูกรสหวานกลบไว้จนหมด ดวงตาทั้งสองของนางค่อยๆหรี่ลง
เป็เวลาเนิ่นนานหลายปีแล้วจริงๆที่ไม่ได้ลิ้มรสชาติแบบนี้
หลังจากที่นางขึ้นครองราชย์แล้วถึงแม้ว่าซ่งิเจิงจะยังให้คนซื้อจากเขตตะวันตกเฉียงเหนือแล้วรีบควบม้าส่งมาให้แต่ในเวลานั้นความสัมพันธ์ของพวกเขาต้องหยุดชะงักลงด้วยความตึงเครียดแล้วนางเองก็ไม่คิดแตะต้องขนมนี้อีก
ก็เกิดความคิดถึงอยู่บ้าง
จ้าวอวี้หร่านถือมี่ซานเตาและเอนตัวพิงหัวแท่นบรรทมอยู่อย่างนั้นพลางกัดลงไปคำเล็กๆไม่รู้ทำไมถึงได้คิดถึงความฝันครั้งสุดท้ายนั้นขึ้นมาอีกที่ได้เห็นด้านหลังของซ่งิเจิงถอยห่างจากนางออกไปเรื่อยๆน้ำตาก็รื้นขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
แต่ ณ เวลานี้นี้ที่จริงแล้วซ่งิเจิงยังอยู่ด้านในกระโจมโดยอาศัยฉากบังลมช่วยบดบังร่างของตัวเองไว้ โสตประสาทของเขารับรู้ได้ไวเป็พิเศษเขาจึงได้ยินเสียงนางกัดขนมริมฝีปากที่เม้มเป็เส้นตรงก็ค่อยๆ คลายออกจนดูอ่อนโยนขึ้นเขาผละตัวออกไปท่ามกลางใบหน้าที่ดูหวั่นเกรงของมหาดเล็กที่อยู่ด้านนอก
“เข้ามาข้างใน”
ในตอนที่เขาจากไปได้ไม่นานน้ำเสียงเรียบเฉยของจ้าวอวี้หร่านก็ดังขึ้นทะลุผ่านฉากบังลมมหาดเล็กรีบก้มหน้าเดินเข้าไป
นิ้วมือเรียวยาวได้รูปขององค์รัชทายาทชี้ไปทางห่อกระดาษมันที่วางอยู่บนโต๊ะ“พวกเ้าเอาไปแบ่งกันกินเสีย”
มหาดเล็กเห็นขนมที่ส่งกลิ่นหอมหวนก็รีบคุกเข่าลงด้วยสีหน้ายินดีและกล่าวว่านับเป็พระกรุณาธิคุณยิ่ง และประคองห่อกระดาษลงมาด้วยความระมัดระวัง
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/479f65d0cc66d3c61f0eb371be8d3ccd
[1] มี่ซานเตามีต้นกำเนิดในเมืองสวีโจว มณฑลเจียงซูเป็หนึ่งในขนมแบบดั้งเดิมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีรสชาติหวานนุ่มละมุนลิ้นและมีกลิ่นหอมของงาที่เข้มข้น