ตอนที่ 1
โชคชะตาพลิกผัน
หลี่หรงอี้เป็เด็กกำพร้า พ่อแม่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ตอนเขาอายุได้แปดขวบ ญาติที่เหลืออยู่มีเพียงลุงที่เป็พี่ชายของพ่อ ส่วนญาติฝั่งแม่อยู่ต่างประเทศและไม่ได้ติดต่อกันมานาน เขาจึงถูกลุงกับป้าสะใภ้ที่ไม่ค่อยได้เจอหน้ารับไปดูแล
พ่อแม่เหลือทรัพย์สินและเงินประกันชีวิตไว้ อีกทั้งยังมีเงินชดเชยจากคู่กรณีที่ขับรถชนด้วยความประมาทอีกจำนวนหนึ่ง เนื่องจากเขายังเด็กและยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทนายและลุงซึ่งถูกแต่งตั้งเป็ผู้จัดการมรดกจึงช่วยดูแลทรัพย์สินให้ชั่วคราว
่แรกลุงกับป้าสะใภ้ดูแลเขาดีมาก แต่พอผ่านไปสองปี ด้วยความช่วยเหลือจากทนายที่เห็นแก่ผลประโยชน์ ทำการปลอมแปลงเอกสาร ทำให้ลุงซึ่งเป็ผู้จัดการมรดกสามารถยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินมาเป็ของตัวเองได้สำเร็จ
หลังได้รับทรัพย์สินทั้งหมดมา ป้าสะใภ้ก็หมดความอดทนที่จะใส่หน้ากาก นิสัยเปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือ จนหลี่หรงอี้ที่เป็เด็กตั้งตัวไม่ทัน และไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
“ส่งเสี่ยวหรงไปอยู่บ้านเด็กกำพร้าจะดีเหรอ? ถึงยังไงเขาก็เป็หลานผมนะ อีกอย่างทรัพย์สิน…”
“ถ้าคุณไม่ส่งเด็กนั่นไปอยู่บ้านเด็กกำพร้า ฉันกับลูกก็จะย้ายออกไป เลือกเอา!”
“แต่ว่า…”
“คุณลังเลอะไร หรือรู้สึกสงสารเด็กนั่นขึ้นมา? อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ ว่าคุณเองก็เกลียดและอิจฉาน้องชายมาตลอด แล้วจะมาทำเป็รักหลานชายอะไรตอนนี้”
“…”
พอได้ยินคำพูดจี้ใจดำของภรรยา ลุงของหลี่หรงอี้ก็พูดอะไรไม่ออก เขายอมรับว่าอิจฉาและเกลียดน้องชายมาั้แ่เด็ก เพราะพวกเขามักจะถูกนำมาเปรียบเทียบกันตลอด น้องชายที่เรียนเก่งและมีความสามารถ ญาติพี่น้องต่างรักใคร่เอ็นดู ต่างกับเขาที่ทำอะไรได้ไม่ดีสักอย่าง น้องชายเรียนจบมาก็มีหน้าที่การงานที่ดี มีภรรยาที่งดงามและอ่อนโยน มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ส่วนเขานั้นเทียบไม่ติดสักอย่าง
จากที่แค่อิจฉาก็กลายเป็ริษยาและอาฆาตแค้น ตอนที่ได้ยินว่าน้องชายกับน้องสะใภ้ประสบอุบัติเหตุ ภายนอกดูเหมือนเสียใจและเศร้าโศก แต่ส่วนลึกในใจเขากลับรู้สึกยินดี คิดว่าต่อไปไม่ต้องอยู่ใต้เงาของน้องชายอีก แถมทรัพย์สมบัติมากมายของน้องชายก็ล่อตาล่อใจ
ตอนแรกเขายังมีความยับยั้งชั่งใจ และนึกสงสารหลานชายที่เหลือตัวคนเดียว แต่เพราะคำยุยงจากภรรยา บวกกับความโลภในใจ ทำให้ตัดสินใจติดสินบนทนาย จนกลายเป็ผู้จัดการมรดกและสามารถถ่ายโอนทรัพย์สินมาเป็ของตัวเองได้…
สุดท้ายหลี่หรงอี้ก็ถูกส่งไปสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่อยู่ชานเมือง โดยป้าสะใภ้ให้เหตุผลว่าดูแลและรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว เนื่องจากยังมีลูกที่อายุไล่เลี่ยกับเขาอีกสองคน เธอยัดเงินให้ผู้ดูแลสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าก้อนหนึ่งก็สามารถส่งเด็กชายไปได้อย่างราบรื่น
ถึงเด็กน้อยจะอายุแค่สิบขวบ แต่ก็รับรู้และเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองในตอนนี้ นอกจากจะสูญเสียพ่อแม่ ยังถูกญาติที่เหลืออยู่ผลักไส ทั้งบ้านและทรัพย์สินที่พ่อแม่เหลือทิ้งไว้ก็ไม่รู้ว่าถูกลุงกับป้าจัดการอย่างไร แม้แต่บ้านเดิมที่เคยอยู่ก็ไม่สามารถกลับไปได้ ทำได้แค่ทำใจยอมรับและยอมถูกส่งตัวไปที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแต่โดยดี
ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเลวร้ายกว่าที่หลี่หรงอี้เคยนึกภาพไว้ บางวันก็กินไม่อิ่มท้อง เด็กโตบางคนที่เป็หัวโจกมักคอยแย่งอาหารของเด็กคนอื่น มีเด็กหลายคนถูกรังแกและไม่กล้าขอความช่วยเหลือ เสื้อผ้าหรือของเล่นที่ได้รับบริจาคมามักจะถูกแย่งไปตามอำเภอใจ เ้าหน้าที่ก็ละเลยไม่สนใจ มีแค่เฉพาะเวลาที่มีเ้าหน้าที่หรือหน่วยงานรัฐมาตรวจสอบ เด็ก ๆ ถึงจะได้กินอาหารดี ๆ ได้ใส่เสื้อผ้าใหม่ และได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเ้าหน้าที่ที่ดูแล
ตอนที่มาอยู่ใหม่ ๆ หลี่หรงอี้เห็นเด็กคนอื่นถูกเด็กที่โตกว่ารังแก อีกทั้งยังถูกแย่งอาหารและของเล่น ตอนแรกเขาคิดว่าเ้าหน้าที่คงจะช่วยจัดการให้ แต่แล้วความคิดก็ถูกตีแตกกระเจิง เมื่อเห็นเด็กคนหนึ่งที่อายุน้อยกว่าตัวเองหลายปีถูกเด็กที่โตกว่าแย่งของต่อหน้าเ้าหน้าที่ แถมยังถูกผลักล้ม แต่เ้าหน้าที่คนนั้นกลับทำเป็มองไม่เห็น พูดแค่ว่าอย่าทำตัวมีปัญหา แล้วก็เดินหนีไป เขาทนไม่ได้จึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือ สุดท้ายเลยกลายเป็ศัตรูกับเด็กโตกลุ่มนั้นและถูกรังแกไปด้วย
ต่อให้มีเด็กถูกรังแกหรือเกิดการทะเลาะวิวาท ถ้าไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นาเ็สาหัส แค่เืตกยางออกเล็ก ๆ น้อย ๆ เ้าหน้าที่ก็จะทำเป็มองไม่เห็น และไล่ให้ไปใส่ยา ก็เป็อันจบเื่ ถ้าใครทำตัวมีปัญหาไม่ยอมเลิกรา สิ่งที่รออยู่คือการถูกตีและทำโทษให้อดอาหาร
บางครั้งเ้าหน้าที่อารมณ์ไม่ดี เห็นอะไรขวางหูขวางตา หรือเด็กทำอะไรผิดเล็กน้อยก็จะหาเื่ลงโทษหรือทำร้ายร่างกาย ทำให้เด็ก ๆ ล้วนหวาดกลัว ไม่กล้าทำตัวมีปัญหา เวลาถูกรังแกก็ไม่กล้าปริปาก ทำให้เด็กหัวโจกยิ่งได้ใจ รังแกและแย่งชิงสิ่งของเด็กคนคนอื่นตามอำเภอใจ
นับั้แ่วันนั้นหลี่หรงอี้ก็คิดได้ว่าพึ่งใครก็ไม่เท่าพึ่งตัวเอง ถ้าทำตัวอ่อนแอก็จะถูกคนอื่นรังแกอยู่ร่ำไป ไม่อยากถูกรังแกก็ต้องสู้กลับ!
หลังจากนั้น เวลาถูกรังแกหรือถูกแย่งอาหารเขาก็จะตอบโต้กลับทุกครั้ง ่แรกยังสู้พวกเด็กโตไม่ได้ ถูกตีจนสะบักสะบอมหลายครั้ง แต่พอนานวันเข้าเขาก็ต่อยตีเก่งและชำนาญขึ้น จนถูกเด็กคนอื่นเรียกว่าหมาบ้า
ถึงชีวิตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจะเลวร้าย และเด็กคนอื่นไม่กล้าเข้าใกล้เขา เพราะกลัวจะตกเป็เป้าหมายของพวกเด็กหัวโจก แต่อย่างน้อยก็มีเด็กน้อยคนหนึ่งที่เขาเคยช่วยเอาไว้คอยอยู่ข้าง ๆ เป็ทั้งเพื่อนและพี่น้อง ทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวจนเกินไป
ผ่านไปห้าปี หลี่หรงอี้เติบโตเป็เด็กวัยรุ่นอายุสิบห้าปี แต่เพราะโภชนาการที่ไม่ดี ทำให้เขาดูเหมือนเด็กอายุสิบสองสิบสามปีเท่านั้น และหลายปีมานี้ ชีวิตในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ายังคงเลวร้ายไม่เปลี่ยน
มีเพียงอย่างเดียวที่เปลี่ยนไป เด็กน้อยที่คอยตามติดและเรียกหลี่หรงอี้ว่าพี่ชาย ได้ถูกคู่สามีภรรยาที่อยากมีลูกอุปการะไปเมื่อปีก่อน ทำให้ตอนนี้เขาโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง
ดังนั้นตอนที่ถูกเด็กที่โตกว่าคนหนึ่งขึ้นคร่อมและปิดปากกลางดึก หวังใช้กำลังปลุกปล้ำ เขาจึงคว้าก้อนหินที่ซ่อนไว้ใต้หมอนทุบหัวอีกฝ่ายอย่างแรง จากนั้นก็หนีออกมาโดยไม่ลังเล คิดว่าไปตายเอาดาบหน้ายังดีกว่าอยู่ที่นี่ต่อไป
เพราะไม่มีเงินหรือเอกสารติดตัว ไม่สามารถหางานทำได้ ทำให้เขาได้แต่คุ้ยถังขยะเพื่อหาอาหารประทังชีวิต อีกทั้งยังกลัวว่าจะถูกสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือตำรวจตามเจอ จึงอยู่อย่างหวาดระแวงทั้งกลางวันและกลางคืน
วันหนึ่งขณะที่เขาตระเวนไปตามตรอกซอกซอย เพื่อหาดูว่ามีที่ไหนสามารถหางานทำได้บ้าง ก็บังเอิญเจอผู้ชายสองคนเข้ามาพูดคุย บอกว่าอยากชวนไปทำงานด้วย
ถึงจะอยากได้งานมากแค่ไหน หลี่หรงอี้ก็ยังพอมีสติ ดูออกว่าคนกลุ่มนี้ท่าทางไม่น่าไว้ใจ ถ้าไม่ใช่พวกค้ามนุษย์ก็คงเป็พวกที่ทำงานผิดกฎหมาย จึงบอกปัดและรีบถอยห่าง แต่ก็ไม่ได้ผล คนพวกนั้นรุมล้อมเข้ามาพยายามบังคับพาตัวไป เขาจึงต่อสู้ดิ้นรนทั้งเตะและต่อย แต่เพราะร่างกายยังไม่โตเต็มที่ อีกทั้งยังกินไม่อิ่มท้องมาหลายวัน ทำให้หมดแรงในเวลาไม่นาน
ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังจะถูกพาตัวไป รถหรูคันหนึ่งที่วิ่งเข้ามาในซอยก็บีบแตรใส่ ก่อนที่ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำจะเปิดประตูลงจากรถและเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงยียวน
“รังแกเด็กแบบนี้ไม่ดีนะพี่ชาย”
“อย่ามาแส่ไม่เข้าเื่!” ชายคนที่ปิดปากและล็อกตัวหลี่หรงอี้ไว้เห็นมีคนเข้ามาขวางก็รีบเอ่ยปากไล่ แต่เพื่อนของเขากลับใจเย็นกว่า พยายามหาข้ออ้างเพื่อไม่ให้คนแปลกหน้ายื่นมือเข้ามายุ่ง
“พวกเราไม่ได้รังแกเด็กครับ แต่เด็กคนนี้ขโมยของที่ร้าน พวกกำลังจะจับเขาส่งตำรวจ”
หลี่หรงอี้ที่ถูกปิดปากไว้ไม่สามารถแก้ต่างให้ตัวเองได้ เขากลัวว่าคนแปลกหน้าที่เพิ่งมาถึงจะจากไป แล้วตัวเองจะถูกสองคนนี้พาตัวไป จึงพยายามดิ้นรน แล้วฉวยโอกาสตอนที่ผู้ชายที่จับตัวเองไว้ผ่อนแรง กัดมืออีกฝ่ายเต็มแรงจนสลัดหลุดออกมาได้
เขารีบวิ่งเข้าไปหาผู้ชายที่ยืนกอดอกอยู่หน้ารถหรู พร้ะโกน “ผมไม่ได้ขโมยของ พวกมันจะลักพาตัวผม!”
ผู้ชายที่ยืนกอดอกได้ยินแบบนั้นก็กันเขาไว้ด้านหลัง แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร อันธพาลสองคนที่เห็นท่าไม่ดีก็หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่เป็อะไรนะเ้าหนู”
“ผมไม่เป็ไร ขะ…ขอบคุณครับ” เมื่อรู้ว่าตัวเองปลอดภัยแล้ว หลี่หรงอี้ก็เอ่ยขอบคุณ แต่เพราะกินไม่อิ่มท้องมาหลายวัน อีกทั้งตอนกลางคืนยังหลับไม่สนิทเพราะหวาดระแวง แถมเมื่อวานยังตากฝน และยังมาเจอเื่เมื่อครู่ ทำให้ร่างกายถึงขีดจำกัด เป็ลมล้มพับไปทันที
โชคดีที่จ้าวอู๋ซวนคว้าตัวเด็กน้อยที่กำลังล้มหน้าคะมำไว้ได้ทันเวลา เขามองดูร่างกายผอมกะหร่องของเด็กอายุสิบสองสิบสามปีตรงหน้าแล้วถอนหายใจ
“ยังไม่ทันได้ถามอะไรก็เป็ลมไปซะแล้ว”
“พาไปโรงพยาบาลก่อนเถอะ” ผู้ชายอีกคนที่เพิ่งลงมาจากรถเอ่ยปาก
คนที่เพิ่งลงจากรถคือเหยียนคุน คุณชายสี่ตระกูลเหยียน ส่วนคนที่ลงมาก่อนหน้าและช่วยหลี่หรงอี้ไว้คือจ้าวอู๋ซวนที่เป็ทั้งหัวหน้าบอดี้การ์ดและผู้ช่วยของเหยียนคุน
พวกเขาเดินทางมาทำธุระที่เมืองนี้ เพราะคนขับรถไม่ชินทาง จึงหลงเข้ามาในซอย และได้เห็นเด็กที่กำลังถูกผู้ชายสองคนทำร้ายเข้าพอดี เหยียนคุนจึงให้จ้าวอู๋ซวนลงไปช่วยเหลือ แต่แล้วเด็กคนนี้กลับเป็ลมล้มพับไปก่อนที่จะได้สอบถามที่มาที่ไป…
โปรดติดตามตอนต่อไป…
เื่นี้เป็เื่แยกของผู้ช่วยหลี่ จากเื่ “หมอกพรางใจ” เราจะเริ่มเล่าั้แ่ตอนที่หลี่หรงอี้มาอยู่กับท่านสี่เหยียนนะคะ แต่จะเล่า่วัยเด็กไม่ยาวมาก จากนั้นก็จะรวบรัดตัดตอนเป็่ที่โตแล้วค่ะ
ฝากติดตามเื่ราวของผู้ช่วยสุดหล่อของท่านสี่เหยียนด้วยนะคะ ขอบอกว่าคุณผู้ช่วยแซ่บมากกก ขอบคุณมากค่าา
ถ้ามีคำผิดคำตกรบกวนช่วยแจ้งเราด้วยนะคะ จะได้รีบแก้ไข ขอบคุณมากค่ะ