มิติแดนอสูร
หลังจากเข้ามาภายในมิติแดนอสูร หวังเหว่ยได้เดินไปยังลานกว้างที่ในตอนนี้มีเหล่าสัตว์อสูรอสรพิษร่างมนุษย์25,000คน เหล่าสัตว์อสูรตุ่นโลหะร่างมนุษย์25,000คน และจิวซื่อ เฟิงเฟย พยัคฆ์คราม พยัคฆ์ขาว พยัคฆ์ทมิฬ ดัฟฟ์ โดแวน ดาเรย์ หลินกาน หลินฟู หลินฉี รวมตัวกันอยู่ โดยจิวซื่อได้รักษาบาดแผลให้กับเหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์ที่ได้รับบาดเจ็บเรียบร้อยแล้ว “พวกเจ้าทุกคนทำได้ดีมาก เฟิงเฟย จิวซื่อ พวกเจ้าจัดการเรื่องการมอบคะแนนผลในกับทุกคนด้วย ส่วนแก่นอสูรให้เก็บรวบรวมเอาไว้ที่คลังสมบัติของพวกเราและกำหนดค่าคะแนนผลงานที่ใช้แลกเปลี่ยนตามความเหมาะสม เอาล่ะ พวกเจ้าแยกย้ายกันไปพักผ่อนได้แล้ว” “รับทราบ ‘ขอรับ’ ‘เจ้าค่ะ’ นายท่าน” เหล่าสัตว์อสูรกล่าวกับหวังเหว่ย จากนั้นพวกเขาได้แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเองในทันที ส่วนหวังเหว่ยได้ไปหากลุ่มนักสู้หญิงงามภายในที่พักของพวกนาง “นายท่าน” กลุ่มนักสู้หญิงงามทั้ง84คนกล่าวทักทาย หวังเหว่ยได้กล่าวออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “พวกเจ้าเป็นอย่างไรกันบ้าง การฝึกฝนราบรื่นดีหรือไม่ ?” “การฝึกฝนราบรื่นดีเจ้าค่ะนายท่าน พวกเราทำกิ่งไม้หักกันวันละหลายสิบอัน เมื่อใดนายท่านจะมอบศาสตราวุธประเภทกระบี่ให้กับพวกเราเจ้าค่ะ” กุ้ยถิงกล่าวพร้อมกับทำหน้ามุ่ยใส่หวังเหว่ยเล็กน้อยด้วยท่าทางตลกๆ “ฮ่าๆ ข้าเกือบจะลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท ในตอนนี้พวกเรามีแร่มากพอแล้ว ข้าจะให้เฟิงเฟยเพิ่มงานหลอมสร้างศาสตราวุธประเภทต่างๆ ให้กับพวกเจ้ารวมถึงเหล่าสัตว์อสูรทุกคน !” หวังเหว่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณนายท่านเจ้าค่ะ” กลุ่มนักสู้หญิงงามทั้ง84คนกล่าวด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจ หวังเหว่ยได้ยิ้มออกมาเมื่อเห็นท่าทางของพวกนาง “ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง หลังจากนี้ข้าจะให้พวกเจ้าร่วมฝึกฝนกับเหล่าสัตว์อสูรที่อยู่ภายในมิติแดนอสูรในช่วงเช้าของทุกวัน ตั้งใจฝึกฝนกันให้ดี ในอนาคตข้าจะให้กลุ่มนักสู้หญิงงามออกไปสร้างชื่อเสียง ให้เลื่องลือไปทั่วทั้งสามอาณาจักร !” “พวกเราจะตั้งใจฝึกฝนเจ้าค่ะนายท่าน” กลุ่มนักสู้หญิงงามทั้ง84คน กล่าวเสียงดังอย่างพร้อมเพรียงกัน “ดีมาก เอาล่ะ ข้าไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของพวกเจ้าแล้ว หากมีเรื่องอะไรให้พวกเจ้าบอกกับข้าผ่านการสื่อสารทางจิต” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้ออกมาจากที่พักของกลุ่มนักสู้หญิงงาม จากนั้นเขาได้เริ่มทำการติดต่อสื่อสารทางจิตกับเหล่าสัตว์อสูรทั้งหมดรวมถึงกลุ่มนักสู้หญิงงาม “พวกเจ้าทุกคนฟังข้าให้ดี จากนี้เป็นต้นไปให้พวกเจ้าทุกคนที่ไม่ได้ออกไปทำหน้าที่ภายนอกมิติแดนอสูรมารวมตัวกันที่ลานกว้างในทุกเช้า เพื่อฝึกฝนการต่อสู้รูปแบบต่างๆ ร่วมกันวันละสองชั่วโมง และสำหรับเรื่องศาสตราวุธประจำตัวของทุกคน ข้าจะให้เฟิงเฟยเพิ่มงานหลอมสร้างอุปกรณ์ระดับล้ำค่าในหน่วยคะแนนผลงาน หลังจากนี้ให้พวกเจ้าทุกคนไปบอกกับหน่วยงานบัญชีว่าพวกเจ้าต้องการศาสตราวุธระดับล้ำค่าประเภทใด เพื่อให้พวกเขาจดบันทึกความต้องการของพวกเจ้า แจ้งให้กับหน่วยคะแนนผลงาน เพื่อหลอมสร้างศาสตราวุธให้ตรงกับความต้องการของพวกเจ้าทุกคน” “รับทราบ ‘ขอรับ’ ‘เจ้าค่ะ’ นายท่าน” เหล่าสัตว์อสูรทั้งหมดรวมถึงกลุ่มนักสู้หญิงงาม กล่าวกับหวังเหว่ยผ่านการสื่อสารทางจิต “หลังจากนี้ ข้าจะให้พยัคฆ์คราม พยัคฆ์ขาว พยัคฆ์ทมิฬ เป็นครูฝึกสอนให้กับพวกเจ้าทุกคน พวกเจ้าหลายคนคงเคยได้เห็นความสามารถที่ยอดเยี่ยมของพวกเขาทั้งสามคนไปแล้ว ตั้งใจเรียนรู้จากพวกเขากันให้ดี เอาล่ะ ข้าไม่รบกวนเวลาทำงานของพวกเจ้าแล้ว หากพวกเจ้ามีเรื่องอะไรให้พวกเจ้าบอกกับข้าผ่านการสื่อสารทางจิต” “รับทราบ ‘ขอรับ’ ‘เจ้าค่ะ’ นายท่าน” หลังจากพูดคุยสื่อสารทางจิตเสร็จเรียบร้อย หวังเหว่ยได้ไปยังอาคารที่พักของฉิงเหม่ย ฉิงเหม่ย วิหคน้อย เหม่ยหลิน เหม่ยจู คาเรน ได้ออกมาต้อนรับหวังเหว่ยในทันที ที่เห็นเขาเข้ามาภายในที่พัก “นายท่าน หญิงสาวทั้งสี่คนรวมถึงวิหกน้อยกล่าวทักทายหวังเหว่ย “วิหคน้อยเจ้าหายอ่อนเพลียหรือยัง? หวังเหว่ยกล่าวถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หนูหายง่วงนอนแล้วนายท่าน วิหคน้อยยิ้มหวานขณะกล่าวตอบ “ฮ่าๆ ดีแล้วที่เจ้าสบายดี เป็นความผิดของข้าเองที่ให้เจ้าใช้พลังมากเกินไปทั้งที่เจ้าพึ่งถือกำเนิดได้ไม่นาน” หวังเหว่ยกล่าวขณะใช้มือลูบหัวของวิหคน้อยอย่างอ่อนโยน วิหคน้อยได้ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขขณะที่หวังเหว่ยลูบหัวของนาง “เหม่ยหลิน เหม่ยจู ช่วงนี้งานของพวกเจ้าคงหนักขึ้นไม่น้อย หากพวกเจ้าทำไม่ไหวให้พวกเจ้าไปขอความช่วยเหลือจากจิวซื่อนางถนัดในด้านการจัดการงานพวกนี้” “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” เหม่ยหลิน เหม่ยจูกล่าวกับหวังเหว่ย “เอาล่ะ ข้าไม่รบกวนเวลาพูดคุยของเหล่าหญิงงามแล้ว ข้าจะกลับไปนั่งสมาธิปรับสมดุลพลังปราณอสูรภายในอาคารไม้หลังเล็กของข้าต่อ หากพวกเจ้ามีเรื่องอะไรให้พวกเจ้าบอกกับข้าผ่านการสื่อสารทางจิต หวังเหว่ยกล่าวขณะชำเลืองมองคาเรนเล็กน้อย “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” หญิงสาวทั้งสี่กล่าวกับหวังเหว่ย คาเรนได้ยกมือขึ้นมาปิดปากของนางและหัวเราะออกมาเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำกล่าวของหวังเหว่ย หวังเหว่ยได้ยิ้มให้กับหญิงสาวทั้งสี่คนรวมถึงวิหคน้อย จากนั้นเขาได้กลับไปยังที่พักของตนเอง และเริ่มหลอมสร้างอุปกรณ์ประเภทธนู หอก และขวานสองคม ระดับมหากาพย์โดยใช้แร่โลหะหินเหล็ก เวลาผ่านไปสามสิบนาที “ฟู่ว เสร็จเรียบร้อย หน้าตาดูใช้ได้ทีเดียวศาสตราวุธสำรองทั้งสามชิ้นของข้า” หวังเหว่ยกล่าวเบาๆ จากนั้นเขาได้เริ่มฝึกฝนทักษะใหม่ที่ใช้สำหรับธนู หอก ขวานสองคม อยู่ในพื้นที่โล่งกว้างภายในที่พักของเขา พอเริ่มมืดค่ำหวังเหว่ยได้กลับเข้าไปภายในที่พักและได้เริ่มหลอมเม็ดยาสมุนไพรช่วยดูดซับพลังปราณอสูรระดับยอดเยี่ยมความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วนหลายร้อยเม็ด และได้นอนหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า เมื่อยามเช้ามาถึง วิหคน้อยได้แปลงร่างเป็นวิหคสีทองและได้พาฉิงเหม่ยกับคาเรนไปยังจุดที่คาเรนต้องการสร้างรังของนางขึ้น ทั้งสามคนได้พูดคุยกันอย่างสนุกสนานไปตลอดการเดินทาง ส่วนเหล่าสัตว์อสูรที่อยู่ภายในมิติแดนอสูรรวมถึงกลุ่มนักสู้หญิงงาม พวกเขาได้มารวมตัวกันที่ลานกว้างและเริ่มฝึกฝนการต่อสู้รูปแบบต่างๆ โดยมี พยัคฆ์คราม พยัคฆ์ขาว พยัคฆ์ทมิฬ เป็นครูฝึกสอน ทางด้านหวังเหว่ยหลังจากตื่นนอนเขาก็ได้มาเข้าร่วมฝึกฝนการต่อสู้กับเหล่าสัตว์อสูรและกลุ่มนักสู้หญิงงามเช่นกัน ซึ่งทุกคนได้ตั้งใจฝึกฝนกันอย่างเต็มที่ภายใต้คำชี้แนะของสามพยัคฆ์อสูร เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง วิหคน้อยได้ติดต่อสื่อสารทางจิตบอกกับหวังเหว่ยว่านางใกล้จะถึงยังจุดที่คาเรนต้องการสร้างรังแล้ว หวังเหว่ยจึงได้หยุดฝึกฝนและไปหาฉิงเหม่ยผ่านทางประตูมิติในทันที “นายท่าน” ฉิงเหม่ยและคาเรนกล่าวทักทายหวังเหว่ย จากนั้นวิหคน้อยได้ร่อนลงพื้นดินด้วยความนิ่มนวล หวังเหว่ย ฉิงเหม่ยและคาเรนได้ลงจากหลังของวิหคน้อย จากนั้นวิหคน้อยได้แปลงร่างกลับไปเป็นเด็กสาวตัวน้อยที่น่ารักเช่นเดิม ฉิงเหม่ยได้อุ้มวิหคน้อยขึ้นมาอย่างอ่อนโยนในทันทีที่นางแปลงร่างกลับมาเป็นเด็กสาวตัวน้อย ส่วนคาเรนได้มองสำรวจพื้นที่โล่งกว้างด้วยใบหน้าที่มีความสุข หวังเหว่ยที่เห็นดังนั้นเขาจึงได้กล่าวขึ้นว่า “เจ้าเลือกสถานที่ได้ดีมากคาเรน ในตอนนี้พวกเราน่าจะอยู่ห่างจากจุดที่มีอาคารที่พักไม่ต่ำกว่า2,000กิโลเมตร เอาล่ะ ข้าจะไปจัดเตรียมวัสดุที่ใช้สำหรับสร้างรังมาให้เจ้า” “วัสดุ! ข้าลืมเรื่องนี้ไปสนิทเลย ขอบคุณเจ้าค่ะนายท่าน” หวังเหว่ยยิ้มตอบรับคำกล่าวของนาง จากนั้นเขาได้ออกจากมิติแดนอสูรในทันที วูบ ในทันทีที่ออกมาจากมิติแดนอสูร หวังเหว่ยได้มองสำรวจภูเขาโดยรอบบริเวณอยู่ครู่หนึ่ง "อืม ภูเขาพวกนี้น่าจะหนักเกินไป ข้าควรจะตัดแบ่งพวกมันออกเป็นหลายส่วน" หวังเหว่ยคิดในใจ จากนั้นเขาได้ใช้ดาบเพลิงโลหิตตัดแบ่งภูเขาแต่ละลูกออกเป็นแปดส่วน “เอาล่ะ ได้เวลาเริ่มงานแล้ว” หวังเหว่ยกล่าวอย่างร่าเริง จากนั้นเขาได้เปิดใช้ "อุปกรณ์ยกสิ่งของขนาดใหญ่" อุปกรณ์ได้ขยายขนาดใหญ่ขึ้นสิบเมตรและได้ยกภูเขาส่วนหนึ่งขึ้นจากพื้นดิน หวังเหว่ยได้นำภูเขาที่ถูกตัดแบ่งเข้าไปภายในมิติแดนอสูรพร้อมกับตนเองในทันที วูบ หลังจากเข้ามาภายในมิติแดนอสูร หวังเหว่ยได้นำภูเขาที่ถูกตัดแบ่งเข้าไปภายในประตูมิติพร้อมกับตนเองท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าสัตว์อสูรที่อยู่บริเวณโดยรอบ “พวกเจ้าหลบไปก่อน” หวังเหว่ยกล่าวขณะใช้ "อุปกรณ์ยกสิ่งของขนาดใหญ่" ยกภูเขาที่ถูกตัดแบ่งไปวางไว้ในจุดที่ไม่มีใครอยู่ สร้างความตกตะลึงให้กับคาเรนเป็นอย่างมาก หวังเหว่ยที่เห็นดังนั้นเขาจึงได้หันไปยิ้มให้กับนาง “คาเรน หากเจ้าสงสัยอะไรให้เจ้าสอบถามฉิงเหม่ย ข้าจะกลับไปยกภูเขาที่ถูกตัดแบ่งเข้ามาเพิ่มอีก” หลัง จากกล่าวจบหวังเหว่ยได้ออกไปจากมิติแดนอสูร และได้ใช้วิธีการเดิมยกภูเขาที่ถูกตัดแบ่งเข้ามาภายในมิติแดนอสูรและได้วางภูเขาที่ถูกตัดแบ่งจำนวนนับร้อยชิ้นเอาไว้ไม่ไกลจากกันมากนัก “ฟู่ว เสร็จเรียบร้อย คาเรน วัสดุจำนวนนี้เท่านี้เพียงพอสำหรับสร้างรังของเจ้าหรือไม่ ?” หวังเหว่ยกล่าวถามคาเรน ขณะเก็บ "อุปกรณ์ยกสิ่งของขนาดใหญ่" เข้าไปไว้ภายในแหวนมิติเช่นเดิม “พะ เพียงพอเจ้าค่ะนายท่าน ขอบคุณนายท่านที่ช่วยเหลือข้าในเรื่องนี้เจ้าค่ะ” คาเรนกล่าวตอบหวังเหว่ยอย่างตะกุกตะกัก “ฮ่าๆ เจ้าไม่ต้องคิดมากในเรื่องนี้ นี่เป็นหน้าที่ของข้า เอาล่ะ ในเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เจ้าบอกให้เหล่าสัตว์อสูรมดงาน1,000ตน และเหล่าสัตว์อสูรมดนักรบ8,000ตน เข้าประตูมิติมาหาเจ้าได้เลย” “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” หลังจากกล่าวจบคาเรนได้สั่งให้เหล่าสัตว์อสูรมดงาน1,000ตน และเหล่าสัตว์อสูรมดนักรบ8,000ตน เข้าประตูมิติเพื่อมาหานางในทันที วูบ วูบ วูบ “แม่นางคาเรน” เหล่าสัตว์อสูรมดร่างมนุษย์กล่าวทักทายอย่างพร้อมเพรียงกัน “พวกเจ้าแยกย้ายกันไปขุดสร้างทะเลสาบและจัดเตรียมพื้นที่ ข้าจะเริ่มสร้างรังของข้าที่นี่” คาเรนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังอำนาจของนางพญามด “รับทราบขอรับ” เหล่าสัตว์อสูรมดร่างมนุษย์ได้แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนในทันทีหลังจากกล่าวจบ หวังเหว่ยที่เห็นดังนั้นเขาจึงได้กล่าวขึ้นว่า “คาเรน ข้าจะเริ่มออกเดินทางไปช่วยท่านพ่อและท่านแม่ของฉิงเหม่ยต่อ หากมีเรื่องอะไรเจ้าสามารถบอกกับข้าผ่านการสื่อสารทางจิตได้ทันที” “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” “ฉิงเหม่ยขอให้เจ้าช่วยเหลือท่านพ่อและท่านแม่ได้สำเร็จ” คาเรนกล่าวพร้อมกับยิ้มให้กับหวังเหว่ยและฉิงเหม่ยรวมถึงวิหกน้อย ฉิงเหม่ยพยักหน้าตอบรับคำกล่าวของนาง จากนั้นหวังเหว่ยได้นำฉิงเหม่ยและวิหคน้อย รวมถึงตนเองออกจากมิติแดนอสูรในทันที วูบ
ณ ป่ารกทึบ
หลังจากออกมาจากมิติแดนอสูร วิหคน้อยได้แปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ของนางกลับไปเป็นวิหคสีทองที่งดงาม หวังเหว่ยและฉิงเหม่ยได้ขึ้นไปนั่งบนหลังของนาง จากนั้นวิหคน้อยได้เริ่มโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างช้าๆด้วยความสง่างาม “วิหคน้อยเจ้าใช้ทักษะบินผ่านมิติได้เลย” หวังเหว่ยกล่าว “หนูเข้าใจแล้วนายท่าน” หลังจากกล่าวจบวิหคน้อยได้เริ่มใช้ทักษะบินผ่านมิติในทันที วูบบบบบบบ เวลาผ่านไปสิบห้าวัน
ณ ป่าที่เขียวขจีแห่งหนึ่ง
ตลอดสิบห้าวันมานี้วิหคน้อยได้พาหวังเหว่ยและฉิงเหม่ยเดินทางในเวลากลางวัน และกลับเข้าไปพักผ่อนภายในมิติแดนอสูรในตอนกลางคืน โดยกลุ่มของหวังเหว่ยได้พบเจอกับหน่วยลาดตะเวนของเหล่าสัตว์อสูรปีศาจอีกสามครั้งในช่วงสิบห้าวันที่ผ่านมา ซึ่งหวังเหว่ยได้ให้เหล่าสัตว์อสูรของเขากวาดล้างสังหารหน่วยลาดตะเวนของเหล่าสัตว์อสูรปีศาจจนหมดสิ้นในทุกครั้งที่ได้พบเจอกับพวกมัน ทำให้ระดับเลเวลของเขาเพิ่มขึ้นมาเป็นระดับเลเวล48 สร้างความพึงพอใจให้กับเขาไม่น้อย หลังจากชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามภายในป่าเขาจนพอใจแล้ว หวังเหว่ยได้กล่าวขึ้นว่า “วิหคน้อยข้าอยากถามเจ้าเรื่องหนึ่ง ตลอดการเดินทางสิบห้าวันที่ผ่านมา เจ้าจงใจทำการหลบเลี่ยงไม่เข้าไปในจุดที่มีสัตว์อสูรอยู่อาศัยรวมถึงเขตเมือง เพื่อไม่ให้การเดินทางไปช่วยท่านตาและท่านยายของเจ้าล่าช้าลงใช่หรือไม่ ?” วิหคน้อยในร่างวิหกสีทองได้หันมามองหวังเหว่ยเล็กน้อยเพื่อกระพริบสายตาปิ๊งๆให้กับเขา “ใช่แล้ว นายท่านรู้ตัวช้ากว่าที่หนูคิดเอาไว้เสียอีก” วิหคน้อยกล่าวกับหวังเหว่ย “ฮ่าๆ เจ้าช่างมีนิสัยเจ้าเล่ห์คล้ายกับข้าเสียจริง บางทีในชาติที่แล้วเจ้าอาจจะเป็นลูกของข้าจริงๆก็ได้” หวังเหว่ยกล่าวอย่างติดตลก วิหคน้อยในร่างวิหกสีทองหัวเราออกมาอย่างร่าเริง หลังจากได้ยินคำกล่าวของหวังเหว่ย ฉิงเหม่ยที่เห็นดังนั้นนางจึงได้กล่าวขึ้นว่า “นายท่านอย่าสอนวิหคน้อยให้เป็นเด็กไม่ดีนะเจ้าค่ะ” ฉิงเหม่ยทำแก้มของนางพองขึ้นเล็กน้อยขณะกล่าว “ฮ่าๆ ข้าผิดไปแล้ว เอาล่ะ พวกเรามานั่งมองวิวสวยๆกันดีกว่า” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้หันไปมองดอกไม้นานาพรรณที่อยู่ท่ามกลางป่าที่เขียวขจี ฉิงเหม่ยเองก็ได้หันไปดอกไม้ที่ดูสวยงามเช่นกัน ในระหว่างชื่นชมความงามของธรรมชาติ หวังเหว่ยได้หาวออกมาหลายครั้ง ฉิงเหม่ยที่เห็นดังนั้นนางจึงได้หัวเราะออกมาเบาๆด้วยท่าทางที่น่ารัก เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของฉิงเหม่ย หวังเหว่ยจึงได้กล่าวออกมาว่า “วันนี้อากาศดีจริงๆ ข้าเริ่มรู้สึกง่วงนอนอีกแล้ว ฉิงเหม่ยข้าขอนอนหนุนตักของเจ้าเช่นเดิมจะได้หรือไม่ ?” ฉิงเหม่ยได้ยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับหวังเหว่ย เนื่องจากเขาได้กล่าวถามนางเช่นนี้ตลอดสิบกว่าวันที่ผ่านมาจนนางเริ่มคุ้นชินแล้ว “นายท่านคงเหนื่อยจากการฝึกฝนจนดึกดื่นอีกตามเคย ทำเช่นนี้ไม่ดีเลยนะเจ้าค่ะ” หลังจากกล่าวจบฉิงเหม่ยได้นั่งลงบนหลังของวิหกน้อยเพื่อให้หวังเหว่ยได้นอนหนุนตักนาง “ขอบใจเจ้ามาก” หวังเหว่ยยิ้มให้กับฉิงเหม่ย จากนั้นเขาได้ล้มตัวนอนหนุนตักนางและหลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความเหนื่อยล้า หลังจากหวังเหว่ยหลับไปแล้ว ฉิงเหม่ยได้จ้องมองหวังเหว่ยอย่างลึกซึ้งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นนางได้ใช้มือของนางลูบหัวหวังเหว่ยช้าๆอย่างอ่อนโยน วิหคน้อยแอบชำเลืองมองทั้งสองคนด้วยแววตาที่แฝงความนัยบางอย่างขณะคิดในใจ "ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าจะรอคอยวันที่พวกท่านได้รับความทรงจำกลับมา พวกเราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขอีกครั้ง"