หลังอาบน้ำสระผมเสร็จ ฉันเดินออกมาในชุดคลุมเช่นกัน เขานั่งนิ่งมองผนังห้อง แววตาด้านไร้อารมณ์ ฉันหยิบคีย์การ์ดที่วางข้างเขามาถือ
พรึ้บ
“จะไปไหน” เขาถามเสียงแข็ง
“ฉันจะออกไปขอยากับเสื้อผ้าให้ค่ะ..”
เขามองตาไม่กระพริบ ใบหน้าตึงไร้สีสัน มือหนายังกำข้อมือฉันบีบแน่นแสดงความไม่เชื่อใจ
“ฉันไม่หนีหรอกค่ะ”
ฉันจ้องตาเขากลับ พูดด้วยความซื่อตรง เขานิ่งเหมือนชั่งใจพักใหญ่ ก่อนจะยอมปล่อยข้อมือฉัน
ฉันเดินออกมาจากห้อง สอดส่องดูทางเดินเพราะกลัวว่ายังมีคนตามมา จนถึงเคาน์เตอร์รับแขกที่ป้านั่งดูทีวีอยู่
“ป้าคะ มีกล่องยาทำแผลไหมคะ”
“มีจ้ะหนู” ป้าลุกไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลมาให้
“เอ่อ พอจะมีเสื้อผ้าให้ด้วยไหมคะ ของทั้งพี่ผู้ชายแล้วก็หนู…”
“แป๊บนึงนะ ป้าไปเอาของลูกชายมาให้”
“ขอบคุณค่ะ” ป้าหายไปพักใหญ่ แล้วกลับมาพร้อมเสื้อผ้าตัวโคร่ง
“มีแต่ตัวใหญ่ๆ นะหนู ลูกป้าอ้วนน่ะ แฟนหนูคงจะใส่ได้อยู่”
“ค่ะ ขอบคุณมากๆ นะคะ”
“จ้ะ แล้วแฟนหนูเป็ไงบ้าง ไม่ให้เรียกรถพยาบาลจริงๆ ใช่ไหม”
“ไม่ค่ะ เขาโอเคดีแล้ว ขอรบกวนหน่อยนะคะ แล้วก็…” ฉันทำท่าจุ๊ปาก ป้าพยักหน้ารับ แล้วยิ้มแฉ่งให้
“สบายใจได้จ้ะ คนไทยกันเอง”
หลังล่ำลากันมาแล้ว ฉันหอบเสื้อผ้าพร้อมกระเป๋ากลับห้อง ขณะอยู่ที่ทางเดินเชื่อมตึก สมองก็คิดถึงโอกาสหนึ่งในล้านนี้
จะแจ้งตำรวจก็ไม่ได้ จะไปโรงพยาบาลก็ไม่ได้ ตอนนี้ไว้ใจใครไม่ได้ทั้งนั้น เพราะทันทีที่แสดงตัว ฉันกับเขาต้องถูกเก็บอย่างเงียบๆ แน่
ถ้าฉันหนีไปคนเดียว เขาก็อาจจะตาย ไม่จากศัตรูก็ตำรวจ…. รึไม่ก็ ฉันนี่แหละ ที่ต้องตาย ..เพราะเขาไม่มีทางปล่อยฉันไปแน่ กลับกัน ถ้าฉันใช้โอกาสนี้แสดงความซื่อสัตย์ สักวันเขาอาจจะใจดีปล่อยฉันไปก็ได้
‘....ไม่ใช่ว่าไม่อยากหนี แต่เพราะหนีไปก็ไม่รอดอยู่ดี’
ติ้ด
ทันทีเครื่องสแกนคีย์การ์ดดัง บุคคลในห้องหันขวับมองหาร่างบาง เขาแสดงสีหน้าโล่งใจอย่างเผลอตัวเมื่อเห็นว่า
‘....เธอกลับมา’
เธอเดินก้มหน้า ทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเงียบๆ ไร้ซึ่งการโอดครางถึงชีวิตและเหตุการณ์ที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดนั้น
“ทำแผลค่ะ”
เสียงหวานเอ่ยบอก และเธอบรรจงถอดชุดของเขาอย่างเบามือ เพื่อทำแผลให้ ในวินาทีที่ตึงเครียด คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวเขาอย่างอดไม่ได้
“เธอมีโอกาสหนี”
“ฉันทราบค่ะ”
“แล้วทำไม?”
“ถ้าฉันหนี ...คุณจะถูกจับ หรือไม่ก็ถูกฆ่าตาย”
“หึ เธอพูดเหมือน้าให้ฉันสำนึกบุญคุณเลยนะ”
“ถ้าคุณคิดเช่นนั้น ก็ขอบคุณมากค่ะ”
ทั้งสองเงียบใส่กัน เหลือเพียงเสียงลมแอร์ที่ทำงานอยู่ เขาคว้าข้อมือเธอกระชากเข้าประชิดตัว
“เธอเริ่มปีกกล้าขาแข็งใส่ฉันแล้วนะ”
“ฉันไม่ได้ปีกกล้าขาแข็งค่ะ แต่เพราะรู้ว่าสักวันคงถูกฆ่าตายด้วยน้ำมือใครสักคน ฉันเลยไม่สนอะไรแล้ว”
เขาอึ้งในคำตอบของเธอ เด็กสาวที่เคยตัวสั่น น้ำตาคลอทุกครั้งที่อยู่ใกล้เขา เธอผู้ซึ่งไม่เคยยิ้มเลยตลอดที่พบกันั้แ่วินาทีแรกจนถึงตอนนี้
‘เด็กสาวที่บอบบาง บนโลกแห่งนรก’
เธอจ้องตาเขากลับด้วยความซื่อตรง อย่างเช่นแววตาแรกที่เธอมองเขาอย่างกล้าหาญ
“เธอ้าอะไร”
“....”
“ถ้านี่เป็บุญคุณ เธอ้าอะไรตอบแทน”
“ความเชื่อใจค่ะ” ดวงตากลมโตจดจ้องเขา แสดงเจตจำนงค์ที่แรงกล้า
“....”
“ฉันแค่อยากให้คุณ เชื่อใจฉัน”
“หึ หึ” เขาขำแห้งออกมา ปล่อยข้อมือเธอ แล้วเอนตัวลงพิงหลังกับหมอน
“....”
“เธอรู้รึเปล่าว่าสำหรับ แก๊งมาเฟีย … ความเชื่อใจเป็สมบัติที่ล้ำค่าและหายากที่สุด ไม่เหมือนเงินทอง”
“ค่ะ ฉันทราบดี เพราะงั้นถึงอยากได้มัน”
“สาวน้อย … การจะได้รับความเชื่อใจจากฉัน ไม่ใช่ว่าแค่ช่วยชีวิตฉันไว้ครั้งนึงหรอกนะ”
“ถ้างั้นนายให้อะไรฉันได้บ้างคะ” เธอถามเพื่อหยั่งเชิงคำตอบของเขา
“ชีวิต ....และความตาย”
เขาตอบเสียงเย็นจนน่าขนลุก เธอเงียบแทนคำตอบ เพราะไม่กล้าถามต่อ ใบหน้าหวานเม้มริมฝีปากทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเปลี่ยนเื่
“ฉะ ฉันจะทำแผลที่ใบหน้ากับหัวนะคะ ..ขออนุญาต”
เธอพูดเบาๆ แล้วจับกรอบหน้าเขา เพื่อเช็ดคราบเืที่แห้งเกรอะ มือนุ่ม ปลายนิ้วอุ่น ััที่หัวเขาอย่างแ่เบา ลมหายใจใกล้จนผสานกัน
เขาพิจารณาใบหน้าเด็กสาวตรงหน้าได้ชัดเจนและเนิ่นนานกว่าครั้งไหนๆ ดวงตากลมโต ฉายแววความใสซื่อ ผิวละเอียดสีเหลืองน้ำผึ้ง จมูกโด่งกำลังดี ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพู
‘น่าจูบ…’