บทที่ 57 เก็บตกของมีค่าได้ (รีไรท์)
เสิ่นทิงหงไม่คิดว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนจะพูดออกมาแบบนี้ เขายินดีละทิ้งกองทัพเพื่อตัวเธอเหรอ ต้องรู้ก่อนว่าผลงานของเขาในตอนนี้ การไต่ขึ้นสู่ตำแหน่งสูง ๆ นั้นไม่ใช่ปัญหาเลย
เสิ่นทิงหงเพิ่งสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ของคนในยุคนี้ ราวกับว่าหลังจากตัดสินใจเลือกแล้ว ก็มั่นคงอย่างยิ่ง
ในอนาคตเคยได้ยินแต่ผู้หญิงละทิ้งอนาคตในหน้าที่การงานเพื่อครอบครัว ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีผู้ชายคนไหนยอมทิ้งโอกาสก้าวหน้าดี ๆ แบบนี้เพื่อครอบครัว
จริง ๆ แล้วเสิ่นทิงหงเองไม่ได้เข้าใจผิด ไม่ใช่แค่เธอที่ไม่เคยได้ยิน ความจริงแล้วทุกคนในครอบครัวก็ตกใจเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้แสดงอาการออกมา
ตอนนี้พวกเขาได้การยืนยันแล้ว ถึงแม้จะไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเขาไปทำอะไรมา แต่มองจากอากัปกิริยาของหัวหน้าพวกนั้น ก็รู้ได้ว่าต้องเป็นผลงานชิ้นใหญ่แน่ ๆ
เยี่ยเสิ่นเหยียนมีอนาคตที่สดใสอยู่ตรงหน้า แต่ตอนนี้กลับคิดที่จะทิ้งไป แถมเหตุผลที่ยอมทิ้งก็เพราะเสิ่นทิงหงของตัวเอง
ถึงพวกเขาจะรู้สึกว่าแบบนี้ไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก แต่ในใจก็หวังว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนจะหมายความแบบนั้นจริง ๆ
“ผมจริงจังครับ” เยี่ยเสิ่นเหยียนเห็นอาการของแม่สาวน้อยก็รู้ว่าเธอไม่เชื่อ แต่เพราะตอนนี้เขาอยากพูดแสดงความในใจออกไป และอยากรู้ว่าเสิ่นทิงหงคิดยังไงเหมือนกัน
“อะแฮ่ม ขอคิดดูก่อนแล้วกัน”
เสิ่นทิงหงไม่ใช่คนโง่ ถ้าตัวเธอพูดออกไปตอนนี้ว่าอยากให้เขาอยู่ต่อ นั่นก็เป็นการยืนยันว่างานแต่งงานระหว่างพวกเราอยู่ไม่ไกลแล้ว
อายุตอนนี้ของเธอ ถ้าเป็นในอนาคตก็แค่ชั้นมัธยมปลาย อย่างมากก็เป็นช่วงที่กำลังเข้ามหาวิทยาลัย ในสายตาของพวกผู้ใหญ่ยังถือว่าเด็กมาก
แต่ว่าในยุคสมัยนี้ไม่เหมือนกับชีวิตที่เธอเคยใช้ในสมัยนั้น อายุสิบสี่สิบห้าปีก็หมั้นหมายแล้ว ที่อายุสิบหกสิบเจ็ดแล้วแต่งงานก็มีไม่น้อย
ตัวเธอได้รับอิทธิพลจากโลกอนาคตมานาน โลกก่อนยังเป็นคนโสดอยู่เลย ถ้าต้องให้เธอมาแต่งงานตอนนี้ เธอก็ไม่แน่ใจว่าจะรับได้
ยังมีเรื่องที่สำคัญที่สุดอีกเรื่อง นั่นคือความลับที่เธอบอกใครไม่ได้ ถ้าแต่งงานไปแล้ว ต้องอยู่ร่วมกันกับเยี่ยเสิ่นเหยียน ก็ยากที่จะเลี่ยงไม่ให้เขารู้เรื่องนี้ได้
เสิ่นทิงหงไม่อยากเสี่ยงพนันกับหัวใจคน
ตอนนี้เธออยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ทั้งนี้เธอกลับพบปัญหาที่สำคัญอย่างมาก หลังจากคิดทบทวนหาเหตุผลที่ไม่อยากแต่งงานในตอนนี้ออกมาได้มากมาย แต่เธอกลับพบว่าตัวเองไม่ได้ไม่ชอบเยี่ยเสิ่นเหยียน
เสิ่นทิงหงพูดจบ ทุกคนก็ข้ามหัวข้อไป แม้แต่เยี่ยเสิ่นเหยียนเองด้วย จากนั้นก็ไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอีก
มื้ออาหารนี้ทุกคนต่างมีความคิดที่แตกต่างกันออกไป แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุดพวกเขาให้กินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อยได้
เสิ่นต้าเฉียงและคนอื่น ๆ พักกันสักครู่หลังกินข้าวเสร็จแล้วก็พากันออกไปทำงานต่อ เสิ่นทิงหงก็ไม่อยากอยู่กับเยี่ยเสิ่นเหยียนตามลำพัง จึงคว้าตะกร้าสะพายหลังขึ้นเขาไป
หลังจากเสิ่นทิงเหวินหารือกับเยี่ยเสิ่นเหยียนก็รู้ว่าเขาสามารถเข้าห้องน้ำเองได้โดยไม่มีปัญหาแล้ว เลยออกไปทำงานพร้อมกับพวกเสิ่นต้าเฉียง
ตอนนี้เป็นช่วงเร่งเก็บเกี่ยว ที่ต้องรีบก็เพราะต้องเร่งแข่งกับเทพเจ้า ถ้าเกิดฝนตกขึ้นมาก็อาจต้องเสียเสบียงไป ไม่มีบ้านไหนที่เต็มใจให้เกิดเรื่องแบบนี้
ปกติแล้วมักมีคนที่ชอบอู้หรือโดดงาน แต่สองวันมานี้ไม่มีสักคน เพราะครั้งนี้มีปริมาณอาหารที่ใช้แจกจ่ายเข้ามาเกี่ยวด้วยว่าพวกเขาจะได้กันเท่าไหร่
หลังจากหน้าเก็บเกี่ยวก็จะเป็นการจ่ายส่วนปันผล ทุกคนต่างเฝ้ารอกันอย่างใจจดใจจ่อ อยากรีบเก็บให้หมดไว ๆ พอเอาส่วนแบ่งไปส่ง ก็จะได้รับส่วนแบ่งเสบียงอาหารมา
เสิ่นทิงหงไม่เคยคิดที่จะออกไปเก็บเกี่ยว เพราะเธอรู้ตัวเองดี
ขึ้นเขาครั้งนี้เธอไม่คิดจะเล่นลูกไม้อะไร แต่ถือว่าเป็นโชคดีที่เธอเจอของมหัศจรรย์เข้าจริง ๆ
เธอเจอโสมป่าหนึ่งราก ถึงขนาดจะไม่ใหญ่ แต่โสมป่ายังไงก็คือโสม
เสิ่นทิงหงออกจะทึ่งอยู่บ้างเพราะมณฑลเสฉวนเดิมก็สภาพแวดล้อมไม่เหมาะให้โสมเติบโต
เลยได้แต่บอกว่าเธอโชคดีเข้าแล้วจริง ๆ
เธอรู้ดีว่าวัตถุดิบทำยาในสมัยนี้มีราคาสูงมาก เพราะในตอนนี้ ถ้ามีที่ดินก็จะถูกเอาไปทำเพาะปลูกอาหาร ไม่ก็ผลไม้ ไม่มีใครเขาปลูกอะไรที่ไม่ทำให้อิ่มท้องกัน
ในห้วงมิติของเธอมีวัตถุดิบทำยาแบบนี้ แต่อันนั้นเธอต้องใช้เงินซื้อมาเอง คุณภาพก็ไม่น่าจะดีกว่าของป่า
ยังไงบนเขาก็ไม่มีคนอื่น เสิ่นทิงหงเลยหลบเข้าห้วงมิติ จากนั้นก็ขุดหลุมแล้วเอาโสมไปปลูกลงบนดิน
เธอไม่รู้เหมือนกันว่าวิธีที่ตัวเองปลูกนั้นถูกต้องหรือเปล่า แต่ยังไงก็ทำได้แค่วิธีนี้วิธีเดียว
เสิ่นทิงหงยังเตรียมน้ำจากบ่อไว้เป็นพิเศษแล้วรดลงไป เพราะกลัวว่ามันจะปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ไม่ได้ เธอถึงกับถอนพืชที่อยู่รอบ ๆ ออกไปก่อน
พี่ใหญ่มาแล้ว พวกแกหลบไปซะ
จากนั้นเธอก็เงี่ยหูฟังการเคลื่อนไหวจากด้านนอก พอเห็นว่าปลอดภัยจึงค่อยออกจากห้วงมิติ
ตัวเธอไม่รู้วิธีปรุงยา ถ้าโสมป่านี้ปลูกรอดก็จะดีสุด ๆ ยังไงเมล็ดยาสมุนไพรที่ซื้อมาก่อนนี้ก็เป็นของที่คนสังเคราะห์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสรรพคุณทางยาหรือคุณภาพก็แตกต่างจากของป่าแน่นอน
เสิ่นทิงหงหวังจริง ๆ ว่าโสมนี้จะปลูกรอด ถ้าไม่มีจังหวะเหมาะ ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องขายออกไป เก็บเอาไว้ก็ได้ ไม่แน่ว่าอาจเก็บไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ก็ได้ เธอมั่นใจในคุณภาพของดินและน้ำในบ่อในห้วงมิติมาก ขอให้รอดเถอะ มันต้องกลายเป็นของคุณภาพดีแน่
สงสัยเธอจะใช้โชคหมดไปตั้งแต่ตอนเจอโสมป่า หลังจากนั้นเลยไม่เจอแม้แต่เห็ดสักชนิด อาจเป็นเพราะช่วงนี้เสบียงที่เก็บไว้เหลือน้อยกันรึเปล่า ชาวบ้านเลยพากันขึ้นเขามาหาของป่ากันเยอะหน่อย
คาดว่าที่โสมป่ายังมีอยู่ ก็เพราะว่าไม่มีใครรู้จักสรรพคุณของมัน
สองปีมานี้ถือว่าดีขึ้นเยอะแล้ว ย้อนหลังไปสักไม่กี่ปีนั้นถือว่าเป็นช่วงที่ยากลำบากมาก ของป่าบนเขาที่เอาลงท้องได้ล้วนมีคนเก็บไปกิน
อย่าว่าแต่โสมป่าเลย ต่อให้เป็นเปลือกไม้ก็ยังมีคนเอาไปกิน
ตอนนี้ยังสามารถหาสมุนไพรป่าบนเขาเจอได้บ่อย ๆ นั่นก็เพราะว่าสองปีมานี้ขอแค่ทุกคนเต็มใจที่จะทำ ก็แทบจะเอาตัวไม่รอดแล้ว
หลังรวบรวมฟืนแห้งได้ เสิ่นทิงหงก็ลงเขามา แล้วก็เหมือนปกติที่จะได้พบคนจำนวนหนึ่งที่กำลังทำงานกันอยู่ เสิ่นทิงหงชินเสียแล้ว
ยังมีคนบางกลุ่มที่ไม่พอใจเวลาเห็นท่าทางของเสิ่นทิงหง เพราะเห็นว่าเป็นคนในชนบทเหมือนกัน ทำไมถึงไม่ต้องออกมาทำงานแบบพวกเขา
ก่อนหน้านี้ที่เห็นเธอขึ้นเขาไปเก็บฟืน ยังคิดว่าเป็นเพราะหลิวเยว่กับเสิ่นต้าเฉียงทั้งสองคนเห็นว่าไม่ต้องไปโรงเรียนแล้วเลยให้เธอออกมาช่วยงาน
แต่แล้ว คนเขากลับไม่เพียงแต่ไม่ต้องออกมาลงแรงกลางแจ้งตามส่วนแบ่ง แม้แต่ขึ้นเขาไปเก็บฟืนก็ไม่ต้องทำทุกวัน
เมื่อเอามาเทียบกับคนอื่นที่ต้องออกมาโดดแดดเผาเกรียม การใช้ชีวิตของเสิ่นทิงหงก็ไม่ต่างอะไรกับเทพเซียน
เดินไปไม่กี่ก้าว เสิ่นทิงหงก็มองเห็นเสิ่นปี้เหลียนที่กำลังก้มเกี่ยวข้าวสาลีอยู่ ตอนที่เสิ่นทิงหงเดินผ่านไป เป็นจังหวะที่ยืดตัวขึ้นมาพอดี พอเห็นเสิ่นทิงหงเข้า ดวงตาของเธอก็เปลี่ยนเป็นชั่วร้ายทันที