จงรั่วฉิงโบกมือเรียกพนักงานคนหนึ่งแล้วพูดว่า “เลือกหยกมาให้สหายตัวน้อยคนนี้สลักหนึ่งชิ้นและเตรียมเครื่องมือแกะสลักครบชุดมาให้ด้วย”
“ได้ครับ” พนักงานคนนั้นเดินไปทางโกดังเก็บหยกของร้านทันทีอย่างไม่ลังเล
หลังจากผ่านไปสักพัก เขาก็นำหยกก้อนใหม่ออกมา
หยกประเภทนี้เป็นหยกมันแพะ เนื้อละเอียดเกลี้ยงเกลาเป็นหยกที่ดีที่สุดในหยกขาวเหอเถียน หยกชนิดนี้หายากและมีมูลค่าสูงมาก
ดูจากขนาดและรูปร่างของหยกมันแพะที่อยู่ในฝ่ามือของพนักงานคนนั้นแล้วน่าจะมีมูลค่าสูงสี่ถึงห้าล้าน
หากให้จงรั่วฉิงแกะสลักมันราคาหลังจากแกะสลักเสร็จแล้วจะต้องเพิ่มขึ้นอีกหลายสิบเท่าเพราะชื่อเสียงของปรมาจารย์แกะสลักหยก
ซูฮ่าวรับหยกมันแพะชิ้นนั้นมา ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย และเปิดกล่องเครื่องมือแกะสลักออก
ด้านในกล่องนั้นมีมีดแกะสลัก รวมถึงตะขอ ตะปู และสิ่วนอกนี้ยังมีอุปกรณ์ที่ช่วยในการแกะสลักอยู่อีกมากมาย
เขาหยิบหยกมันแพะขึ้นมาแล้ววางลงบนโต๊ะแกะสลัก
แกนหลักของการแกะสลักหยกนั้นอยู่ที่การคัดเลือกวัสดุ ปอกเปลือกนอก ออกแบบแกะสลักแบบหยาบ แกะสลักแบบละเอียด ขัดเงา และตกแต่ง เป็นต้น
ขั้นตอนแรก การคัดเลือกวัสดุสำเร็จแล้วตอนนี้เขากำลังจะปอกเปลือกนอกซึ่งเป็นขั้นตอนที่สอง
ส่วนที่เขาจะต้องปอกเปลือกด้านนอกก็เพราะว่าพื้นผิวด้านนอกของหยกนั้นจะมีปฏิกิริยาออกซิไดซ์ดังนั้นเขาจึงจำเป็นจะต้องลอกหยกด้านนอกออกถึงจะสามารถออกแบบการแกะสลักหยกได้ง่ายยิ่งขึ้น
แน่นอนว่าขั้นตอนเหล่านี้ห้ามทำให้ผิวของหยกเสียหายเป็นอันขาดเพราะว่าบางครั้งส่วนของหยกที่เหลือเหล่านั้นก็สามารถนำมาออกแบบและแกะสลักได้ เมื่อแกะสลักเสร็จแล้วสีสันเหล่านั้นจะสามารถทำให้หยกเพิ่มมูลค่าขึ้นได้
ซูฮ่าวหยิบมีดแกะสลักขึ้นมาแล้วหมุนมือเป็นวงกลมพลังลึกลับปกคลุมมีดเล่มนั้น
ใบมีดที่มีลักษณะคล้ายกระจกที่ถูกปกคลุมด้วยพลังลึกลับจนทำให้รู้สึกเย็นยะเยือกลำแสงเย็นควบรวมและเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องบนใบมีดเหมือนว่าความแหลมคมและเย็นเยียบเพิ่มสูงขึ้น
“ฟิ้วๆ ๆ ๆ !”
เมื่อเขาชักมีดออกมา เรียกได้ว่ากะทันหันราวพายุ รวดเร็วดุจสายฟ้าความเร็วนั้นสูงมากเหมือนลมกรด และเกิดขึ้นอย่างกะทันหันจนคนไม่ทันได้ตั้งตัว
มีดไม่ออกห่างจากหยก หยกไม่ออกห่างจากมีด
มือและดวงตาประสานเป็นหนึ่ง ค่อยๆ กรีดหยกออกไปทีละแผ่น
ทุกคนยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนองชั้นหยกที่มีปฏิกิริยาออกซิไดซ์ก็ถูกซูฮ่าวลอกออกไปจนหมดแล้ว
“เร็วมากเลย!” จงรั่วฉิงขยี้ตามอง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความตกใจ
เมื่อหันไปมองหยกมันแพะ เขาก็ต้องรู้สึกหวาดผวามากยิ่งขึ้น
พื้นผิวด้านนอกที่สกปรกของหยกมันแพะชิ้นนี้เหมือนจะถูกกำจัดออกไปแล้วซึ่งตอนนี้เข้าใกล้กับคำว่าไร้ที่ติ ลักษณะเหมือนเนื้อแพะที่เพิ่งหั่นออกมาเงางามราวกับมีไขมันเกาะอยู่
ขั้นตอนที่สองปอกเปลือกด้านนอกสำเร็จแล้ว ซูฮ่าวเงียบไปครู่หนึ่งหลังจากที่เขาออกแบบลักษณะหยกเอาไว้ในใจแล้ว จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่ขั้นตอนที่สี่แกะสลักแบบหยาบ
วินาทีต่อมาเขาก็หยิบมีดแกะสลักออกมาอีกครั้งแล้วหยุดนิ่งก่อนเปลี่ยนทิศทาง ความแข็งแกร่งประสานนุ่มนวล อิสระล่องลอยสง่างามสูงศักดิ์
รัศมีแข็งแกร่งราวกับมังกรน่าตกใจมาก ความเร็วดุจสายฟ้าเงามีดตัดลงอย่างต่อเนื่อง
ทุกคนไม่สามารถมองเห็นได้เลยว่ามีดแกะสลักของซูฮ่าวนั้นตัดลงไปที่ไหนบ้าง พวกเขาเห็นเพียงเงามีดและเสียงมีดที่กระทบกับหยกเท่านั้น
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีซูฮ่าวก็หยุดมือลงแล้ว
ในตอนนั้นหยกมันแพะส่วนใหญ่ก็หล่นลงพื้นไปแล้ว
ทุกคนจ้องมองตาเขม็ง และสามารถเห็นเค้าโครงดอกท้อที่แกะสลักอย่างหยาบๆ ได้กลีบดอกไม้งดงามราวกับมีชีวิต บางส่วนหนา บางส่วนบางแต่ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็เหมือนดอกท้อกำลังจะเริ่มผลิบานด้วยตนเอง
คนส่วนหนึ่งก็อุทานออกมาอย่างตกใจกับฝีมือการแกะสลักของซูฮ่าวแต่คนอีกส่วนหนึ่งกลับพูดอะไรไม่ออก
หยกมันแพะก้อนใหญ่ขนาดนั้นแต่กลับแกะสลักเป็นดอกท้อดอกหนึ่งนี่เป็นการทำให้เสียของและสิ้นเปลืองเงินทองอย่างมาก
ไม่เพียงแค่พวกเขา เถ้าแก่ร้านก็รู้สึกปวดใจเช่นเดียวกัน
หากแกะสลักหยกเป็นรูปอื่นก็อาจจะเอาทุนคืนมาได้แต่หยกสลักรูปดอกท้อมันมีจำนวนมากเกินไป ร้านแกะสลักหยกทุกร้านล้วนมีหยกลายนี้อีกทั้งราคาก็ไม่สูง
จงรั่วฉิงไม่ได้สนใจเรื่องเงิน เขาจ้องมองหยกมันแพะและซูฮ่าวตาเขม็งดวงตาของเขาก็เปล่งประกายอย่างต่อเนื่อง
นี่เป็นเพียงแค่งานแกะสลักแบบหยาบเท่านั้นดอกท้อที่ซูฮ่าวแกะสลักออกมานั้นก็มีความคล้ายคลึงทางจิตวิญญาณแล้วหากเขาแกะสลักแบบละเอียดต่อมันจะมีลักษณะเป็นอย่างไร?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ภายในใจของเขาก็เต็มไปด้วยความคาดหวัง
ภายใต้ความสนใจของทุกคน ซูฮ่าวก็เริ่มขั้นตอนที่ห้า การแกะสลักแบบละเอียด
ขณะที่กำลังทำขั้นตอนนี้ เขาได้รวบรวมพลังชีพเอาไว้ในตันเถียน และลอบวางค่ายกลสลักวิญญาณ
ทำไมหยกแกะสลักในปัจจุบันนี้ถึงขาดจิตวิญญาณและเสน่ห์?
นั่นเป็นเพราะว่าช่างแกะสลักไม่ได้เพิ่มวิธีการแกะสลักจิตวิญญาณและเสน่ห์ลงไป!
พวกเขาไม่สามารถผสานพลังวิญญาณของฟ้าดินเข้ากับผลงานได้ดังนั้นจึงทำให้ผลงานสวยเพียงแค่ภายนอกเท่านั้น แต่ไม่มีชีวิตชีวา
ค่ายกลสลักวิญญาณควบคุมแรงโน้มถ่วงของโลกจากนั้นใช้มีดแกะสลักเชื่อมโยงฟ้าดิน รวบรวมพลังวิญญาณฟ้าดินลงไปที่ใบมีด ขณะที่มีดแกะสลักกำลังจะกรีดลงบนหยกพลังวิญญาณของฟ้าดินก็ถ่ายเทเข้าไปภายในหยกแกะสลักด้วย
เพื่อให้พลังวิญญาณผสานกับหยกแกะสลักให้ดียิ่งขึ้นซูฮ่าวตั้งใจลดความเร็วในการแกะสลักลงแต่ในสายตาของทุกคนนั้นแปรเปลี่ยนจากความเร็วที่อันตรายกลายเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ คล้ายจริงคล้ายไม่จริง
ที่เขากรีดมีดลงไปแต่ละครั้งมันแม่นยำอย่างมากจนไม่มีข้อผิดพลาด
หากมองให้ละเอียดแล้วก็จะพบว่าเขาแกะสลักกลีบดอกท้อแต่ละกลีบด้วยความเร็วสูง
งานแกะสลักของเขาละเอียดราวกับใยแมงมุมที่พลิ้วไหวเหมือนเส้นผมที่นุ่มลื่นไม่มีรอยต่อ
เมื่อดูจากภาพรวมแล้วเส้นขอบหยกมันแพะเชื่อมต่อกันเป็นเส้นเดียว ลวดลายแกะฉลุกลีบบนล่างสลับทับซ้อน งดงามอย่างยิ่ง
ไม่รู้ว่าเจิงจื่อโหยวที่อยู่ด้านข้างหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอัดภาพเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ตั้งแต่เมื่อไร
ในสายตาของเขา การลงมีดแต่ละครั้งของซูฮ่าวเหมือนการตัดอากาศ ผ่าท้องฟ้ากรีดจิตวิญญาณ
กลีบดอกไม้แต่ละกลีบพลิ้วไหว กลีบด้านหนึ่งหลุดออกจากใบมีดแล้ว
เหมือนปลาสีเงินกระโดดน้ำโต้คลื่นขาว ใบหลิวปลิวหล่นจากต้นตามแรงลม
หลังจากผ่านไปสามนาที ซูฮ่าวก็หยุดมือลงและเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือการขัดเงาตกแต่ง
ขั้นตอนการขัดเงาตกแต่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากในการแกะสลักหยกไม่ว่าจะแกะสลักอย่างระมัดระวังเพียงใด ผิวของหยกก็ยังคงความหยาบไม่สามารถแสดงความงดงามส่องประกายราวคริสตัลได้จำเป็นต้องขัดเงาและตกแต่งให้สมบูรณ์แบบถึงจะสามารถแสดงความอบอุ่นและเงาวาวสู่ภายนอกได้อีกทั้งยังสามารถทำให้กลายเป็นหยกที่สูงส่งได้ด้วย
ทุกคนมองภาพเหตุการณ์นี้แบบตาไม่กะพริบพวกเขาไม่อยากจะพลาดเหตุการณ์นี้ไปแม้แต่ช็อตเดียว
ความหวาดกลัวภายในแววตาของจงรั่วฉิงเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องเขาค้นพบว่าดอกท้อที่ซูฮ่าวแกะสลักออกมา เหมือนกับมีชีวิตจริงๆ และกำลังพลิ้วไหวอยู่
ยิ่งเขามองนานมากขึ้นเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าดอกท้อดอกนี้คือของจริง
จากนั้นไม่นานซูฮ่าวก็ขัดเงาและตกแต่งสำเร็จ เขาราดน้ำสะอาดลงไปหนึ่งชาม
ทันใดนั้นหยกแกะสลักลายดอกท้อก็ปรากฏแก่สายตาของทุกคน
แม้ว่าดอกท้อทำจากหยกจะวางอยู่ตรงนั้นอย่างเรียบง่ายแต่กลับทำให้ทุกคนรู้สึกว่ามันกำลังเบ่งบานอยู่ในความหนาวเย็นที่โหดร้ายผลิบานบนก้านอย่างโดดเดี่ยวแต่ไม่ขลาดกลัว
มันคือผู้โดดเด่นยามเหมันต์ ในฐานะดอกไม้ขาวผู้พิชิตโลกใบนี้
ดอกไม้กลีบเล็กสีสันสดใส ผลิบานงดงามสูงส่ง
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกใจก็คือ หากจ้องมองหยกแกะสลักลายดอกท้อนั้นแค่ห้าวินาทีก็สามารถเห็นได้ว่ามันกำลังพลิ้วไหวราวกับมีชีวิต
มีบางคนคิดว่านั่นคือภาพลวงตา พวกเขาจึงขยี้ตาอย่างแรงแต่หลังจากจ้องมองอีกครั้งก็ยังเห็นภาพเหตุการณ์เดิม
หลังจากมองนานเกินสิบห้าวินาทีก็มีภาพหนึ่งปรากฏแก่สายตาของทุกคน
พวกเขาเห็นหญิงสาวหน้าตางดงามคนหนึ่งเดินอยู่บนพื้นหิมะที่รายล้อมไปด้วยดอกท้อ
เธอคือเทพบุปผาดอกท้อเดือนแรก นามหวางเจาจวิน
เธอคิดถึงส่วนรวม เสียสละตนเองไปแต่งงาน เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติ
หิมะนั้น คือหิมะนอกด่าน
ดอกท้อนั้น คือดอกไม้ของจงหยวน
ดอกท้อเหมันต์อยู่ข้างกายนาง เบ่งบานเพราะความคิดถึงบ้านเกิดที่มากล้น
ความงามที่เยือกเย็นของดอกท้อเหมันต์ทำให้ผู้หญิงอ่อนแอคนหนึ่งงดงามโดดเด่น สูงส่งไร้ความหวาดกลัว
ในตอนนั้นเหมือนทุกคนได้ยินเสียงเพลงผีผาบรรเลงขึ้น และเห็นทิวทัศน์วสันตฤดูที่พระราชวังฮั่นหลังจากไฟสงครามที่ชายแดนจางหายไป
จิตวิญญาณอันหอมหวนของหวางเจาจวินกำเนิดที่ดอกท้อแดงกลางพระราชวังฮั่นและดอกท้อเหมันต์ที่อยู่นอกด่านก็จางหายไปแล้ว
ลมฝนพาวสันต์จากไป เหมันต์พาวสันต์กลับมา
บนหน้าผาน้ำแข็งสูงชันร้อยลี้ กลับมีกิ่งก้านดอกไม้ผลิงดงาม
แม้ดอกท้อจะงดงามแต่ก็ไม่สู้ความงามกับวสันต์ เพียงแค่มาส่งข่าวแล้วจากไปเท่านั้น
รอจนกระทั่งดอกไม้บานสะพรั่งทั้งภูเขา นางถึงได้ผลิยิ้มออกมา…