อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 45 ความหิวโหย ?

    ภายในห้องสำหรับปรุงโอสถ


    “ท่านอาจารย์จะให้ข้าปรุงสิ่งใดหรือเจ้าคะ?” มู่เชียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหวาดๆกับสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่ ในสมองน้อยๆของนางกำลังลอบพิจารณา ไม่รู้ว่าระหว่างเป็นผู้ปรุงโอสถกับเป็นผู้ใช้แรงงานอย่างใดจะเหนื่อยกว่ากัน

    “ผลทดสอบการควบคุมไฟของเจ้าดีเยี่ยม เช่นนั้นลองปรุงยาขั้นสองเป็นอย่างไร?”  

    เยี่ยกวนถูมือพลางเอ่ยอย่างกระตือรือร้น เขาคาดหวังในตัวเด็กสาวคนนี้สูงมาก หากได้ผู้ช่วยระดับอาจารย์โอสถมาสักคน ปีนี้โถงโอสถของเขาย่อมมีกำไรมากขึ้นอีกหลายส่วน มีกำไรมากย่อมมีหน้ามีตามาก…. 

    “…..” มู่เชียนสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างจากท่านอาจารย์ คล้ายจะเป็นความหิวโหย….

    “สูตรยาในห้องนี้มีมากมาย เจ้าดู” เยี่ยกวนชี้ชวนให้ดูกระดานไม้หลายแผ่นที่แปะอยู่ตรงผนังห้องจนเต็ม จากนั้นก็เลือกแผ่นหนึ่งออกมาส่งให้นาง


    “ปรุงเจ้านี่เป็นอย่างไร… มันคือยาสงบใจ เป็นยาขั้นสองที่ค่อนข้างพะ…. เอ่อ…ใช้บ่อย ! ในเหล่าผู้ฝึกชั้นนักยุทธ์ และยอดยุทธ์ ช่วยให้เข้าถึงสมาธิได้ง่าย การรวบรวมปราณธาตุก็เร็วขึ้นมาก มีประโยชน์อย่างยิ่งกับศิษย์ของเรา วัตถุดิบก็ล้วนแล้วแต่หาง่าย ในห้องนี้มีทุกอย่างที่เจ้าจำเป็นต้องใช้แล้ว”

    มู่เชียนมองดวงตาพร่างพราวเป็นประกายของท่านอาจารย์แล้วก็ไม่อาจปฏิเสธได้ จึงตัดสินใจลองดูสักครั้ง ครั้งนี้ไม่ให้เสี่ยวจิ้งช่วย นางอยากปรุงโอสถด้วยตนเองให้สำเร็จ


    “เจ้าค่ะ”

    ครั้งก่อนมู่เชียนปรุงโอสถนั้น จากยาพิษกลายเป็นยาละลายศพ..! ในใจรู้สึกตะขิดตะขวงอย่างมาก แม้พอจะเดาได้ว่าเนื่องจากนางไม่มีสูตรยา อีกทั้งสมุนไพรก็หยิบจับมามั่วๆตามมีตามเกิด ทว่าก็ทำให้หมดความมั่นใจในวิถีปรุงโอสถไปไม่น้อย

    ยามนี้ ไม่ว่าสูตรยาหรือวัตถุดิบล้วนเตรียมไว้พร้อม เด็กสาวจึงอยากทดลองอีกสักครั้ง ได้แต่หวังว่าผลการทดสอบพรสวรรค์ครั้งก่อนจะไม่หลอกนาง 


    มู่เชียนรับกระดานไม้มา กวาดตาอ่านสูตรยาแล้วก็สูดหายใจลึก ก่อนเริ่มต้นคัดเลือกสมุนไพรโดยการสัมผัสตามที่เสี่ยวจิ้งเคยสอน 

    เยี่ยกวนมองมือของเด็กสาวที่เลือกหยิบสมุนไพรในกองอย่างรวดเร็วด้วยความตกตะลึง 

    แท้จริงขั้นตอนการเลือกสมุนไพรนี้ก็เป็นการทดสอบอย่างหนึ่ง หากเลือกสมุนไพรได้ถูกต้องก็นับว่ามีความรู้ ทว่าหากเลือกสมุนไพรที่คุณภาพสูงสุดออกมาได้ จึงเรียกว่ายอดฝีมือ 


    ดูเด็กสาวหยิบสมุนไพรอย่างคล่องแคล่ว ราวกับเพียงหยิบมามั่วๆ ทว่าเมื่อพิจารณาแล้วสมุนไพรทุกต้นที่นางหยิบมากลับเป็นต้นที่ดีที่สุดในกอง…. เขาไม่เชื่อว่านี่คือความบังเอิญเด็ดขาด 


    “มู่เชียน เจ้าเลือกสมุนไพรโดยวิธีใด?”


    “ข้าใช้ประสาทสัมผัสเจ้าค่ะ” เด็กสาวเอ่ยตอบโดยไม่เสียสมาธิแม้แต่น้อย ใบหน้าของนางยังคงก้มมองสูตรยาในขณะมือสองข้างยังคงทำงานไปด้วย

    อาจารย์เยี่ยฟังแล้วหัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นมาจังหวะหนึ่ง

    ‘ประสาทสัมผัสหรือ เคยได้ยินตำนานกล่าวถึงท่านเทพโอสถในอดีตก็มีสัมผัสนี้เช่นกัน”. เรื่องนี้เดิมคิดว่าเป็นเพียงตำนานเล่าขาน หากไม่เห็นกับตาเขาคงไม่เชื่อว่ามีผู้ครอบครองประสาทสัมผัสพิเศษเช่นนี้อยู่ในโลก


    ผู้ชรามองเด็กสาวที่ทำงานง่วนอยู่ด้วยดวงตาเป็นประกาย เขาคาดหวังกับศิษย์ใหม่คนนี้มากขึ้นกว่าเดิม อนาคตของศิษย์ผู้นี้ไม่อาจประเมินได้ แคว้นหนานเล็กเกินสำหรับนาง

    ทว่า…. การทดสอบยังคงต้องดำเนินต่อไป เพราะถึงแม้ว่าการคัดเลือกสมุนไพรจะมีความสำคัญแต่กลับไม่ใช่ทั้งหมดของวิถีปรุงโอสถ

    เมื่อครู่หยางอี้ปินเองก็เลือกสมุนไพรด้วยความพิถีพิถัน วิธีที่เขาใช้นั้นสอดคล้องกับหลักการคัดเลือกสมุนไพรในตำราอย่างมากเหนือกว่าจ้าวซงด้วยซ้ำ แต่กลับตกม้าตายในช่วงของการควบคุมไฟ ประสบการณ์ของเขาไม่อาจเทียบกับจ้าวซงที่เติบโตมาในตระกูลของผู้ปรุงโอสถได้เลย


    หลังจากการคัดเลือกสมุนไพร มู่เชียนก็เริ่มต้นจุดไฟด้วยปราณธาตุ และทำตามขั้นตอนอย่างระมัดระวัง หม้อที่ใช้นั้นเป็นหม้อมาตรฐานของสำนัก นางไม่คุ้นมือเท่าไรนัก ได้แต่ค่อยๆเพิ่มความร้อนอย่างช้าๆ โชคดีที่การควบคุมปราณธาตุไฟจากเสี่ยวจิ้งนั้นไม่เป็นปัญหาสำหรับนาง

    ขั้นแรก กิ่งของต้นลานวานร บดละเอียด ผสานกับ นำคั้นของผลหงส์นิทรา ต้มช้าๆจนเหนียวข้นแล้วใส่กลีบดอกหางอสูรบดเป็นผงลงไป…. ค่อยๆใช้ไฟอุ่นต้มจนระอุ

    เด็กสาวทำตามขั้นตอนในตำราอย่างช้าๆ ตลอดกระบวนการนี้เสี่ยวจิ้งและอาจารย์เยี่ยมิได้ช่วยแนะนำเลยแม้แต่น้อย 

    เวลาผ่านไปไม่นาน ส่วนประกอบของโอสถที่เคยแยกชั้นกันอยู่ค่อยๆถูกหลอมรวมกลายเป็นเนื้อเดียวกัน กลิ่นหอมของโอสถระดับสองค่อยๆโชยออกมาจากในหม้อ แต่เด็กสาวผู้ปรุงโอสถยังคงมีสมาธิกับการควบคุมไฟต่อไป แม้จะใกล้สำเร็จแล้วแต่นางกลับรู้สึกว่านี่เป็นขั้นตอนที่อันตรายที่สุด 

    เยี่ยกวนลอบพยักหน้ากับตนเองอย่างพึงพอใจ ขั้นตอนที่จะเปลี่ยนจากของเหลวเป็นของแข็งนี้ต้องอาศัยการควบคุมไฟอย่างละเอียดและรอบคอบ กว่าครึ่งของผู้ที่ทำพลาดล้วนพลาดในขั้นตอนนี้ ดูแล้วสัตว์อสูรที่สอนนางมาตนนั้นคงพอมีความรู้อยู่บ้าง

    เสี่ยวจิ้งที่ถูกชื่นชมโดยไม่รู้ตัว ยามนี้กำลังลอบยิ้มกับตนเองอย่างยินดี  

    “รู้โดยไม่ต้องสอน สมแล้วที่อยู่กับข้ามานาน คงซึมซับเอาสัญชาตญาณสัตว์อสูรไปไม่น้อย !”

    กว่าเด็กสาวผู้ถูกชื่นชมว่ามีสัญชาตญาณสัตว์อสูรจะรู้สึกตัวอีกครั้งก็เป็นตอนที่หม้อโอสถถูกเปิดออกแล้ว อาจารย์เยี่ยหยิบโอสถทั้งหมดขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด

    “บอกข้ามาตามตรง เจ้าไม่เคยปรุงโอสถชนิดนี้มาก่อนใช่หรือไม่ ?” อาจารย์เยี่ยมองยาในมือแล้วก็มองเด็กสาวตรงหน้าด้วยใบหน้ามืดครึ้ม…

    “เจ้าค่ะ ….ผิดพลาดหรือเจ้าคะ ?” มู่เชียนเอ่ยด้วยท่าทีห่อเหี่ยว ครั้งนี้นางระมัดระวังทุกจุด ทำตามสูตรทุกอย่างก็ยังผิดพลาดอีกหรือ

    อาจารย์เยี่ยฟังแล้วก็ก้มลงมองโอสถในมืออีกครั้ง ในฝ่ามือของเขามีเพียงโอสถระดับสอง คุณภาพสูงสิบเม็ด ไม่มีด้อยเลยสักเม็ด…!! นอกจากนี้นางยังใช้เวลาในการปรุงไปเพียงหนึ่งเค่อกว่าๆเท่านั้น


    ปกติแล้วมีเพียงเขาที่สามารถปรุงโอสถขั้นสองได้คุณภาพสูงเต็มสิบส่วนออกมาได้ …. เยี่ยกวนรู้สึกหนักใจขึ้นมา เด็กคนนี้มีความสามารถระดับใดกันแน่ ? 

    “เจ้าลองนี่หน่อย “


    เขามอบสูตรยาอีกสูตรที่มีความหนา และซับซ้อนอย่างมากให้นาง นี่คือสูตรโอสถที่ยากที่สุดที่เขาสามารถปรุงได้ โอสถ ระดับสี่ โอสถกายาทองคำ - สามารถรักษาร่างไม่ให้เสื่อมสลายได้ชั่วคราวไม่ว่าจะบาดเจ็บรุนแรงเพียงใดก็ตาม

    สาเหตุที่เขาให้นางปรุงยานี้ เพราะมั่นใจแล้วว่าระดับของนางคืออาจารย์โอสถเป็นอย่างน้อย ทว่าจะถึงขั้นปราชญ์โอสถ ระดับเดียวกันกับเขาหรือไม่ยังต้องลองทดสอบอีกหน่อย 

    เขาต้องรู้ให้แน่ชัดว่า เขาเยี่ยกวน…..มีคุณสมบัติเพียงพอเป็นอาจารย์ของนางหรือไม่ ?

    มู่เชียนมองใบหน้าเคร่งเครียดของอาจารย์แล้วก็ไม่กล้าปฏิเสธ ทว่าเมื่ออ่านสูตรยาที่แสนซับซ้อนนั้นมาก็เด็กสาวก็เหงื่อตกทันที 

    ‘จะไหวไหมเนี่ย ?’ 


    หนึ่งเค่อต่อมา 

    “บึ้ม….!!” 

    เสียงระเบิดดังขึ้นจากห้องปรุงยา …. ทำให้เหล่าศิษย์ทั้งหลายแตกตื่นยกใหญ่ 


    “นานแล้วไม่มีผู้ใดทำหม้อระเบิด”

    “เด็กคนนั้นปรุงโอสถไม่เป็นกลับเสนอตัว น่าขายหน้ายิ่งนัก… “

    “นี่อย่างไรที่เขาเรียกว่าไม่ประมาณตน เป็นหิ่งห้อยริแก่งแย่งกับแสงดาว” 

    เสียงวิจารณ์เยาะเย้ยดังออกมาจากเหล่าสมาชิกชุมนุมสกุลจ้าว 


    ฉวนสี่มองไปทางห้องปรุงยาด้วยความเป็นห่วง แต่ก็รู้ว่าอยู่กับท่านอาจารย์เยี่ย ศิษย์น้องมู่คงไม่เกิดอันตราย ส่วนโม่เจี้ยนนั้น ได้หันไปหาเรื่องกับพวกชุมนุมสกุลจ้าวแล้ว 

    “เจ้าคิดว่าผู้อื่นล้วนใฝ่ฝันจะฝังตัวลงในหม้อปรุงยาชั่วชีวิตเช่นพวกเจ้าหรือไร …. ต่อให้หม้อระเบิดแล้วอย่างไร สุดท้ายพรสวรรค์ของนางพวกเจ้าก็ไม่อาจไล่ทันอยู่ดี … “

    “ฮ่าฮ่า …. พรสวรรค์อันใด พรสวรรค์ในการระเบิดหม้อปรุงโอสถนี่น่ะหรือ … พวกเราไม่กล้าไล่ตามเลยจริงๆ “

    “เจ้า… “ โม่เจี้ยนชักแขนเสื้อข้างหนึ่งขึ้นก้าวขาออกไปคิดจะซัดเจ้าพวกปากมากนั่นสักยกก่อนค่อยว่ากัน แต่ฉวนสี่ยกมือห้ามไว้เสียก่อน เขาจ้องเขม็งไปยังกลุ่มชุมนุมสกุลจ้าว ดวงตาสีเขียวของเขาเปล่งประกายทรงอำนาจออกมา ทำให้เสียงเยาะเย้ยเหล่านั้นเงียบลงไปบ้าง 

    เป็นแค่ยอดยุทธ์ชั้นต้นเท่านั้น… เหตุใดกลับดูทรงพลังจนน่ากลัว ? เหล่าสมาชิกสกุลจ้าวลอบซ่อนอาการสั่นเทาในใจเอาไว้ ทว่าภายนอกนั้นยังคงทำหน้ายียวนกวนประสาทใส่โม่เจี้ยนต่อไป



    เหล่าศิษย์ภายนอกนั้นใกล้จะเปิดฉากลงไม้ลงมือกันแล้ว ทว่าภายในห้องปรุงยานั้นกลับสงบเงียบอย่างยิ่ง 

    ใบหน้าของเยี่ยกวนยามนี้ดำปิดปี๋เพราะเขม่าทว่าสีหน้ากลับดูโล่งใจอย่างมาก ถึงกับมีรอยยิ้มประดับอยู่ด้วยซ้ำ

    “อืมมม ไม่เลว…. ต่อไปอาจารย์จะสอนเจ้าเอง…” มือเปื้อนเขม่า ลูบเคราที่หยิกหยองด้วยถูกไฟเผาไหม้อย่างอารมณ์ดี ไม่มีท่าทีโกรธหรือผิดหวังเลยสักนิด มู่เชียนมองแล้วก็ชื่นชมอาจารย์ของตนอยู่ในใจ

    ‘ท่านอาจารย์เยี่ยผู้นี้ช่างใจเย็นนัก ’


    “พรสวรรค์ของเจ้าสูงส่ง ปรุงยาได้รวดเร็ว อีกทั้งยังมีคุณภาพดีเยี่ยม ย่อมแสดงให้เห็นว่าเจ้ามีพรสวรรค์พิเศษเหนือธรรมดา” 

    เยี่ยกวนเอ่ยกับลูกศิษย์สาวด้วยสีหน้าชื่นชม ทว่าในดวงตากลับมีประกายไม่น่าไว้ใจบางอย่างแฝงอยู่ ขนอ่อนบนแขนสองของมู่เชียนลุกพรึ่บขึ้นมาด้วยสังหรณ์ร้าย


    “เฮ้อ… อย่างไรก็ตามเพื่อความยุติธรรม ในเรื่องของเวลาทำงาน ข้าจำเป็นจะต้องขอให้เจ้าปรุงโอสถระดับสอง 20 หม้อต่อวัน โอสถระดับสาม 10 หม้อต่อวัน ส่วนเวลาที่เหลือ ให้เจ้าฝึกปรุงโอสถระดับสี่ก็แล้วกัน”

    ท่านอาจารย์เยี่ยยิ้มแย้มลำบากใจ เขาเอ่ยกับมู่เชียนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนจนแทบจะเป็นน้ำ ทว่าเนื้อความนั้นกลับคล้ายเป็นเสียงตะโกนอันหยาบคายจนไม่อาจฟังได้

    มู่เชียนเบิ่งตามองท่านอาจารย์ผู้อารีกับนางเป็นพิเศษผู้นั้น … 

    “วันใดที่เจ้าปรุงยาระดับสี่สำเร็จ นั่นถือว่าเจ้าสำเร็จการศึกษาวิถีปรุงโอสถจากหมู่ตึกพฤกษาของเรา”


    ‘ให้ตายเถอะ … ข้าอยากเป็นคนธรรมดาเหลือเกิน’ 

    แน่นอน .. ถ้อยคำอันน่ารันทดนี้มีเพียงเสี่ยวจิ้งที่ได้ยิน…..

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน